Home
Education
Classroom
Knowledge
Blog
TV
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา

ปรากฏการณ์ของอากาศ

Posted By Plookpedia | 04 ก.ค. 60
11,087 Views

  Favorite

อากาศย่อมเคลื่อนตัวอยู่เสมอ การเคลื่อนตัวของอากาศทำให้เรารู้สึกว่า มีลมเกิดขึ้น บางครั้งบรรยากาศมีลมแรงพอสามารถทำให้ว่าวของเราลอยอยู่ในอากาศได้ ถ้าไม่มีลมหรือลมเบาเกินไป ว่าวก็จะตกลงมายังพื้นดิน แต่ถ้าลมแรงเกินไปว่าวอาจจะขาดลอยไปได้ นอกจากลมแล้ว ยังมีเมฆลอยอยู่ในอากาศด้วย เมฆก็คือไอน้ำซึ่งกลั่นตัวรวมกัน ซึ่งเราสามารถมองเห็นได้ ถ้าเมฆหนาหรือสูง และทึบมากแล้ว ฝนอาจจะตกลงมาอีกด้วย ลม เมฆ และฝน ก็เป็นปรากฏการณ์ของอากาศ


 
ทุกๆ คนต้องเคยเห็นรุ้งกินน้ำมาแล้ว รุ้งกินน้ำเป็นปรากฏการณ์ ของอากาศอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นจากแสงของดวงอาทิตย์ที่ส่องไปยัง เม็ดน้ำในก้อนเมฆ ทำให้ปรากฏเป็นสีต่างๆ โค้งอย่างสวยงาม ซึ่ง จะมีสีสวยๆ ใหญ่ๆ ๗ สีดังนี้ คือ สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สี แสด และสีแดง เมื่อรุ้งกินน้ำปรากฏขึ้นให้เห็น ดวงอาทิตย์ จะต้องส่องจากด้านหลังของผู้ที่เห็นทุกครั้งไป

ปรากฏการณ์์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในบรรยากาศ คือ เมฆพายุฟ้าคะนอง เมฆชนิดนี้จะทำให้เกิด ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และฝนตกหนัก บางครั้งก็มีฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ลงมายังพื้นดินด้วย ฟ้าผ่านั้นมีอันตรายมาก อาจทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย บ้านเรือนพัง และลุกไหม้เป็นไฟได้ ยอดของเมฆพายุฟ้าคะนองจะมีลักษณะคล้ายรูปทั่งสำหรับตีเหล็ก เมฆพายุฟ้าคะนองนี้มีอันตรายต่อเครื่องบินเล็กๆ เป็นอย่างมาก

ปรากฏการณ์ของอากาศต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งนั้น เรียกว่า "กาลอากาศ" ถ้าวันใดมีฝนตกหนักหรือมีลมพัดแรง ก็เป็นกาลอากาศของวันนั้น ส่วนในวันอื่นๆ นั้นกาลอากาศอาจจะร้อนหรืออบอ้าวก็ได้

เราคงได้ยินคำว่า ดินฟ้าอากาศ หรือภูมิอากาศมาแล้ว ดินฟ้าอากาศ หรือภูมิอากาศ หมายถึง ปรากฏการณ์ของอากาศ หรือกาลอากาศเฉลี่ยของบริเวณ หรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ ตั้งแต่ ๓๐ หรือ ๓๕ ปีขึ้นไป ดังเช่นภูมิอากาศในภาคกลางของประเทศไทยแห้งแล้งตั้งแต่เดือน พฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนมาแล้วเป็นเวลานานหลายสิบปี แต่ทว่ากาลอากาศของวันใดวันหนึ่งอาจจะไม่เหมือนลักษณะอากาศเฉลี่ย หรือภูมิอากาศ (climatology) ก็ได้ สิ่งที่บังคับภูมิอากาศมีอยู่หลายอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อุณหภูมิ และปริมาณของฝนที่ตกในปีหนึ่งๆ

สิ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของอากาศหรือกาลอากาศ 

การที่จะเกิดฝนตก พายุ หรือเมฆเต็มท้องฟ้านั้น จำต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างรวมกันเป็นต้นเหตุ สิ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ของอากาศ มี ๔ อย่างด้วยกัน คือ

 
๑. ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นลูกไฟดวงใหญ่ (ดูเรื่องเกี่ยวกับดวงอาทิตย์) ดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ให้ความร้อนแก่โลก ซึ่งมีทั้งพื้นดิน และพื้นน้ำความร้อนจากดวงอาทิตย์เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ของอากาศ

๒. โลกของเรา หมุนรอบตัวเอง ทำให้เกิดกลางวันซึ่งร้อน และเกิดกลางคืนซึ่งเย็นกว่า นอกจากนี้แล้ว โลกยังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ด้วยระยะเวลาประมาณ ๓๖๕ วัน (๑ ปี ) ต่อรอบ การโคจรของโลกทำให้เกิดฤดูต่างๆ เช่น ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว

๓. น้ำซึ่งเป็นแหล่งเกิดไอน้ำ พื้นโลกของเรามีน้ำอยู่มาก ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะทำให้น้ำระเหยเป็นไอน้ำและลอยขึ้นไปในอากาศ เพราะฉะนั้นในอากาศจึงมีไอน้ำอยู่เสมอไม่มากก็น้อย

๔. อากาศหรือบรรยากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคลื่อนตัวและหอบเอาไอน้ำไปด้วย  ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของอากาศ ตามธรรมดาเรามองไม่เห็นอากาศ แต่เรารู้สึกว่า มีอากาศ เมื่อลมพัดถูกร่างกายของเรา เราคงเคยเห็นแล้วว่า ถ้าลมแรงจริงๆ ลมอาจจะพัดให้ต้นไม้หรือเสาไฟฟ้าล้มได้ 

เราพอจะสรุปได้ว่าดวงอาทิตย์ โลก น้ำ (และไอน้ำ) และอากาศ ทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นปัจจัยร่วมกันทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ของบรรยากาศ หรือกาลอากาศที่เกิดขึ้นทุกๆ วัน ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน ๔ อย่างนี้ ปรากฏการณ์ของอากาศจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ในดวงจันทร์ ซึ่งนักบินอวกาศของสหรัฐอเมริกาลงไปสำรวจนั้น ไม่มีอากาสอยู่ด้วยจึงไม่มีลม ไม่มีพายุ หรือไม่มีปรากฏการณ์ของอากาศเลย
 
ดวงอาทิตย์ โลก บรรยากาศและไอน้ำ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดกาลอากาศ หรือปรากฏการณ์ ของอากาศ

 

ภูมิประเทศตามบริเวณต่างๆ มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน 

ในการศึกษาวิชาใดๆ เราจำต้องศึกษาศัพท์ใหม่ๆ เสมอ เพื่อเพิ่มเติมความรู้ของเรา เช่น เราได้ศึกษาแล้วว่า ปรากฏการณ์ของอากาศ หรือกาลอากาศ หมายความว่าอย่างไร สำหรับคำว่า "อุณหภูมิ" หมายถึง ระดับความร้อน ถ้าของใดมีระดับความร้อนสูง เราเรียกว่า ของนั้นมีอุณหภูมิสูง ของใดมีระดับความร้อนต่ำ เราเรียกว่า ของนั้นมีอุณหภูมิต่ำหรือเย็น เช่น น้ำเดือดมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำอุ่น และน้ำอุ่นมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำเย็น เป็นต้น

เราคงได้ทราบในบทความเรื่องโลกของเราแล้วว่า พื้นโลกมีน้ำปกคลุมอยู่เกือบ ๓ ใน ๔ ส่วน และมีพื้นดินอยู่มากกว่า ๑ ใน ๔ ส่วน ของพื้นที่โลกทั้งหมด ตามบริเวณพื้นดินยังมีความแตกต่างกันไปอีก เช่น บริเวณป่าไม้ บริเวณทะเลทราย และบริเวณทุ่งหญ้า เมื่อรังสีจากดวงอาทิตย์ส่องลงมายังพื้นที่ต่างๆ ของโลกบริเวณต่างๆ จะร้อนขึ้นไม่เท่ากัน บริเวณพื้นดินหรือทะเลทรายจะร้อนขึ้น มากกว่าบริเวณพื้นน้ำ ดังนั้นอากาศที่อยู่ตามบริเวณพื้นดิน หรือทะเลทรายจะร้อนกว่าอากาศตามบริเวณพื้นน้ำด้วย อากาศร้อนจะเบากว่าอากาศ เย็น และอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้น อากาศเย็นซึ่งหนักกว่าจะพัดเข้ามาแทนที่เกิดเป็นลมขึ้น หรือเราเรียกว่า เกิดการหมุนเวียนของอากาศ

 

แสดงการลดของอุณหภูมิที่ความสูงระดับต่างๆ อุณหภูมิของอากาศที่พื้นดินจะสูงกว่าอุณหภูมิที่ระดับสูง

 

นอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อเราขึ้นไปยังบริเวณที่สูงจากพื้นดิน เช่น ที่เขาใหญ่ หรือดอยภูพิงค์ อากาศจะเย็นสบายดี เมื่อเราขึ้นไปสูงจากพื้นดินไปในท้องฟ้า ๑ กิโลเมตร อุณหภูมิจะลดลงราวๆ ๖.๕°ซ. ถ้าขึ้นไปสูงจากพื้นดินประมาณ ๕ กิโลเมตร อุณหภูมิจะเย็น ลงเหลือเท่าๆ กับอุณภูมิของน้ำแข็ง หรือประมาณ ๐°ซ
 

ในบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย และภาค ใต้ของประเทศไทย แสงอาทิตย์ส่องลงมาเกือบตรงศีรษะ (หรือเราเรียกว่า ส่องมาเกือบตั้งฉากกับพื้นดิน) ดังนั้นบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร จะได้รับความร้อนมากกว่าบริเวณใกล้ขั้วโลก เพราะบริเวณใกล้ขั้วโลกแสงอาทิตย์ส่องเฉียงๆ ลงมายังพื้นดิน จึงทำให้พื้นโลกได้รับรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์น้อยกว่า

แสดงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ เพราะรังสีของดวงอาทิตย์ส่องลงมายังซีกโลกใต้เกือบเป็นมุมฉาก
 แต่เป็นฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ เพราะรังสีของดวงอาทิตย์ส่องเฉียงลงมายังพื้นดิน

 

พายุชนิดต่างๆ 

พายุที่เกิดขึ้นในบรรยากาศมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์ กลางประมาณ ๑๐ เมตร ๑๐๐ เมตร ไปจนถึง ๑,๐๐๐ กิโลเมตร และความเร็วของลมในพายุบางชนิด จะถึง ๘๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง อันตราย และความเสียหายจากพายุต่างๆ มีตั้งแต่เล็กน้อย เช่น เสาไฟฟ้าล้มไปจนถึงผู้คนตายเป็นแสนๆ คน และทรัพย์สมบัติอาจจะเสียหายถึง หมื่นล้านบาทได้

พายุต่างๆ มีชื่อต่างกันแล้วแต่คุณสมบัติ และความรุนแรงของพายุนั้น พายุบางชนิดเกิดเฉพาะแห่งจึงมีชื่อตามภาษาพื้นเมือง ของประเทศนั้น พายุบางชนิดมีลักษณะเหมือนกันแต่มีชื่อต่างๆ กันตามแหล่งกำเนิด เช่น พายุเฮอร์ริเคน หรือไต้ฝุ่น เป็นพายุชนิดเดียวกัน แต่มีชื่อไต้ฝุ่น ถ้าเกิดทางตะวันตกของแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือแถว บริเวณประเทศฟิลิปินส์และไทย และมีชื่อว่า เฮอร์ริเคน ถ้าเกิดทางตะวันตกของบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือแถวบริเวณสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราจะกล่าวถึงพายุบางชนิดดังต่อไปนี้ 

๑. พายุฟ้าคะนอง

พายุชนิดนี้หมายถึง พายุที่มีลมพัดแรง และมีลมกระโชกด้วย มีฝนตกหนัก มีฟ้า แลบและฟ้าร้อง บางครั้งมีลูกเห็บด้วย พายุนี้ชอบเกิดในบริเวณที่มีอากาศร้อนและชื้น เช่น ในเดือนพฤษภาคม หรือในฤดูฝนของประเทศไทย พายุนี้เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัส ซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่มียอดคล้ายรูปทั่งตีเหล็ก ถ้าเรามองเห็นเมฆซึ่งมียอดเป็นรูปทั่ง แสดงว่า จะมีพายุฟ้าคะนอง เครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ควรจะอยู่ห่างจากเมฆชนิดนี้ เพราะเป็นอันตรายต่อการบิน โดยเฉพาะเครื่องบินขนาดเล็ก หรือเฮลิคอปเตอร์

 

เมฆพายุฟ้าคะนองเรียกว่า เมฆคิวมูโลนิมบัส

 

พายุฟ้าคะนองนี้มีขนาดตั้งแต่ลูกเดียวโดดเดี่ยวห่างเป็นกิโลเมตรๆ ไป จนถึงติดต่อกันเป็นแนวยาวหลายสิบ หรืออาจถึงร้อยๆ กิโลเมตร 

๒. พายุไต้ฝุ่น 

พายุไต้ฝุ่น พายุเฮอร์ริเคน หรือพายุไซโคลน (ในมหาสมุทรอินเดีย) เป็นพายุหมุนที่เกิดในโซนร้อน และเริ่มเกิดจากทะเลเท่านั้น ในซีกโลกเหนือลมของพายุนี้จะพัดรอบศูนย์กลางจากขวาไปซ้ายตามทิศตรงกันข้ามกับการหมุนของเข็มนาฬิกา ในซีกโลกใต้ ลมของพายุนี้จะพัดตามทิศการหมุนของเข็มนาฬิกา พายุนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางเป็นร้อยๆ กิโลเมตร และอาจจะถึงพันกิโลเมตร หรือมากกว่านั้น ความเร็วของลมใกล้ศูนย์กลางอาจถึง ๒๕๐ หรือ ๓๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เราได้กล่าวไว้แล้วว่า พายุนี้ทำให้ทะเลมีคลื่นใหญ่และสูง และทำให้เกิดฝนตกหนัก ฉะนั้นอันตรายจากน้ำท่วมห รือคลื่นแรงจึงมีมาก

รูปตัดขวางตามแนวตั้งแสดงลักษณะของเมฆรอบๆ ศูนย์กลางของพายุไต้ฝุ่น
ตามธรรดามีความสูงน้อยกว่า ๑๕ กม. และเส้นผ่าศูนย์กลางอาจกว้างถึง ๑,๐๐๐ กม.

 

ส่วนพายุที่เราเรียกว่า พายุโซนร้อน และพายุดีเปรสชันนั้น เป็นพายุที่มีความรุนแรงของลมน้อยกว่าพายุไต้ฝุ่น

๓. พายุทอร์นาโด 

พายุทอร์นาโด เป็นพายุที่มีความรุนแรงที่สุด ลมพัดรอบศูนย์กลางอาจจะมีความเร็วถึง ๘๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทำความเสียหายให้แก่มนุษย์ และทรัพย์สมบัติได้มาก แต่พายุนี้มีขนาดเล็กซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕๐ ถึง ๕๐๐ เมตร และมีอายุอยู่ได้ไม่นาน เฉลี่ยแล้วมีอายุน้อยกว่า ๑ ชั่วโมง ส่วนมากพายุชนิดนี้มักเกิดขึ้นใน ประเทศสหรัฐอเมริกา

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป

Content

1
การหมุนเวียนของบรรยากาศ
การหมุนเวียนของบรรยากาศ ธรรมดาอากาศย่อมเคลื่อนตัวอยู่เสมอ การเคลื่อนตัวของอากาศก็คือลมซึ่งพัดตามแนวนอนนั่นเอง แต่ตามความจริงแล้ว อากาศเคลื่อนตัวทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ลมทางแนวนอนมักจะมีอัตราเร็วมากกว่าตามแนวตั้งมาก ลมตามแนวนอนอาจจะพัดตั้งแต่ ๕ กิโลเมตรต่อช
3K Views
2
มวลอากาศและแนวปะทะ
มวลอากาศและแนวปะทะ คำว่ามวลอากาศหมายถึง บริเวณอากาศกว้างๆ (อาจกว้างหรือยาวเป็น ๑,๐๐๐ กม. หรือมากกว่า) ซึ่งมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์คล้ายคลึงกัน คุณสมบัติทางฟิสิกส์นี้คือ อุณหภูมิ ความชื้น ความแน่น และแหล่งเกิดของอากาศ ซึ่งส่วนมากนั้นเป็นบริเวณที่มีความกดอากา
980 Views
3
แนวปะทะ
แนวปะทะ เมื่อมวลอากาศ ๒ ลูกเคลื่อนตัวมาพบกันเข้า อากาศของมวลทั้งสองจะไม่ปนกันทันที แต่จะทำให้เกิดแนวหรือขอบเขต ระหว่างมวลอากาศทั้งสอง มวลอากาศเย็นซึ่งมีความแน่นมากกว่า และหนักมากกว่ามวลอากาศร้อน จะดันอากาศร้อนให้ลอยขึ้น ทำให้เกิดเป็นเมฆต่างๆ เกิดพายุและฝ
3K Views
4
ลมบกและลมทะเล
ลมบกและลมทะเล ลมบก และลมทะเล เกิดจากความร้อนซึ่งแตกต่างกันระหว่างบริเวณทะเล และพื้นดินตามชายฝั่งในตอนเช้าและตอนบ่าย เวลากลางวัน ผืนแผ่นดินตามชายฝั่งได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้มีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณทะเล ดังนั้นอากาศในบริเวณแผ่นดิน จึงมีความแน่นน้อยกว่
2K Views
5
ลมภูเขาและลมหุบเขา
ลมภูเขาและลมหุบเขา ตามบริเวณภูเขาในขณะที่มีระบบลมอ่อน ลมมักจะพัดลงตามลาดของภูเขาในเวลากลางคืน และพัดขึ้นลาดภูเขาในเวลากลางวัน ทั้งนี้เพราะในเวลากลางคืนตามบริเวณภูเขาที่ระดับสูง มีอากาศเย็นกว่าตามที่ต่ำ ความแน่นของอากาศในที่สูง จึงมีมากกว่าในระดับต่ำ ลมจึ
797 Views
6
ลมมรสุม
ลมมรสุม หลักของการเกิดลมมรสุมก็เป็นเช่นเดียวกับหลักของการเกิดลมบกลมทะเล หรือ ลมภูเขาและลมหุบเขา ซึ่งเกิดขึ้นจากความแตกต่างกันของอุณหภูมิระหว่างบริเวณสองแห่ง แต่ทว่า ระบบของการเกิดลมมรสุมปกคลุมบริเวณกว้างใหญ่กว่ามาก ซึ่งอาจจะกว้างยาวนับเป็นพันๆ กิโลเมตรได
4K Views
7
ลมกรด
ลมกรด ลมกรด คือ แนวกระแสลมซึ่งมีความเร็วประมาณ ๒๐๐ ถึง ๔๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แนวกระแสลมกรดนี้ โดยมากพัดจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก และเป็นแนวโค้งคดเคี้ยวคล้ายๆ กับแม่น้ำโค้ง (meandering rivers) กระแสลมกรดส่วนมากอยู่ในระดับสูง ระหว่าง ๓ ถึง ๑๒ กิโลเมตร (ส
744 Views
8
พายุฟ้าคะนอง
พายุฟ้าคะนอง พายุฟ้าคะนองคือปรากฏการณ์ของอากาศซึ่งมีกระแสลมแรง ฟ้าแลบฟ้าร้อง และฝน ซึ่งเกิดขึ้นจากเมฆคิวมูโลนิมบัส เมฆพายุฟ้าคะนองมีลักษณะต่างกับเมฆคิวมูลัส ที่มีฝนในข้อที่ว่า พายุฟ้าคะนองมีทั้งฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และมีกระแสลมพัดขึ้นตาม แนวตั้งอย่างรุนแรง เมฆ
770 Views
9
อัตราเปลี่ยนของอุณหภูมิตามความสูง
อัตราเปลี่ยนของอุณหภูมิตามความสูง เราคงเคยเห็นอยู่เสมอว่า เมื่อเราปล่อยลูกโป่งขึ้นไปสูงๆ ลูกโป่งจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่อลอยสูงขึ้น ทั้งนี้ เพราะความกดของอากาศในระดับสูงมีน้อยกว่าระดับต่ำ ในที่สุด เมื่อลูกโป่งลอยสูงขึ้นไปมากๆ ก็จะแตก มวลของอากาศก็เช่นเดียวก
1K Views
10
การเกิดของพายุฟ้าคะนอง
การเกิดของพายุฟ้าคะนอง พายุฟ้าคะนองเริ่มก่อตัวขึ้นจากก้อนเมฆคิวมูลัสก่อน เมื่อเมฆคิวมูลัสขยายตัวขึ้น และมีกระแสลมแนวตั้งแรงขึ้น ก็จะขยายตัวสูงใหญ่เป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส ซึ่งเป็นเมฆของพายุฟ้าคะนอง การเกิดเมฆพายุฟ้าคะนองต้องเกิดขึ้นในบรรยากาศ ซึ่งมีอัตราเปลี
2K Views
11
ฟ้าแลบและฟ้าร้อง
ฟ้าแลบและฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และฟ้าร้องในพายุเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่มนุษย์เรามองเห็นฟ้าแลบก่อน ต่อมาจึงได้ยินฟ้าร้อง ทั้งนี้เพราะเหตุว่า แสงมีความเร็วมากกว่าเสียง แสงมีอัตราเร็ว ๓๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรต่อวินาที ส่วนเสียงมีอัตราเร็วประมาณ ๑/๓ กิโลเมตรต่อวินาทีเท่านั้น
1K Views
12
ลูกเห็บ
ลูกเห็บ ลูกเห็บคือน้ำฟ้าที่เป็นของแข็งมีรูปร่างกลมๆ รูปคล้ายกรวยหรือรูปอื่น ลูกเห็บ เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัสขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งเป็นเมฆพายุฟ้าคะนองอย่างรุนแรงนั่นเอง ฝนซึ่งเกิดการแข็งตัวนี้ลอยขึ้นๆ ลงๆ หลายครั้งในเมฆคิวมูโลนิมบัส ขณะที่เม็ดฝนซึ่ง แข็งตัว
786 Views
13
พายุไต้ฝุ่น
พายุไต้ฝุ่น พายุไต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน (hurricane) ไซโคลน (cyclone) บาเกียว (baquio) หรือ วิลลี่วิลลี่ (willy willy) เหล่านี้เป็นพายุไซโคลนในโซนร้อนหรือพายุหมุนในโซนร้อน(tropical cyclones) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่มีชื่อต่างๆ กันตามบริเวณ แหล่งที่เกิด พาย
927 Views
14
การเกิดเมฆ
การเกิดเมฆ เราได้กล่าวไว้แล้วว่า อากาศร้อนสามารถดูดรับเอาไอน้ำไว้ได้มากกว่าอากาศเย็น เมื่ออากาศซึ่งมีไอน้ำอยู่ด้วย (เราเรียกว่า อากาศชื้น) ลอยตัวขึ้นและเย็นลง ไอน้ำ ในอากาศจะกลั่นตัวกลายเป็นเมฆ เราสามารถมองเห็นได้ ธรรมดาไอน้ำจะไม่กลั่นตัว รวมกันเฉ
3K Views
15
การเกิดฝน
การเกิดฝน ปัจจุบันนี้นักอุตุนิยมวิทยาสามารถศึกษา และทราบถึงเรื่องการเกิดฝนได้ดีขึ้นกว่าก่อนๆ มาก เราทราบว่า อุนภาคของไอน้ำขนาดต่างๆ กันในก้อนเมฆ เมื่อมีขนาดใหญ่ จนไม่สามารถลอยตัวอยู่ในก้อนเมฆได้ ก็จะตกมาเป็นฝน และบางครั้งฝนตกแผ่เป็นบริเวณกว้างถึงร้อยๆ กิ
4K Views
16
การทำฝนเทียม
การทำฝนเทียม ความพยายามในการทำฝนเทียมนั้น ได้เริ่มกันมานานแล้ว ทั้งชาวอินเดียนแดง และชาวไทยมีวิธีขอฝนต่างๆ นานา เช่น แห่นางแมว เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่เคยพิสูจน์ว่า ได้ผลในทางวิทยาศาสตร์เลย การทำฝนเทียมในปัจจุบันได้อาศัยเทคนิคจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่อ
863 Views
17
การจัดแบ่งประเภทของเมฆและรายละเอียดย่อๆ
การจัดแบ่งประเภทของเมฆและรายละเอียดย่อๆ เราได้กล่าวถึงการเกิดของเมฆไว้ก่อนๆ แล้ว ต่อไปนี้เราจะกล่าวถึงการแบ่งประเภทของเมฆต่างๆ อีก ซึ่งแต่ละอย่าง ก็เป็นเครื่องบอกสัญลักษณ์ของอากาศได้ด้วย เมฆคิวมูโลนิมบัสที่ก่อตัวในทางตั้งสูงใหญ่ แต่ยังไม่เป็นรูปทั่ง
1K Views
18
แผนที่อากาศ
แผนที่อากาศ แผนที่อากาศที่หน่วยอุตินิยมวิทยาได้จัดขึ้น เป็นแผนที่ซึ่งแสดงการสรุปข้อมูลของปรากฏการณ์อากาศที่เกิดขึ้น ส่วนมาก แผนที่จะแสดงผลของการวิเคราะห์ข้อมูลของอากาศ ตามเวลาทุกๆ วัน ที่กำหนดไว้ เช่น เวลา ๐๐, ๐๖, ๑๒ และ ๑๘ นาฬิกา ของเวลากรีนิชสากล แผนที
6K Views
19
การร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยอุตุนิยมวิทยาของนานาชาติ
การร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยอุตุนิยมวิทยาของนานาชาติ เราเคยกล่าวในตอนต้นแล้วว่า มวลอากาศเคลื่อนตัวผ่านประเทศและทวีปได้โดย ไม่คำนึงถึงเขตแดนของใคร และจากแผนที่อากาศเราเห็นว่า การเขียนแผนที่ การวิเคราะห์ และการพยากรณ์อากาศนั้น คลุมไปทั่วบริเวณของประเ
551 Views
  • Posted By
  • Plookpedia
  • 10 Followers
  • Follow