
ในวัย 26 ปี ปิยะฉัตร ใหม่แก้ว หรือ ยุ้ย ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เริ่มหันมาออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอค้นพบความสุขจากการวิ่ง ปีถัดมา “ยุ้ย” ทดลองลงแข่งขันวิ่งมินิมาราธอน 10 กม. ครั้งแรกในชีวิตและสามารถคว้าถ้วยรางวัลมาครอง ตามมาด้วยสนามฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. เมื่ออายุ 28 ปี
ความสม่ำเสมอในการฝึกซ้อมตลอด 3 ปีช่วยเลื่อนขั้นให้เป้าหมายมาเร็วกว่าที่คาดคิด เมื่อเธอสามารถพิชิตฟูลมาราธอน 42.195 กม. และในวันสุดท้ายของขวบปีที่ 29 “ยุ้ย” ตัดสินใจลง “อัลตร้ามาราธอน 10 ชั่วโมง” สนามทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ เส้นทางที่ต้องใช้ศักยภาพทั้งหมดของนักวิ่ง แม้จะต้องเสียน้ำตาในชั่วโมงท้ายๆ แต่เธอก็ทำสำเร็จจนได้
ดังเช่นผู้หลงใหลในการวิ่งกล่าวเอาไว้ว่า เสน่ห์ของมาราธอนคือการเอาชนะอุปสรรคในใจของตัวเอง
เริ่มออกกำลังกายตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมจึงเลือกการวิ่ง
เราเคยเป็นผู้สื่อข่าวทีวีมาก่อน แล้วต้องใช้หน้าและรูปร่างตัวเองออกทีวี ก็จะเห็นว่ามันชักอืดแล้วนะ น้ำหนักประมาณ 60 กิโล ทำไมไม่สมส่วน เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ออกกำลังกายตอนอายุประมาณ 26 ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม่บอกว่าไปออกกำลังกายสิ ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องดี และเราก็เคยเป็นนักวิ่งสมัยประถม เคยวิ่ง 20 รอบสนามฟุตบอลเพราะต้องแสดงละครเวที การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในการซ้อมละคร แต่พออยู่ในช่วงวัย 20 เรากลับไม่คิดจะออกกำลังกาย เราก็เริ่มจากฟิตเนสของพนักงาน ตอนนั้นจัดตารางว่าวิ่งหรือออกกำลังกายในวันทำงาน นั่นก็คือห้าวัน พยายามทำให้ได้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงแล้วกลับบ้าน ซึ่งกลายเป็นว่าเราเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งมันดีหลายอย่าง ไม่เจอรถติดตอนหกโมง ไม่รู้สึกเหนื่อยทั้งที่เราออกกำลังกาย
ยุ้ยใช้เวลาประมาณสามเดือนน้ำหนักก็ลดลง สำหรับคนที่ไม่คุมอาหารนะ ยิ่งถ้าคุณออกกำลังกายโดยการวิ่งน้ำหนักจะลงเร็วมาก พอเริ่มวิ่งก็จะเริ่มเห็นว่า เออ เราชอบวิ่งนะ เริ่มวิ่งได้นานขึ้นจาก 20 นาทีเป็นครึ่งชั่วโมง จากครึ่งชั่วโมงเป็น 45 นาที ตอนนั้นฟิตเนสไม่เปิดวันอาทิตย์ ก็เลยตัดสินใจมาวิ่งที่สวนเบญจกิติ กะวิ่งไปเรื่อยๆ รอบสวนเบญจกิติคือ 1.8 กม. วิ่งไปสามรอบเซอร์ไพร์สตัวเองมาก 5.4 กม. ใช้เวลา 45 นาที ช้ามาก แต่มีความรู้สึกว่าเราก็ทำได้นะ จากนั้นเลยสลับมาวิ่งเอาท์ดอร์บ้าง เทรดมิลล์บ้าง
เข้าสู่การแข่งขันมาราธอนครั้งแรก
จากการวิ่งเอาท์ดอร์แล้วรู้สึกสนุก เอ๊ะ ลงสนามดูสักครั้งไหม ก็หาในอินเทอร์เน็ตเจองาน “คิง ออฟ เดอะ โร้ด 2011” เราก็ลงไมโครมาราธอน 8 กม. ซึ่งไม่ใช่ระยะที่เยอะเลยแต่ตื่นเต้นมาก ตั้งใจว่าวิ่งอย่างไรก็ได้ให้ถึงเส้นชัยโดยไม่ต้องเดิน ทำเวลาได้ 52-53 นาที เออ ฉันทำได้นะ จากนั้นเลยคิดว่าถ้ามีงานวิ่งแล้วไหวก็จะลงทุกเดือน เป็นจุดเริ่มต้นในการมีชีวิตที่สนามวิ่งจนถึงทุกวันนี้
ใช้เวลาสั้นมากในการเพิ่มระยะเป็นมาราธอน 42 กม. และมาสู่ อัลตร้ามาราธอน
เราวิ่งได้ดีขึ้น ช่วงน้ำท่วมยุ้ยซ้อมอย่างเดียวไม่ได้ลงสนาม พองานวิ่งเริ่มกลับมาจัดอีกครั้ง เราไปลงสนามมินิมาราธอน “วังทองกรุ๊ป รันฟอร์คิด” ได้ถ้วยรางวัลรุ่นอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งรุ่นนี้ได้ถ้วยง่าย เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยลงวิ่ง เราก็มือใหม่หน้าใหม่แล้วได้ถ้วย กลายเป็นเราลงงานวิ่งแล้วได้ถ้วยมาตลอดๆ อย่างนั้นลองเพิ่มเป็นฮาล์ฟมาราธอนไหม จนมาถึงฟูลมาราธอน เราเห็นพี่คนหนึ่งซึ่งทำงานวงการข่าวด้วยกันชื่อพี่ผักกาด เขาลงกรุงเทพมาราธอน ทั้งที่มีอาชีพเดียวกับเรา เขายังทำได้เลย ไม่ได้ถึงขั้นว่าจะได้เวลาที่ดี เราเลยฝึกจากฮาล์ฟมาเป็นฟูลมาราธอน
เท่าที่เล่ามาคือฝึกซ้อมเอง ไม่มีโค้ชเลย
ยุ้ยใช้ชั่วโมงบิน เรียนรู้จากการลงสนามวิ่ง งานนี้ทำไมเราเหนื่อย งานนี้ทำไมไม่เหนื่อย เราคิดว่าเราเป็นคนที่รักการวิ่งคนหนึ่งที่ลงสนามวิ่งเท่านั้น การวิ่ง 10 กม. ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามฝึกสักเดือนสองเดือนก็ทำได้ โดยไม่ต้องคิดเรื่องเวลาว่าจะต้องต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่พอเริ่มวิ่งฮาล์ฟมาราธอนมันเป็นการวิ่งที่ดึงทุกอย่างของวันๆ นั้นมาใช้ภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง การซ้อมจึงต้องมี ตอนแรกเราวางแผนจะลงมาราธอนประมาณปลายปี 2557 แต่สุดท้ายก็เลื่อนมาเร็วขึ้น เพราะว่าเราซ้อมระยะฮาล์ฟจนอยู่ตัว วิ่งได้สบายๆ ทำให้ต้องเพิ่มระยะทีละ 10 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละเดือน เช่นจาก 20 กม. เป็น 22 กม. ซึ่งทำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะเราก็มนุษย์ทำงานคนหนึ่ง
ทำไมถึงคิดว่าพร้อมแล้วที่จะลงฟูลมาราธอน
มีวันหนึ่งตัดสินใจว่าจะลงมาราธอนได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวิ่งสามชั่วโมงนี้ วันนั้นถือเป็นการวิ่งที่ฟิตที่สุดและเป็นการวิ่งสามชั่วโมงที่ดีที่สุดของตัวเอง ทุกวันนี้กลับไปทำแบบนั้นไม่ได้ วิ่งสามชั่วโมงใช้เวลาประมาณ 29 กม. แล้วไม่บาดเจ็บ เราก็เลยลงมาราธอนแรกที่ “จอมบึงมาราธอน” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ความรู้สึกตอนวิ่งมาราธอนครั้งแรก ถามว่าซ้อมเต็มที่หรือเปล่า สำหรับยุ้ย 70 เปอร์เซ็นต์ คิดแต่เพียงว่าไม่ต้องวิ่งเร็วมาก วิ่งไปให้ถึงเส้นชัย “ปีศาจกิโลเมตร” มันมีจริงๆ นะ ของเราเป็นปีศาจกิโลเมตรที่ 38 จู่ๆ ก็หมดทุกสิ่งอย่าง ไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องเดิน เดินไปได้ประมาณ 2 กม. แล้วกลับมาวิ่งใหม่จนเข้าเส้นชัย มาราธอนไม่ใช่แค่การวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่เป็นการวิ่งที่โอเวอร์ศักยภาพของมนุษย์ แต่มนุษย์ทุกคนทำได้ แค่ต้องใช้พลังและการซ้อมที่สม่ำเสมอและมากพอ ถึงบอกว่ายุ้ยซ้อมแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ พอไปถึงกิโลเมตรที่ 38 แล้วหมด แล้วมันมีผลข้างเคียงหลังจากนั้น เจ็บประมาณหนึ่งเดือนถึงกลับมาวิ่งใหม่ได้ แล้วโชคดีได้ลงอัลตร้ามาราธอน “สวนพฤกษ์ 99”
อยากให้อธิบายถึงการแข่งขันอัลตร้ามาราธอน
อัลตร้ามาราธอนคือการวิ่งที่มากกว่าระยะฟูลมาราธอนหรือ 42.195 กม. นับตั้งแต่ 50 กม. ถึง 100 กม. เป็นคอร์สำหรับคนที่วิ่งมาราธอนมาในระดับหนึ่ง มีความแข็งแกร่งพอ ถามว่าพร้อมไหม ใจน่ะพร้อม ร่างกายพร้อมส่วนหนึ่งเพราะเราเพิ่งหายเจ็บแล้วกลับมาวิ่งได้ แต่การลงอัลตร้าฯ ไม่ใช่การวิ่งๆ จนครบ 10 ชั่วโมง แต่มันคือการยืนอยู่บนขาตัวเองให้ได้ 10 ชั่วโมง ให้ได้ระยะตามเป้า
ก่อนลงอัลตร้าฯ ยุ้ยลงมาราธอนไปครั้งเดียว ด้วยความที่งานจัดก่อนวันฉัตรมงคล ซึ่งตัวเองเกิดวันฉัตรมงคล เลยเป็นโอกาสว่าปีนี้จะอายุ 30 ปีแล้ว จะทำอะไรให้กับตัวเองในวันสุดท้ายที่อายุ 29 งานนี้ที่พิเศษคือถ้าเราวิ่งให้ได้ 31 รอบ หรือประมาณ 63 กม. จะได้ถ้วยพิเศษ ยุ้ยคิดว่าคงไม่ยากนะ เหมือนวิ่งมาราธอน 42 กม. รวมกับอีกหนึ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กม. ก็ 63 กม. ลองดูเผื่อจะได้ถ้วยรางวัลพิเศษ
ย้อนนึกถึงความรู้สึกในการแข่งขันครั้งนั้น ผ่านมาได้อย่างไร
วิ่งตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น ตากแดดหน้าร้อนเดือนพฤษภาคม ยุ้ยวิ่งช้ามาก ช้ากว่าที่เคยวิ่ง สักแป๊บก็เริ่มเหนื่อย ก็เดินบ้างวิ่งบ้าง จุคพีคอยู่ตรงที่เราใช้ทุกอย่างหมดแล้ว นั่นคือบ่ายสอง 8 ชั่วโมงแล้วล่ะที่เดินๆ วิ่งๆ ตอนนั้นเมื่อยสุดๆ แต่เรานั่งไม่ได้ เพราะอีกตั้ง 10 กม. ถึงจะครบ บังเอิญเจอเพื่อนสนิทที่ซ้อมวิ่งด้วยกันมา เพื่อนเห็นหน้าไม่ดีก็เลยเดินเป็นเพื่อน เราก็เดินไปร้องไห้ไป แป๊บหนึ่งเราก็ลงไปนั่งร้องไห้กับเขา บอกว่าฉันอยากเดินต่อแต่ไม่ไหวแล้วแก เพื่อนก็นวดให้ สักพักเราก็ เอาวะแก ฉันเหลืออีกประมาณ 8-10 กม. ในช่วงสองชั่วโมงสุดท้าย เพื่อนเลยวิ่งเป็นเพื่อน แล้ววิ่งเร็วกว่าเดิมด้วยนะ จนครบ 63 กม. ทำเวลาได้ 9 ชั่วโมง 53 นาที
โมเมนต์ที่เข้าเส้นชัย ภารกิจจบแล้ว ร้องไห้ ไม่ถึงกับนั่งล้มลงไป แต่ร้องไห้ออกมาแบบไม่สนใจใคร มันจบแล้ว คนที่นึกถึงคือพ่อกับแม่ ทุกครั้งที่วิ่งไม่ว่าจะระยะไกลแค่ไหน คนที่นึกถึงคือพ่อกับแม่ เพราะรู้สึกว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะเขาให้ร่างกายที่แข็งแรงกับเรา รีบโทรไปหาแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ
เอาอีกไหม
จุดเริ่มต้นของยุ้ยคือการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ จุดยืนก็คือการวิ่งเพื่อสุขภาพ มันไม่จำเป็นว่าเราจะต้องลงสนามวิ่งทุกครั้ง ไม่จำเป็นว่าเราต้องวิ่งให้ได้วันละ 20 กม. เราก็วิ่งเท่าที่เราไหว 5 กม. กลับบ้านนอนหลับฝันดี ในมุมมองของยุ้ย อัลตร้ามาราธอนกับมาราธอนคือการวิ่งทำลายกำแพงความรู้สึกของตัวเอง กำแพงของร่างกาย กำแพงของหัวใจ ที่มนุษย์ต้องฝึกซ้อมมากพอ ยุ้ยอาจจะลงอัลตร้าฯ อีกแต่ไม่บ่อย อาจจะปีละครั้ง สองปีครั้ง อาจจะวิ่งได้ให้ 70 กม. ภายใน 10 ชั่วโมง จุดมุ่งหมายในสนามวิ่งของยุ้ยคือยังมีแรงวิ่งมาราธอน ไม่จำเป็นต้องมีสถิติที่ดี แค่มีร่างกายแข็งแรงพอจะวิ่งมาราธอนได้ไปตลอด ใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นป้าแก่ๆ ที่ยังวิ่งมาราธอน 6 ชั่วโมงได้
ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากการวิ่ง
มันเปลี่ยนตั้งแต่คุณเริ่มออกกำลังกายเป็นกิจวัตรแล้วล่ะ ถ้าคุณเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปเลย จะเห็นว่าชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ปกติเป็นคนใจร้อน ยิ่งทำงานข่าวทีวี จะถูกเร่งตลอด เทปมาหรือยัง อยู่ไหนแล้ว พอเราเริ่มออกกกำลังกายสม่ำเสมอ อะไรที่ไม่ได้ก็จะไม่เครียด ไม่อารมณ์เสีย ใจเย็นขึ้น อย่างที่สองคือความรู้สึกว่าเรายังเด็ก ตอนอายุ 25 ที่เรายังไม่ออกกำลังกายจะรู้สึกว่าทำไมเดินแค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว แต่วันนี้อายุ 30 กลับรู้สึกว่าร่างกายของฉันกลับไปอยู่ที่ 25 รู้สึกแข็งแรงกว่าเดิม ทัศนคติก็จะเปลี่ยน
อะไรคือเสน่ห์ของมาราธอน
มาราธอนคือบททดสอบหัวใจ เพราะ 30 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือใจที่จะไปถึงเส้นชัยให้ได้ ยุ้ยลงมาราธอนมาแล้วสี่ครั้ง เดือนนี้กรุงเทพมาราธอนจะเป็นครั้งที่ห้า หลังจากอัลตร้ามาราธอนครั้งนั้น ยุ้ยลงแข่งขัน “ภูเก็ตมาราธอน” แล้ว DNF หรือ Did Not Finish วิ่งมาถึง 37 กม. แล้วไปต่อไม่ได้ วูบ ใส่หน้ากากออกซิเจน ดราม่า น้ำตาไหลคาหน้ากากออกซิเจน หมอบอกว่าคุณเป็นคนโอเวอร์ฮีท เหงื่อไม่ออก ทำให้ร่างกายรวน พอครั้งต่อไปลง “สุโขทัยมาราธอน” “พัทยามาราธอน” เราก็เรียนรู้และปรับเปลี่ยน คือพยายามเข้าห้องน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ วิ่งธรรมดาไม่คิดจะทำเวลา กลายเป็นเราวิ่งสบายๆ จนเข้าเส้นชัยแล้วฟิน
เส้นทางที่ประทับใจที่สุด
จนถึงวันนี้ 60-70 สนามแล้วที่ผ่านมา มาราธอนที่ยุ้ยคิดว่าคนไทยน่าจะลงคือภูเก็ตกับพัทยา เป็นคอร์สที่โหดในระดับหนึ่ง ในที่นี้คือมีความชัน ชันขึ้น ชันลง บางทีก็ค่อยๆ ชัน พัทยานี่ตัวดีเลย ถ้าใครได้ลงแล้วจะรู้ว่าศักยภาพตัวเองมีแค่ไหน นักวิ่งไม่ว่าจะหน้าเก่าหน้าใหม่ ถ้าสามารถวิ่งฮาล์ฟมาราธอนถึงฟูลมาราธอน คุณจะได้เจอสนามที่ทดสอลได้ทุกอย่าง อย่างภูเก็ตที่ยุ้ย DNF ก็ยังประทับใจ คิดว่าจะไปแก้มือปีหน้า
ฝากอะไรสำหรับนักวิ่งมือใหม่
ทุกคนวิ่งได้นะ ไม่ว่าคุณจะตัวเล็กตัวใหญ่ ขาสั้นขายาว สิ่งสำคัญคือเราออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ผ่านด่านตรงนี้ให้ได้ก่อน แล้วเราสามารถอัพระยะไปลงงานวิ่ง แต่สิ่งที่อยากฝากคือ มันไม่จำเป็นที่คุณต้องลงสนามวิ่ง ขอให้คุณรักการออกกำลังกาย มีการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปเลย
ทุกวันนี้ยังคิดว่าถ้ากลับไปออกกำลังกายได้เร็วกว่านี้ก็อยากทำ ทำไมตอนเรียนมัวแต่เล่น มัวแต่กิน ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่คุณจะมีเวลาออกกำลังกายเยอะมาก ยิ่งทำเร็วเท่าไหร่มันจะดีกับเราตั้งแต่ตอนนั้น ยิ่งถ้าอายุน้อยแล้วหันมาวิ่ง ศักยภาพจะดีกว่าคนที่อายุมาก น้องๆ หน้าใหม่ที่เข้าวงการวิ่งจะทำเวลาได้ดีมาก ได้ถ้วยรางวัลสม่ำเสมอ
“ไม่จำเป็นที่คุณต้องลงสนามวิ่ง ขอให้คุณรักการออกกำลังกาย มีการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปเลย”