Home
Education
Classroom
Knowledge
Blog
TV
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา
ตอนเรียน VS ตอนทำงาน ต่างกันอย่างไร
08 ม.ค. 62
483 views
Favorite
Shares
0

"ตอนเรียนอยากทำงาน ตอนทำงานอยากกลับไปเรียน" ความรู้สึกนี้เคยเกิดขึ้นกับหลายคนเป็นแน่ ซึ่งเหตุผลก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ รู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อ พบคำตอบว่าสิ่งที่กำลังทำไม่ใช่สำหรับตัวเองเอา ซะเลย อยากเปลี่ยนไปทำอีกอย่าง คิดว่าผลลัพธ์น่าจะดีกว่า แต่ก่อนที่จะตัดสินใจหรือคิดไปซะไกลเราก็ควรศึกษาและเข้าใจให้ดีซะก่อนว่า ตอนเรียนกับตอนทำงานมีความแตกต่างและข้อดีข้อเสียอะไรบ้างที่ต้องรู้ "ตอนเรียน VS ตอนทำงาน ต่างกันอย่างไร” มาค้นหาคำตอบคลายข้อสงสัยไปพร้อม ๆ กันเลย

 

มหาวิทยาลัยมีปิดเทอม แต่ทำงานไม่มีปิดเทอม
 

ตอนเรียน วันไหนเหนื่อย อ่านหนังสือดึกไปหน่อย สอบเสร็จก็มีเวลาผ่อนคลาย เที่ยวชิล ๆ นัดแนะกันไปชิมอาหารอร่อย ๆ ให้สมใจอยาก ไหนจะช่วงปิดเทอมยาวหลายเดือนก็มีเวลาให้พักผ่อนเต็มที่ (น่าอิจฉาจริง ๆ เลย^^) ซึ่งต่างกันสิ้นเชิงกับตอนทำงาน เพราะไม่มีปิดเทอมเหมือนตอนเรียนยังไงล่ะ ต้องทำงานทุกวันจันทร์ – ศุกร์ หรือไม่ก็ต้องทำวันเสาร์-วันอาทิตย์ด้วยถ้ามีความจำเป็น หากจะถาม หาวันหยุดก็เห็นจะเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามปฏิทินนั่นแหละ หรือไม่ก็ต้องลางาน ซึ่งไม่ใช่ว่าคิดจะลาเมื่อไหร่ก็ได้นะ แถมยังมีลิมิตจำนวนครั้งและวันที่ลาได้อีกต่างหาก

 

ตอนทำงานจะได้พบปะผู้คนหลากหลายกลุ่ม
 

หนึ่งในข้อดีของตอนทำงาน คือเราจะได้พบกับกลุ่มคนหลายกลุ่มมากขึ้น เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ผู้ที่มาติดต่อต่าง ๆ แม้จะดูวุ่น ๆ หน่อย แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเลยล่ะ เพราะจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัว วางตัว เปิดมุมมองความคิดใหม่ ๆ จากผู้คนเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนา ตัวเราเอง อาจจะต่างจากตอนเรียนที่เวลาส่วนใหญ่เราจะทุ่มไปการเรียน การทำกิจกรรมที่เราชอบอย่างเดียว เลิกเรียนก็กลับหอพัก ไม่สุงสิงกับใคร หรืออยู่เฉพาะกับแก๊งเพื่อนในกลุ่มในคณะ พบเจออาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่กี่คนเท่านั้น

 

ตอนทำงานเวลาส่วนตัวจะน้อยลง

 

หนึ่งวันในชีวิตของการทำงาน เช้างานเต็มหน้าตัก ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะยืดเส้นยืดสายหรือลุกไปชงกาแฟสักถ้วย บ่ายก็มีประชุมด่วน ค่ำก็ต้องแบกงานที่ค้างกลับไปคิดกลับไปทำต่อ บางคนมีภาระครอบครัวบวกเข้าไปด้วยเป็นอะไรที่น่าเห็นใจไม่น้อย ต้องรีบกลับจากที่ทำงานไปรับลูกที่โรงเรียน ทำอาหารเย็น ทำความสะอาดบ้าน อีกสารพัด ต่างจากตอนเรียนที่เวลาส่วนตัวค่อนข้างมีเยอะ มีเวลาทำงานอดิเรก ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือแบบฟิน ๆ เล่นเกมส์ต่อจากเมื่อวานที่ยังไม่ผ่านด่านซะที เบื่อ ๆ ก็ออกไปช็อปชิล ๆ สบาย ๆ เพราะภาระต่าง ๆ ทางบ้านเป็นคนจัดการซะส่วนใหญ่

 

เรียนวันละไม่กี่ชั่วโมง แต่ทำงานมักเต็มวัน
 

โดยเฉลี่ยแล้วเราจะเรียนตกวันละไม่กี่ชั่วโมงใช่ไหมล่ะ เรียนเสร็จก็กลับหอกลับบ้านไปพักผ่อน ทำสิ่งอยากทำได้สบายใจ หรือบางวันก็อาจไม่มีเรียนเลยก็ชิล ๆ ไปอีก ต่างจากการทำงานที่ต้องทำเต็มวัน เข้างานตั้งแต่เช้าและเลิกอีกทีก็เย็น ตามเวลาที่บริษัทหรือหน่วยงานนั้น ๆ กำหนดไว้ บางคนก็อาจจะต้องทำถึงค่ำหากช่วงไหนงานเยอะหรือต้องเร่งเป็นพิเศษ ไหนจะต้องกุมขมับรถติด ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือเจ็บป่วยตามมาเป็นอุปสรรค

 

เรียนเน้นทฤษฎี ทำงานเน้นปฏิบัติ
 

ตอนเรียนในห้องเรียนเรามักจะเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ผ่านทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ ตอนสอบต้องอ่านหนังสือให้เข้าใจและจำให้เป๊ะที่สุดที่จะทำได้ เพื่อนำไปตอบข้อสอบให้ได้คะแนน แต่การทำงานจะเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฏี เพราะถือว่าคนทำงานต้องมีความรู้ระดับทฤษฎีมาพร้อมแล้ว ซึ่งสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาใช้งานในขั้นปฏิบัติได้ทันที ทั้งนี้ ปัญหาหรืออุปสรรคบางอย่างในการทำงานก็ไม่มีเขียนไว้ในตำราให้เราได้ท่องจำหรือทำตาม ต้องอาศัยความสามารถ ประสบการณ์จากการ ลงมือปฏิบัติจริงเป็นตัวช่วย สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญของคนทำงาน

 

เรียนประเมินผลที่เกรด ทำงานประเมินที่ผลงาน
 

ไม่ว่าจะเลื่อนชั้นเรียน ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือจบการศึกษา เกรดเป็นตัวชี้วัดสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลอย่างมาก และยังสะท้อนความรู้ความเข้าใจละความขยันของคน ๆ นั้นอีกด้วย แต่พอเข้าสู่ชีวิตการทำงาน บริษัทหรือหน่วยงานมักจะประเมินคนทำงานจากผลงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นว่าน่าพอใจเพียงไหน ดีขึ้น แย่ลง หรืออยู่ที่เดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการจ้างทำงานต่อ เลื่อนตำแหน่ง ปลดออก เงินเดือน หรือโบนัสที่จะได้รับ

 

ทำงานต้องจัดการกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
 

เชื่อว่าเรื่องค่าใช้จ่ายตอนเรียนของน้อง ๆ ทางบ้านจะเป็นคนจัดการให้ ไม่ว่าจะค่าอาหารการกิน ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ฯลฯ แต่พอทำงานเราต้องหาเงินเองและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งต้องวางแผนอย่างรัดกุม หากในแต่ละเดือนไม่จัดการให้ดี บอกเลยว่ากระเป๋าแฟบแน่นอน อย่างที่รู้กันว่าพอเข้าสู่ชีวิตของการทำงานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นไปด้วย จากปกติตอนเรียนอาจจะนั่งรถเมล์ไป-กลับไม่กี่บาท ถ้าใกล้ ๆ ก็อาศัยเดินเอาได้ อาหารการกินก็ราคานักเรียน นักศึกษา อิ่มท้องสบายกระเป๋า แต่พอทำงานสถานที่เปลี่ยนไป ปัจจัยรอบ ๆ ก็เปลี่ยนตาม ไหนจะต้องมีรถส่วนตัว ต้องติดต่อลูกค้าหรือเดินทางไปต่างจังหวัดตามคำสั่งของเจ้านายหรือบริษัท เหล่านี้เป็นภาระของคนทำงานที่เพิ่มขึ้นซึ่งมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

 

แม้ว่าตอนเรียนและตอนทำงานจะมีข้อแตกต่างกันอยู่หลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมี การวางแผนที่ดี และพร้อมที่จะปรับตัวและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรื่องการเรียนในปัจจุบันที่ต้องมีความขยัน มีความรู้รอบด้าน ไม่เฉพาะสาขาที่ตัวเองเรียนเท่านั้น หรือการทำงานในอนาคตที่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เชื่อว่าคนที่มี ความพร้อมและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจะอยู่รอดในความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลง

 

เรื่อง : ภานุวัฒน์ มานพ

Related Content