บทเรียนออนไลน์ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ทีมงานทรูปลูกปัญญา
|
13 ต.ค. 59
 | 301.6K views

ผังมโนทัศน์สาระการเรียนรู้






ตอนที่ 1 ลักษณะทางพันธุกรรมและกระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สาระสำคัญประจำหน่วย
          1. ลักษณะทางพันธุกรรม คือ ลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานและรุ่นต่อ ๆ ไป เช่น สีตา สีผิว การมีลักยิ้ม และลักษณะของเส้นผม
          2. ภายในนิวเคลียสของเซลล์ประกอบด้วยไมโครทินที่มีลักษณะเป็นสายยาวขดพันกัน โครมาทิน ประกอบด้วยโปรตีนและดีเอ็นเอ ซึ่งดีเอ็นเอทำหน้าที่เป็นสารพันธุกรรม
          3. เมื่อเซลล์มีการแบ่งตัว โครมาทินจะขดแน่นมากจนมีลักษณะเป็นแท่ง เรียกว่า โครโมโซม ซึ่งการแบ่งเซลล์มี 2 ประเภท คือ การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส
          4. การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ของร่างกาย โดยแบ่งเซลล์เดิมออกเป็นเซลล์ใหม่ 2 เซลล์ที่มีจำนวนโครโมโซมเท่าเดิม
          5. การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยแบ่ง 2 ครั้ง ทำให้ได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ที่มีจำนวนโครโมโซมลดลงเป็นครึ่งหนึ่งจากเซลล์เดิม
          6. จำนวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมักมีจำนวนไม่เท่ากัน โดยส่วนใหญ่โครโมโซมจะเหมือนกันเป็น คู่ เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม
          7. ดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมที่ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า นิวคลีโอไทด์ ซึ่งหนึ่งนิวคลีโอไทด์ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ น้ำตาลเพนโทสชนิดดีออกซีไรโบส เบสไนโตรเจน และหมู่ฟอสเฟตซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างนิวคลีโอไทด์ของแต่ละหน่วยในสายดีเอ็นเอ
          8. เบสไนโตรเจนแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ เบสอะดีนีน (adenine: A) เบสกวานีน (guanine: G) เบสไทมีน
(thymine: T) และเบสไซโทซีน (cytosine: C)
          9. สายดีเอ็นเอประกอบด้วยพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายพันกันเป็นเกลียวคู่ เชื่อมกันโดยเบส ซึ่งเบส A จะจับคู่กับเบส T และเบส C จะจับคู่กับเบส G
          10. ยีน คือ ช่วงลำดับเบสของนิวคลีโอไทด์บนสายดีเอ็นเอ ซึ่งควบคุมลักษณะแต่ละลักษณะของสิ่งมีชีวิตยีนอยู่เป็นคู่ คือ มี 2 แอลลีล โดยแต่ละแอลลีลอยู่บนแต่ละโครโมโซมที่เป็นคู่กัน (homologous chromosome)
          11. ลักษณะต่าง ๆ ที่แสดงออกในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เรียกว่า ฟีโนไทป์ ส่วนลักษณะของยีนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตเรียกว่า จีโนไทป์
          12. พงศาวลี คือ แผนภาพแสดงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของคนในครอบครัว
          13. โรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางออโตโซมของแอลลีลเด่น จะแสดงอาการของโรคได้เมื่อโครโมโซมมีแอลลีลเด่นปรากฏอยู่
          14. โรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางออโตโซมของแอลลีลด้อย จะแสดงอาการของโรคได้เมื่อโครโมโซมมีแอลลีลด้อยปรากฏอยู่ทั้งคู่ แต่ถ้าแอลลีลด้อยอยู่กับแอลลีลเด่นจะเป็นพาหะของโรค
          15. โรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางโครโมโซมเพศ ในเพศหญิงจะแสดงอาการของโรคเมื่อมีแอลลีลทั้งคู่เป็นแอลลีลที่ควบคุมลักษณะด้อย ส่วนในเพศชายถ้าปรากฏแอลลีลด้อยเพียงแอลลีลเดียวก็จะแสดงอาการของโรคออกมาเนื่องจากไม่มีแอลลีลเหล่านี้บนโครโมโซม Y
          16. ยีนหมู่เลือดระบบ ABO มีรูปแบบของแอลลีลที่ควบคุม คือ แอลลีล IA และ IB ซึ่งเป็นแอลลีลเด่น และแอลลีล i ซึ่งเป็นแอลลีลด้อย
          17. การกลายหรือมิวเทชัน คือ การแปรผันของหน่วยพันธุกรรมที่ทำให้สิ่งมีชีวิตรุ่นลูกรุ่นหลานมีลักษณะผิดแผกไปจากพ่อแม่ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งเซลล์สืบพันธุ์และเซลล์ร่างกาย
          18. การแปรผันทางพันธุกรรม ก่อให้เกิดเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ

Key words
          โครโมโซม : บริเวณที่เก็บสารพันธุกรรม
          การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส : จำนวนเซลล์ของร่างกายโดยเซลล์เดิมออกเป็นเซลล์ใหม่ 2 เซลล์
          การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส : เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยแบ่ง 2 ครั้ง ทำให้ได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ที่มีจำนวนโครโมโซมลดลงเป็นครึ่งหนึ่งจากเซลล์เดิม
          ฮอมอโลกัสโครโมโซม : โครโมโซมที่เหมือนกันเป็นคู่
          พงศาวลี : แผนภาพแสดงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
          อัลลีล : ยีนแต่ละคู่จะควบคุมลักษณะเดียวกันที่อยู่กันเป็นคู่
          มิวเตชัน : การกลายพันธุ์


ลักษณะทางพันธุกรรม
          กรรมพันธุ์หรือพันธุกรรม (heredity) เป็นการถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ จากพ่อแม่ไปยังลูกหลานหรือรุ่นต่อ ๆ ไปทางการสืบพันธุ์ โดยลักษณะต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดได้ นี้เรียกว่า ลักษณะทางพันธุกรรม (genetic character) และเรียกการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตว่า พันธุศาสตร์ (genetics) โดยตัวอย่างลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น ผมตรง ผมหยิก ตาสองชั้น ตาชั้นเดียว เป็นต้น




          การจะตัดสินว่าลักษณะใดเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในคนจะต้องศึกษาและใช้ข้อมูลจากการสังเกตและเปรียบเทียบลักษณะต่าง ๆ ที่ปรากฏในครอบครัวระหว่างสมาชิกที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันหรือคนในเครือญาติที่ใกล้ชิดกันในรุ่นต่อ ๆ มาหลายชั่วรุ่น (generation) จากหลาย ๆ ครอบครัว

โครโมโซม ยีน และสารพันธุกรรม
          เกรกอร์ โยฮันน์ เมนเดล (Gregor Johann Mendel) ได้ศึกษาและพบว่าถั่วลันเตาที่เกิดจากการผสมพันธุ์กันในแต่ละครั้งจะมีลักษณะบางอย่างปรากฏอยู่เสมอในรุ่นต่อ ๆ ไป ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เรียกว่า กฎของเมนเดล ซึ่งเป็นกฎที่สำคัญอย่างยิ่งทางพันธุศาสตร์ ต่อมาได้มีผลงานของนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ประกอบกับมีการปรับปรุงกล้องจุลทรรศน์และเทคนิคต่าง ๆ ทำให้พบว่าภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีโครโมโซมเป็นโครงสร้างถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

          ความสัมพันธ์ระหว่างโครโมโซม ยีน และสารพันธุกรรม
                    นิวเคลียส เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของเซลล์ ภายในมีโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นเส้นใยเล็ก ๆ ขดพันกันอยู่จำนวนมาก เรียกโครงสร้างนี้ว่า โครมาทิน (chromatin) โครมาทินประกอบด้วยดีเอ็นเอ (DNA: deoxyribonucleic acid) ขดจับตัวกับโปรตีน
                    เมื่อมีการแบ่งเซลล์ โครมาทินจะขดแน่นมากขึ้นจนมีลักษณะเป็นแท่ง ๆ เรียกว่า โครโมโซม (chromosome) มีลักษณะคล้ายตัว x ในแต่ละโครโมโซมประกอบด้วย 2 โครมาทิด (chromatid) ยึดติดกันตรงตำแหน่งที่เรียกว่า เซนโทรเมียร์ (centromere) โครโมโซมหนึ่ง ๆ จะมียีนอยู่บนโครโมโซมเป็นพัน ๆ ยีน ยีนทำหน้าที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆ มีองค์ประกอบเป็น ดีเอ็นเอ หรือที่เรียกว่า สารพันธุกรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่พบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว







          การแบ่งเซลล์
                    การแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีขั้นตอนที่แน่นอนและเป็นระเบียบ เมื่อเซลล์กำลังแบ่งตัวเราจะเห็นลักษณะของโครโมโซมได้อย่างชัดเจน แต่จะไม่เห็นโครโมโซมในเซลล์ที่ไม่มีการแบ่งตัว การแบ่งเซลล์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 
                    การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
                              เป็นการแบ่งเซลล์เดิมออกเป็นเซลล์ใหม่ 2 เซลล์ เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ของร่างกาย ที่มีพันธุกรรมเหมือนเซลล์เดิมทุกประการ ซึ่งวัฏจักรของเซลล์ (cell cycle) แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้
                              1. ระยะอินเตอร์เฟส (interphase) เป็นระยะที่เซลล์มีการเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมที่จะแบ่งตัว แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
                                        1.1 ระยะก่อนการสร้างดีเอ็นเอ เรียกว่า ระยะจี 1 (G1 phase) เป็นระยะที่เซลล์สร้างส่วนประกอบต่าง ๆ เพื่อเตรียมตัวในการใช้สร้างดีเอ็นเอ
                                        1.2 ระยะที่มีการสร้างดีเอ็นเอ เรียกว่า ระยะเอส (S phase) เป็นระยะที่มีการจำลองตัวของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นการจำลองตัวเองของโครโมโซมขึ้นมาอีก 1 ชุด
                                        1.3 ระยะหลังสร้างดีเอ็นเอ เรียกว่า ระยะจี 2 (G2 phase) เป็นระยะที่เซลล์เริ่มสร้างส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการแบ่งตัวแบบไมโทซิสต่อไป โดยนิวเคลียสยังมีเยื่อหุ้มอยู่
                              2. ระยะการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เป็นระยะที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะของโครโมโซมชัดเจน โดยมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ๆ ดังนี้
                                        1. ระยะโพรเฟส โครมาทินขดกันแน่นและหดสั้นเข้า ปรากฏเห็นเป็นแท่งโครโมโซม
                                        2. ระยะเมทาเฟส โครโมโซมมาเรียงตัวอยู่บริเวณกึ่งกลางเซลล์
                                        3. ระยะแอนาเฟส โครมาทิดของโครมาโซมแต่ละแท่งเริ่มแยกออกจากกัน
                                        4. ระยะเทโลเฟส โครมาโซมแยกตัวออกจากกันมากยิ่งขึ้น และเคลื่อนที่ไปยังขั้วตรงข้ามของเซลล์
                                        5. ระยะเทโลเฟสตอนปลาย มีการแบ่งไซโทพลาซึม โครโมโซมเริ่มคลายตัวกลับเป็นโครมาทิน และแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ทำให้ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์




                    เซลล์จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะต่าง ๆ จนสิ้นสุดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในนิวเคลียสเมื่อโครมาทิดแยกออกไปคนละขั้ว ดังรูปที่ 3.4 จากนั้นจะเริ่มแบ่งไซโทพลาซึม ในเซลล์สัตว์เยื่อหุ้มเซลล์จะคอดเข้าไปบริเวณกลางเซลล์ จนในที่สุดจะแยกออกเป็นเซลล์ใหม่ 2 เซลล์ ส่วนในเซลล์พืชจะมีการสร้างแผ่นกั้นเซลล์ (cell plate) กั้นตรงกลางระหว่างนิวเคลียสทั้ง 2 กลุ่ม ต่อมาแผ่นกั้นเซลล์จะกลายเป็นส่วนของผนังเซลล์ซึ่งกั้นระหว่างเซลล์ใหม่ทั้ง 2 เซลล์
                    การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสจะเกิดในเซลล์ร่างกาย (somatic cell) ส่วนเซลล์สืบพันธุ์ จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (meiosis)
                    การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส
                              การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส มีการแบ่ง 2 ครั้งติดต่อกัน คือ ไมโอซิส I แต่ละเซลล์มีจำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง (จำนวนโครโมโซมเป็น n) และไมโอซิส II โครมาทิดของแต่ละโครโมโซมจะแยกออกจากกัน และในที่สุดทำให้ได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ และเมื่อเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียรวมกับเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ จำนวนโครโมโซมจะเท่ากับเซลล์ตอนเริ่มต้นอีกครั้ง (จำนวนโครโมโซมเป็น 2n) เพื่อรักษาจำนวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตให้เท่าเดิม ในสิ่งมีชีวิตชนิด (species) เดียวกันจะมีจำนวนโครโมโซมเท่ากันและมักเป็นเลขคู่




                              โครโมโซมในเซลล์ร่างกายแต่ละเซลล์จะมีขนาดและรูปร่างที่เหมือนกันเป็นคู่ ๆ เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม (homologous chromosome) เช่น ในมนุษย์มีจำนวน 46 โครโมโซม จึงมีฮอมอโลกัสโครโมโซมจำนวน 23 คู่ เป็นโครโมโซมที่ไม่เกี่ยวข้องกับเพศ 22 คู่ และมีเหมือนกันทั้งในเพศหญิงและเพศชาย เรียกว่า ออโตโซม (autosome) ส่วนที่เหลืออีก 1 คู่เป็นโครโมโซมเพศ (sex chromosome) โดยในเพศหญิงโครโมโซมเพศจะเป็นโครโมโซม XX ส่วนในเพศชายโครโมโซมเพศจะเป็น XY ดังนั้นในเพศหญิงจะมีโครโมโซมเป็น 44 + XX ส่วนในเพศชายจะเป็น 44 + XY

          โครโมโซมและการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
                    ดีเอ็นเอที่อยู่บนโครโมโซมเป็นสารพันธุกรรมที่บรรจุรหัสข้อมูลทางพันธุกรรมไว้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
                    โครงสร้างของดีเอ็นเอ
                              ดีเอ็นเอ ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า นิวคลีโอไทด์ (nucleotide) ต่อกันเป็นสายยาว โดยแต่ละนิวคลีโอไทด์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ น้ำตาลเพนโทส (pentose sugar) ชนิดดีออกซีไรโบส เบสไนโตรเจน (nitrogenous base) มี 4 ชนิด คือ เบสอะดีนีน (adenine: A) เบสกวานีน (guanine: G) เบสไทมีน(thymine: T) และเบสไซโทซีน (cytosine: C) และหมู่ฟอสเฟต (phosphate group)
                              เมื่อนิวคลีโอไทด์หลาย ๆ หน่วยมาเรียงต่อกัน จะมีการสร้างพันธะระหว่างหมู่ฟอสเฟตของนิวคลีโอไทด์หนึ่งกับน้ำตาลเพนโทสของนิวคลีโอไทด์ถัดไปทำให้ได้สายยาว เรียกว่า พอลินิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) โดยสายของดีเอ็นเอจะประกอบด้วย พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายพันกันเป็นเกลียวคู่ โดยเบส A จะจับคู่กับเบส T และเบส C จะจับคู่กับเบส G

                    ดีเอ็นเอกับลักษณะทางพันธุกรรม
                              ดีเอ็นเอมีความแตกต่างกันมากมายหลายแบบขึ้นอยู่กับการจัดเรียงลำดับเบสของสายพอลินิวคลีโอไทด์ที่แตกต่างกันทั้ง 4 ชนิด คือ A, T, C และ G ดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดและควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม โดยมีคุณสมบัติที่สำคัญ ดังนี้
                              1. ดีเอ็นเอสามารถจำลองตัวเองได้ จึงทำให้สามารถถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมไปกับโครโมโซม
                              2. ดีเอ็นเอสามารถควบคุมให้เซลล์สามารถสังเคราะห์สารต่าง ๆ เพื่อแสดงลักษณะทางพันธุกรรม
                              3. ดีเอ็นเอมีการเปลี่ยนแปลงสลับที่ลำดับเบสได้มากมายหลายแบบ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมที่ผิดแผกไปจากเดิม ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
                              ลำดับเบสของนิวคลีโอไทด์บนสายดีเอ็นเอคือยีนซึ่งเป็นคำสั่งทางพันธุกรรมที่ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน โดยยีนแต่ละคู่จะควบคุมลักษณะเดียวกันแต่มีได้หลายรูปแบบ เรียกว่า แอลลีล (allele) ซึ่งยีนที่เป็นแอลลีลกันจะอยู่บนฮอมอโลกัสโครโมโซมตำแหน่งเดียวกันเสมอ
                              ลักษณะต่าง ๆ ที่แสดงออกในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เช่น สูง–เตี้ย ผมหยิก–ผมตรง เรียกว่า ฟีโนไทป์ (phenotype) ส่วนลักษณะของยีนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตเรียกว่า จีโนไทป์ (genotype) เขียนแทนด้วยอักษรภาษาอังกฤษเป็นคู่ เช่น TT, Tt และ tt {T เป็นแอลลีลเด่น (dominant allele)} และ t เป็นแอลลีลด้อย (recessive allele)
                              กฎทางพันธุศาสตร์ของเมนเดลอธิบายไว้ว่า “สิ่งมีชีวิตที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะมีสิ่งที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม (แอลลีลของยีน) อยู่กันเป็นคู่ ๆ แต่ละคู่จะแยกออกจากกันเมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ทำให้เซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์มีสิ่งควบคุมอยู่เพียง 1 หน่วย และเมื่อเซลล์สืบพันธุ์ผสมกัน สิ่งที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมนี้ก็จะกลับเข้ามาคู่กันอีก” เมนเดลอธิบายว่า เมื่อผสมพันธุ์ถั่วลันเตาต้นสูงพันธุ์แท้ TT กับต้นเตี้ยแคระพันธุ์แท้ tt จะได้ลูกรุ่น F1 ที่มีจีโนไทป์เป็น Tt และมีฟีโนไทป์เป็นต้นสูงทั้งหมด และถ้านำลูกรุ่น F1 มาผสมกันเองก็จะได้รุ่นลูก F2 ที่มีจีโนไทป์ 3 แบบ คือ TT, Tt และ tt และมีฟีโนไทป์ 2 ลักษณะ คือ ต้นสูงกับต้นเตี้ยในอัตราส่วน 3:1





การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมในมนุษย์
          การมีแผนภาพแสดงลำดับเครือญาติที่เรียกว่า พงศาวลี (dendrogram; family tree; genealogical tree) จะช่วยให้ทราบถึงลักษณะที่ผิดปกติหรือโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมของคนในครอบครัวได้ โดยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนพงศาวลีมีดังนี้




          การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมทางออโตโซม (โครโมโซมที่ไม่ใช่โครโมโซมเพศ) และการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมทางโครโมโซมเพศ

          การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมทางออโตโซม
                    การถ่ายทอดความผิดปกติของแอลลีลเด่น
                              โรคพันธุกรรมหลายโรคจะเกิดจากการถ่ายทอดความผิดปกติของแอลลีลที่ควบคุมลักษณะเด่น เช่น ลักษณะนิ้วเกิน ตัวอย่างการถ่ายทอดลักษณะนิ้วเกินของครอบครัวหนึ่งนำมาเขียนเป็นพงศาวลีได้ดังนี้






                              จากพงศาวลีจะเห็นได้ว่า การถ่ายทอดลักษณะนิ้วเกินของครอบครัวนี้เกิดขึ้นใน 2 ชั่วรุ่น คือรุ่นลูก F1 และรุ่นหลาน F2 โดยรุ่นลูกมีลูกชายและลูกสาวนิ้วเกินอย่างละ 1 คน และในรุ่นหลานมีหลานชายและหลานสาวนิ้วเกินอย่างละ 1 คนเช่นกัน ด้วยเหตุที่รุ่นพ่อแม่มีแอลลีลที่แสดงลักษณะนิ้วเกิน และรุ่นลูกรุ่นหลานได้รับการถ่ายทอดลักษณะดังกล่าวนี้มาทุกรุ่น แสดงว่าลักษณะนิ้วเกินเป็นลักษณะเด่น
                    การถ่ายทอดความผิดปกติของแอลลีลด้อย
                              อาการของโรคหรือลักษณะผิดปกติจากแอลลีลที่ควบคุมลักษณะด้อยจะไม่แสดงในผู้ที่เป็นเฮเทอโรไซกัส เนื่องจากถูกแอลลีลปกติที่ควบคุมลักษณะเด่นข่มเอาไว้ แต่จะเป็นพาหะ (carrier) สืบทอด เช่น โรคทาลัสซีเมีย (โรคโลหิตจางชนิดหนึ่ง) ผิวเผือก และ เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นรูปเคียว
          การถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมทางโครโมโซมเพศ
                    บนโครโมโซม X มีทั้งยีนที่ควบคุมลักษณะของเพศ และยีนที่ควบคุมลักษณะอื่น ๆ เช่น ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสี ยีนที่ควบคุมการสร้างของลิ่มเลือด (ยีนที่ควบคุมการแข็งตัวของเลือด) และยีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ซึ่งถูกเรียกว่า ยีนที่เกี่ยวกับเพศ (sex-linked gene) หรือยีนที่เกี่ยวเนื่องกับโครโมโซม X (X-linked gene) ยีนที่มีอยู่เฉพาะบนโครโมโซม X ในเพศชายจะไม่มีคู่ และถ้ายีนนี้เป็นแอลลีลที่ควบคุมลักษณะด้อย ก็จะแสดงลักษณะด้อยนั้นออกมาได้เต็มที่ ซึ่งต่างจากเพศหญิง โอกาสที่จะแสดงลักษณะด้อยออกมาได้ต่อเมื่อเป็นแอลลีลที่ควบคุมลักษณะด้อยทั้งคู่ แต่ถ้าเป็นเฮเทอโรไซกัสเพสหญิงจะไม่แสดงลักษณะด้อยออกมา

          ตาบอดสี
          ตาบอดสี (color blindness) การเห็นสีตามปกติเป็นลักษณะเด่น (C) ส่วนการบอดสีเป็นลักษณะด้อย (c) โดยยีนที่ควบคุมการมองเห็นสีนี้มีอยู่เฉพาะบนโครโมโซม X ถ้าโครโมโซม X ทั้งคู่ของแม่มีแอลลีลที่ควบคุมลักษณะเด่นและลักษณะด้อยอยู่ด้วยกัน คือ XCXc ส่วนโครโมโซม X ของพ่อมียีนที่ควบคุมลักษณะเด่น คือ XCY ลูกที่เกิดมาเป็นชายเท่านั้นที่จะมีโอกาสตาบอดสี ส่วนลูกสาวไม่มีโอกาสเลย ดังแผนภาพต่อไปนี้




          จะเห็นได้ว่า ถ้าแม่เป็นพาหะ แต่งงานกับพ่อที่มีการมองเห็นสีปกติคือมีแอลลีลเด่น ลูกชายที่เกิดมาจะมีโอกาสตาบอดสีเท่ากับ 1 ใน 2 ส่วนลูกสาวตาปกติทุกคน แต่จะเป็นพาหะเท่ากับ 1 ใน 2 เท่ากัน แต่ถ้าพ่อตาบอดสีแต่งงานกับแม่ตาปกติที่ไม่มียีนด้อยแฝงอยู่ลูกชายที่เกิดมาจะไม่มีโอกาสเป็นโรคเลย แต่ลูกสาวทุกคนจะเป็นพาหะทุกคน
          หมู่เลือด
          หมู่เลือดระบบ ABO มีรูปแบบของยีนที่ควบคุมอยู่ 3 แบบ คือแอลลีล IA แอลลีล IB และแอลลีล ii โดยอาจมีจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ได้เป็น IAIA, IAi, IBIB, IBi, IAIB และ ii ตามลำดับ โดยแอลลีล IA และ IB เป็นแอลลีลเด่น ส่วนแอลลีล i เป็นแอลลีลด้อย ดังนั้นคนที่มีจีโนไทป์เป็น IAIA และ IAi จะมีเลือดหมู่ A ถ้ามีจีโนไทป์เป็น IBIB และ IBi จะมีเลือดหมู่ B ถ้ามีจีโนไทป์เป็น IAIB จะมีเลือดหมู่ AB เนื่องจากเป็นแอลลีลเด่นทั้งคู่ และถ้ามีจีโนไทป์เป็น ii ก็จะมีเลือดหมู่ O
ิิ          นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมยังมีอิทธิพลต่อฟีโนไทป์ คือ
                    1. สิ่งแวดล้อมภายใน หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายในของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ เป็นสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้ยาก เช่น ระดับฮอร์โมน เพศ อายุ การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด และการไหลเวียนของเลือด
                    2. สิ่งแวดล้อมภายนอก หมายถึง สิ่งที่อยู่ภายนอกร่างกายของสิ่งมีชีวิต แต่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของลักษณะต่าง ๆ เช่น แสง เสียง อุณหภูมิ อาหาร ยา สารเคมี และการออกกำลังกาย

การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม
          การกลายหรือมิวเทชัน (mutation)
                    คือ การแปรผันของหน่วยพันธุกรรมที่ทำให้สิ่งมีชีวิตรุ่นลูกรุ่นหลานมีลักษณะผิดแผกไปจากพ่อแม่ ซึ่งอาจจะมีลักษณะเด่นกว่าหรือด้อยกว่าพ่อแม่ การกลายอาจเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ
                              1. การกลายที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ (spontaneous mutation) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป และมักมีอัตราการเกิดต่ำ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
                              2. การกลายที่เกิดขึ้นโดยวิธีการชักนำ (induced mutation) เช่น ใช้รังสีเอกซ์ชักนำให้ยีนของแมลงหวี่และยีนของข้าวเกิดการกลาย




                    การกลายนอกจากจะทำให้สิ่งมีชีวิตใหม่ที่มีลักษณะต่างไปจากเดิม โดยสิ่งมีชีวิตใหม่ที่ได้ต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจึงจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ นั่นคือ ถูกธรรมชาติคัดเลือกให้มีชีวิตอยู่รอด

          การคัดเลือกตามธรรมชาติ
                    ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้เสนอทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ โดยอธิบายว่าเป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติโดยสิ่งมีชีวิตที่ถูกธรรมชาติคัดเลือกไว้ให้มีชีวิตรอดนี้ จะสามารถผสมพันธุ์และถ่ายทอดลักษณะที่ปรับตัวได้ไปสู่รุ่นลูกรุ่งหลานและรุ่นต่อ ๆ ไปจนกระทั่งได้เป็นสปีชีส์ใหม่




          การคัดเลือกพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์โดยมนุษย์
                    ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีมากขึ้น ทำให้มนุษย์สามารถคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ดีขึ้น มีลักษณะตามที่ต้องการ เช่น การปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยทำให้เกิดการกลายด้วยรังสีแกมมา ทำให้ได้ ข้าวพันธุ์ กข6 ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดีกว่าเดิมเพิ่มเข้ามา คือให้ผลผลิตสูง และต้านทานโรคไหม้และโรคใบจุดสีน้ำตาล และข้าวพันธุ์ กข15 มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ต้นสูงประมาณ 140 เซนติเมตร บริเวณปลายเมล็ดบิดงอเล็กน้อย และมีคุณสมบัติต้านทานต่อโรคใบจุดสีน้ำตาล ทนแล้งและทนต่อการหักล้มได้ดี
                    นอกจากนี้ยังมีพืชและสัตว์พันธุ์ดีอีกมากมายที่เกิดจากการผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ เพื่อให้มีลักษณะที่ดีขึ้น เช่น โคพันธุ์นม ไก่พันธุ์เนื้อ ไก่พันธุ์ไข่ ผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น มะพร้าว ฝรั่ง ส้มโอ เงาะ เป็นต้น


ตอนที่ 2 เทคโนโลยีชีวภาพ

ผังมโนทัศน์สาระการเรียนรู้






สาระสำคัญประจำหน่วย
          1. เทคโนโลยีชีวภาพ คือ การใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตหรือระบบของสิ่งมีชีวิต เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์
          2. หลักการของพันธุวิศวกรรม คือ การตัดต่อยีนโดยการตัดดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งแล้วนำไปต่อเชื่อมกับดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งชนิด เกิดเป็นดีเอ็นเอลูกผสมที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการเมื่อนำดีเอ็นเอสายผสมเข้าสู่เซลล์ผู้รับ จะทำให้ได้สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ (GMO)
          3. การโคลนในสัตว์ คือ การสร้างสัตว์ตัวใหม่ขึ้นมาโดยใช้แหล่งของสารพันธุกรรมจากเซลล์ร่างกายไปใส่แทนที่ในเซลล์ไข่ที่ปราศจากนิวเคลียส ทำให้ได้สัตว์ตัวใหม่ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกับสัตว์ที่เป็นเจ้าของเซลล์เดิมทุกประการ
          4. การโคลนในพืช คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยนำเอาเนื้อเยื่อของพืชส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญมาเพาะเลี้ยงในอาหารสงเคราะห์ที่เหมาะสมในสภาพปลอดเชื้อ
          5. ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ คือ รูปแบบของแถบดีเอ็นเอซึ่งมีลักษณะเฉพาะในแต่ละบุคคล
          6. เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชน์ในหลายด้าน แต่ก็มีโทษมากมายเช่นกัน

Key word
          การโคลน : การสร้างสัตว์หรือพืชขึ้นมาเพื่อให้มีสารพันธุกรรมเหมือนเดิม
          พันธุวิศวกรรม : การตัดต่อยีนของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้เกิดเป็นดีเอ็นเอลูกผสม
          GMO : สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม
          พลาสมิด : ดีเอ็นเอพาหะที่แยกได้จากแบคที่เรียหรือไวรัส
          ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ : รูปแบบของแถบดีเอ็นเอซึ่งมีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล



เทคโนโลยีชีวภาพ
          เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) คือ การใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตหรือระบบของสิ่งมีชีวิต เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้น เช่น พันธุวิศวกรรม (genetic engineering) และ การโคลน (clone) รวมไปถึงเทคโนโลยีชีวภาพด้านกระบวนการผลิต เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าทางการค้า

          พันธุวิศวกรรม
                    พันธุวิศวกรรม (genetic engineering) หรือเรียกอีกอย่างว่า การสร้างดีเอ็นเอสายผสม (DNA recombination) มีหลักการคือ การตัดดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มียีนที่ต้องการแล้วนำไปเชื่อมต่อกับดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดีเอ็นเอลูกผสมที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการ เรียกว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ (GMO: genetically modified organism) วิธีการทางพันธุวิศวกรรมนี้ได้นำมาผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ ซึ่งพบได้น้อยในธรรมชาติ เช่น ฮอร์โมนอินซูลินสำหรับใช้รักษาโรคเบาหวาน ทำได้โดย ตัดส่วนยีนอนซูลินที่ต้องการออกจากโครโมโซมด้วยเอนไซม์ตัดจำเพาะ (restriction enzyme) แล้วน้ำชิ้นส่วนของยีนที่ได้มาเชื่อมต่อกับดีเอ็นเอพาหะ เช่น พลาสมิด (plasmid) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอที่แยกได้จากแบคทีเรียที่ตัดด้วยเอนไซม์ตัดจำเพาะชนิดเดียวกับเอนไซม์ที่ตัดยีนอินซูลิน จากนั้นเชื่อมพลาสมิดให้ติดเข้ากับยีนอินซูลิน ได้เป็นดีเอ็นเอสายผสม (recombinant DNA) แล้วใส่เข้าไปในเซลล์แบคทีเรียที่เป็นเซลล์ผู้รับ (host) และนำไปขยายพันธุ์เพิ่มจำนวน ก็จะได้ยีนที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินจำนวนมากออกมา




                    นอกจากนี้ความรู้ทางด้านพันธุวิศวกรรมยังถูกนำมาใช้ในทางการเกษตร โดยพืชที่นิยมนำมาตัดแต่งยีน ได้แก่ ฝ้ายบีที ซึ่งมีคุณสมบัติต้านทานแมลง เกิดจากการถ่ายยีนจากแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเจนซิส (Bacillus thuringiensis) เข้าไปในฝ้าย โปรตีนจากยีนนี้จะเป็นพิษต่อแมลงกลุ่มหนึ่ง จึงทำให้ฝ้ายมีความต้านทานต่อแมลงกลุ่มนี้ด้วย นอกจากนี้พืชอีกหลายชนิด เช่น มะละกอ มะเขือเทศ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และมันฝรั่ง ก็นิยมนำมาตัดแต่งยีน

          การโคลนสัตว์
                    การโคลนสัตว์ (animal cloning) เป็นการสร้างสัตว์ตัวใหม่โดยใช้แหล่งของสารพันธุกรรมจากเซลล์ร่างกาย ทำให้ได้สัตว์ตัวใหม่ที่มีรูปร่าง หน้าตา และลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกับสัตว์ที่เป็นเจ้าของเซลล์ที่เป็นแหล่งของสารพันธุกรรม โดยสัตว์ตัวแรกที่ทำการโคลนได้สำเร็จ คือ แกะดอลลี ซึ่งเกิดจากการนำเอานิวเคลียสที่มีดีเอ็นเอจากเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณเต้านมของแกะตัวต้นแบบ มาใส่ลงในเซลล์ไข่ที่ยังไม่ได้รับการผสมที่ดูดเอานิวเคลียสออกแล้วจากแม่แกะตัวที่ 2 ทำให้เซลล์ไข่แบ่งเซลล์และเจริญเป็นตัวอ่อน จากนั้นนำไปถ่ายฝากไว้ในมดลูกของแกะตัวที่ 3 (แม่อุ้มบุญ) เพื่อให้เจริญเติบโตต่อไป
                    การโคลนอีกอย่างหนึ่งคือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำได้โดยนำเอาเนื้อเยื่อของพืชส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญ มาเลี้ยงในขวดเพาะเลี้ยงที่มีวุ้นและอาหารเลี้ยง ซึ่งมีธาตุอาหาร วิตามิน และฮอร์โมนพืชในสภาพปลอดเชื้อจุลินทรีย์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ปนเปื้อน จะได้ต้นอ่อนของพืชที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนพืชต้นแบบทุกประการ จากนั้นก็นำไปแยกเลี้ยงเพื่อให้เจริญเติบโตต่อไป




          ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ
                    ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA fingerprint) คือ รูปแบบของแถบดีเอ็นเอซึ่งมีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล นำมาใช้ในการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอในการพิสูจน์บุคคลผู้ต้องสงสัยในคดีต่าง ๆ ทางกฎหมาย โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับลำดับเบสซ้ำของดีเอ็นเอ เช่น CACACACA ซึ่งในแต่ละบุคคลจะมีจำนวนและตำแหน่ง
                   ของลำดับเบสซ้ำไม่เหมือนกัน การตรวจหาตำแหน่งของดีเอ็นเอจะใช้ชิ้นดีเอ็นเอตรวจสอบหรือโพรบที่ติดฉลากด้วยสารรังสีและฟิล์มเอกซเรย์ ซึ่งผลปรากฏออกมาจะมีลักษณะเป็นแถบเหมือนบาร์โค้ด (bar code) ต่อมาได้มีการพัฒนาการตรวจโดยใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสหรือพีซีอาร์ (PCR: Polymerase Chain Reaction) ควบคู่กับสารเรืองแสง แล้วอ่านจากเครื่องตรวจอัตโนมัติ ผลที่ได้จะเป็นเส้นกราฟตามตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งได้ผลแม่นยำมากขึ้น

          ความก้าวหน้าทางพันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ
                    ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ให้ความสนใจการศึกษาในระดับยีนของสิ่งมีชีวิตโดยการทำแผนที่ยีน (gene mapping) หรือแผนที่จีโนม (genome mapping) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับตำแหน่งของยีนบนโครโมโซม รวมถึงหน้าที่และความสำคัญ เพื่อนำไปวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของยีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต เช่น การรักษาโรคทาลัสซีเมีย และโรคอื่น ๆ โดยการเปลี่ยนสลับใส่ยีนปกติเข้าไปทำงานแทนยีนที่ผิดปกติ เรียกวิธีการรักษานี้ว่า ยีนบำบัด (gene therapy) ซึ่งมีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

ผลของเทคโนโลยีชีวภาพ
          ประโยชน์และผลกระทบที่เกิดจากเทคโนโลยีชีวภาพ
                    ด้านพันธุวิศวกรรม นำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช ทำให้สามารถกำหนดคุณสมบัติของพืชได้ตามต้องการ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้
                              1. ทำให้ได้พันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติต้านสารเคมีและต้านทานแมลงบางชนิด จึงช่วยลดการใช้สารเคมี และรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้พันธุ์พืชที่ต้านทานต่อโรค ผลผลิตจึงมีคุณภาพดี
                              2. ทำให้ได้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงและเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
                              3. ทำให้ได้พันธุ์พืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น มีสารอาหารมากขึ้น มีรสชาติดีขึ้น

                    ด้านการโคลนสัตว์ มีผลดีและผลกระทบดังนี้
                              1. มนุษย์สามารถสร้างพันธุ์สัตว์ขึ้นมาใหม่ได้
                              2. มนุษย์สามารถคัดสรรและสร้างสิ่งมีชีวิตที่ต้องการขึ้นมาได้ ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพอาจหมดสิ้นไป
                              3. ความรู้ด้านการโคลนสามารถนำมาใช้ในการค้นคว้าทางการแพทย์ ช่วยให้มีโอกาสที่จะรักษาโรคที่ยังไม่รู้จักและยังรักษาไม่ได้
                              4. การโคลนอาจช่วยให้สัตว์ที่สูญพันธุ์มีชีวิตขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยดีเอ็นเอจากศพหรือซากของสิ่งมีชีวิตนั้น ที่มีส่วนกำหนดพันธุกรรมครบถ้วน

          ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการโคลนจะเป็นปัญหาในด้านจริยธรรมและผลกระทบต่อสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากอาจถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในทางลบ เช่น การโคลนมนุษย์แล้วขังเลี้ยงไว้เพื่อเอาอวัยวะ ทำให้ในหลายประเทศได้ออกกฎหมายห้ามการศึกษาวิจัยในเรื่องการโคลนมนุษย์

          ในระดับนานาชาติได้มีการจัดทำข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) ซึ่งมีสาระสำคัญว่า ผู้ส่งออกสินค้าประเภทที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ผลิตภัณฑ์จีเอ็ม (GM products) ต้องให้ข้อมูลอย่างละเอียดต่อประเทศผู้นำเข้า รวมทั้งจัดทำการประเมินความเสี่ยงเพื่อขออนุญาตการนำเข้า และประเทศผู้นำเข้าก็ต้องมีมาตรการในการตรวจสอบด้วยเช่นกัน




แหล่งที่มาของเนื้อหา : สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช www.wpp.co.th 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์ ม. ปลาย เสียงและปรากฏการณ์เรโซแนนซ์ โดยครูแมค
267 views
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์ ม. ปลาย เสียงและปรากฏการณ์เรโซแนนซ์ โดยครูแมค
267 views
เคมี
43.7K views
ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม ชุดที่4
14.8K views
ข้อสอบ O-NET ม. 6 ชีววิทยา ปี 2550
80K views
แนวข้อสอบ วิทยาศาสตร์ ชุดที่4
19.8K views
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์ ม. ปลาย เสียงและปรากฏการณ์เรโซแนนซ์ โดยครูแมค
267 views
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์ ม. ปลาย เสียงและปรากฏการณ์เรโซแนนซ์ โดยครูแมค
267 views
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง

เคมี
43.7K views
ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม ชุดที่4
14.8K views
ข้อสอบ O-NET ม. 6 ชีววิทยา ปี 2550
80K views
แนวข้อสอบ วิทยาศาสตร์ ชุดที่4
19.8K views