น้อง ๆ บางคนอาจจะเคยได้ยินคำคมสุดคลาสสิกที่ว่า “การเรียนทำให้คนมีงานทำ แต่กิจกรรมทำให้คนทำงานเป็น” ประโยคนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ก็มีหลายคนไม่น้อยยังสงสัย เคลือบแคลงใจ และไม่เชื่อ ในคำคมนี้ว่า “เอ๊ะ ทำไมการเรียนเพียงอย่างเดียว มันไม่เพียงพอหรอ” “ทำไมต้องทำกิจกรรมด้วยละ ในเมื่อหน้าที่หลักของนักเรียนอย่างเราคือการเรียนไม่ใช่หรอ” ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันนี้ พี่บอสจะมาแถลงไข ให้น้อง ๆ ทุกคนเอง
จริงอยู่ครับ ที่หน้าที่หลักของนิสิต นักศึกษา อย่างเรา ๆ คือการศึกษาเล่าเรียน แต่รู้หรือไม่ว่า กิจกรรมนั้นก็สำคัญไม่แพ้การเรียนเลย ในที่นี้ พี่หมายถึง “กิจกรรมที่มีประโยชน์” นะครับ ที่สำคัญคือ น้อง ๆ ต้องมีความสามารถที่จะแยกแยะกิจกรรมที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ได้ ซึ่งน่าจะไม่ยากครับ พี่แนะนำให้น้อง ๆ ดูจุดประสงค์ของกิจกรรมนั้น ๆ แล้วลองประเมินดูก็ได้ กิจกรรมที่มีประโยชน์หรือสร้างสรรค์นั้น จะต้องไม่ทำการเรียนเราแย่ลง หรือจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งกิจกรรมส่วนมากในรั้วมหาวิทยาลัย มักจะเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อยู่แล้วครับ
ทีนี้จะกล่าวถึงประโยชน์ของการทำกิจกรรมว่าทำไมถึงสำคัญไม่แพ้กับการเรียนหนังสือ ซึ่งแน่นอนว่า การเรียนหนังสือทำให้เรามีความรู้ในสิ่งที่เรียนครับ แต่ทักษะในชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการแค่ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียนเท่านั้น ยังมีทักษะที่จำเป็นที่ไม่สามารถหาได้จากการเรียนหนังสืออีกมากมาย เช่น ทักษะการใช้ชีวิต ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทั้งที่รู้จักกันและไม่รู้จักกัน ทักษะการบริหารจัดการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารคน การบริหารเวลา การบริหารทรัพยากรต่าง ๆ และทักษะเฉพาะด้านต่าง ๆ แล้วแต่กิจกรรมที่ทำ เป็นต้น ทักษะที่ยกตัวอย่างมาคือเป็นเพียงแค่ประโยชน์ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ประโยชน์ที่ได้มากกว่านั้นคือ การได้เพื่อนใหม่เพิ่มมากขึ้น ได้รู้จักคนใหม่ ๆ เป็นการสร้าง Connection และเปิดโลกกว้างให้เรามากขึ้น ทั้งนี้อาจได้เพื่อนต่างสาขา ต่างคณะ หรือต่างมหาวิทยาลัยก็ได้ แล้วแต่กิจกรรมที่ทำนั้นเอง
แต่ถึงกิจกรรมที่ทำจะมีความสนุก ได้เพื่อนใหม่ หรือมีประโยชน์มากเพียงใดก็ตาม พี่ก็อยากแนะนำว่า การแบ่งเวลาในการเรียนและกิจกรรมให้ควบคู่กันไป มีความสำคัญมาก อะไรที่มากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อเราได้ ถ้าแบ่งเวลาให้กิจกรรมมากเกินไป น้องก็อาจจะเสียการเรียนได้ ซึ่งไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง หรือถ้าไม่แบ่งเวลามาทำกิจกรรมเลย น้องก็อาจจะทำอะไรไม่เป็นนอกจากเรียน ไม่มีทักษะการทำงาน เพื่อนน้อย เป็นต้น อันนี้ก็ไม่โอเคเหมือนกัน
สุดท้ายนี้ พี่อยากจะยกตัวอย่างประโยคของ Robert T. Kiyosaki ที่กล่าวว่า “Why "A" Students Work for "C" Students” ประโยคนี้กล่าวว่า ทำไมคนที่เรียนเก่งมาก ๆ ("A" Students) ถึงเป็นคนที่ทำงานให้กับคนที่ไม่ได้เรียนเก่งมากนัก ("C" Students) ซึ่งส่วนใหญ่ในสังคมเรานั้น คนที่มักจะเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โต หรือคนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ มักจะไม่ได้เรียนเก่งมาก บางคนเรียนไม่จบด้วยซ้ำ เช่น บิล เกตส์, สตีฟ จอบส์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ฯลฯ แต่คนที่เรียนเก่งมาก ๆ กับเป็นลูกน้องให้กับคนเหล่านี้ ซึ่ง Robert T. Kiyosaki ได้อธิบายว่า คนที่ไม่ได้เรียนเก่งทางวิชาการมากนัก มักจะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง รวมถึงทักษะชีวิตบางทักษะที่คนที่เรียนอย่างเดียว ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้นั่นเอง
เรื่อง : พี่บอส วรุตม์ เก่งกิตติภัทร