บทเรียนออนไลน์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง การเมืองการปกครอง
ทีมงานทรูปลูกปัญญา
|
27 ก.พ. 62
 | 59.6K views

ผังมโนทัศน์สาระการเรียนรู้

 การเมืองการปกครอง

 

 

ระบอบการปกครอง
     ระบอบการปกครอง หมายถึง รูปแบบในการดำเนินการปกครองประเทศ โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และระบอบการปกครองแบบเผด็จการ


การปกครองแบบประชาธิปไตย
     ประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองที่ประชาชนมีอำนาจสูงสุด หลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน และหลักนิติธรรม การปกครองระบอบประชาธิปไตยมี 2 รูปแบบ คือ
1. ระบอบประชาธิปไตยแบบทางตรง (Direct-Democracy) เป็นระบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง เช่น ประชาธิปไตยแบบนครรัฐกรีกที่ประชาชนในสมัยโบราณมีส่วนร่วมในการประชุมสมัชชาประชาชนโดยตรง เรียกว่า เอกคลีเซีย (Ecclesia)
2. ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative-Democracy) เป็นระบบที่เลือกตัวแทนของประชาชนเข้าสู่รัฐสภาเพื่อทำหน้าที่แทนประชาชน จำแนกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้
     1) รูปแบบรัฐสภา การปกครองรูปแบบนี้มีประเทศอังกฤษเป็นต้นแบบ รัฐสภาทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติและควบคุมการบริหารประเทศ
     2) รูปแบบประธานาธิบดี มีต้นแบบ คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา การปกครองรูปแบบนี้มีการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจรัฐธรรมนูญของประเทศ
     3) รูปแบบผสมผสานกึ่งรัฐสภาหรือกึ่งประธานาธิบดี มีประเทศฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ ประชาชนจะเป็นผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีและผู้แทนราษฎรโดยตรง แต่จะเลือกตั้งวุฒิสภาโดยอ้อม


การปกครองแบบเผด็จการ
ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ หมายถึง ระบอบการปกครองที่ให้ความสำคัญกับผู้ปกครองหรือรัฐบาลมากกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล ระบอบการปกครองแบบเผด็จการมีความแตกต่างกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในหลายประเด็น ทั้งในด้านอำนาจสูงสุดในการปกครอง การให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน
แนวคิดเบื้องต้นของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ มีดังนี้
     1. เผด็จการในแนวคิดทางการเมือง มีแนวคิดว่ารัฐเป็นเสมือนผู้ที่พร้อมด้วยคุณธรรม ประชาชนจึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐ
     2. เผด็จการในรูปแบบทางการปกครอง เป็นการรวมอำนาจ แสวงหา หรือยึดอำนาจรัฐ ส่วนใหญ่ใช้วิธีที่รุนแรง
     3. เผด็จการในการดำเนินชีวิต มีความเชื่อว่าคนเราเกิดมาย่อมมีความแตกต่างกัน เพื่อให้สังคมเป็นเอกภาพ ผู้ที่ด้อยกว่าจึงต้องปฏิบัติตามผู้ที่เหนือกว่า จนกลายเป็นแนวทางในการปฏิบัติของคนในสังคม
รูปแบบของอุดมการณ์เผด็จการแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ เผด็จการอำนาจนิยมและเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม
1. เผด็จการอำนาจนิยม หมายถึง การปกครองที่ใช้อำนาจเป็นวิถีทางและเป็นจุดหมายปลายทาง โดยให้ความสำคัญกับโครงสร้างระเบียบและการควบคุมตรวจสอบ แต่รัฐยังคงให้สิทธิเสรีภาพในทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประชาชน
2. เผด็จการเบ็ดเสร็จ หมายถึง การปกครองที่ผู้นำเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดและใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว กำหนดจุดหมายปลายทางและวิธีการใช้อำนาจอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด การเมือง เศรษฐกิจ สังคม บุคคล และกิจกรรมของบุคคล จะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ พร้อมทั้งควบคุมเครื่องมือสื่อสารและปลูกฝังค่านิยมให้เยาวชนยึดมั่นตามแนวคิดของผู้นำ ต้นแบบของเผด็จการเบ็ดเสร็จที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่
     1) ระบบเผด็จการนาซี ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำแห่งเยอรมัน อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

     2) ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ ของเบนิโต มุสโสลินี อดีตผู้นำแห่งอิตาลี เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมาได้ประสานกับขบวนการนาซีในประเทศเยอรมนี
     3) ระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ คาร์ล มากซ์ และฟรีดริช เองเงิลส์ เสนอหลักการนี้ในช่วงศตวรรษที่ 19 ต่อมาวลาดิมีร์ เลนิน นำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ปฏิวัติรัสเซีย และเหมา เจ๋อตง นำไปปรับใช้ปฏิวัติประเทศจีน

 

 

 อดีตผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ของโลก

 

 

การปกครองของไทยและต่างประเทศ
     ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยวที่มีปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงโดยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจ 3 ประการ คือ
1. อำนาจนิติบัญญัติ หมายถึง สถาบันที่ทำหน้าที่ออกกฎหมาย คือรัฐสภา ประกอบด้วยสภาคู่ คือ
     1) สภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจหน้าที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้
เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ ประกอบด้วยสมาชิก 500 คน แบ่งเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จำนวน 375 คน และการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 125 คน
     2) วุฒิสภา มีสมาชิกรวม 150 คน ประกอบ ด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ 1 คน และมาจากการสรรหาซึ่งจะมีจำนวนเท่ากับ 150 ลบด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง บทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ได้แก่ การกลั่นกรองกฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญต่าง ๆ การสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง และยังมีหน้าที่ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

 

 

 การประชุมรัฐสภา

 


2. อำนาจบริหาร หมายถึง บุคคล คณะบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่นำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติ สถาบันบริหารมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย กำหนดนโยบายการบริหาร รวมถึงนำนโยบายและกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้วไปดำเนินการ
     องค์ประกอบของสถาบันบริหาร ได้แก่ ข้าราชการการเมือง คือ บุคคลซึ่งรับราชการในตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการประจำ คือ บุคคลที่ได้รับบรรจุและแต่งตั้งตามกฎหมายของหน่วยงาน รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณในกระทรวงที่สังกัด

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นข้าราชการประจำ

 


     การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง คือ เมืองหลวง หรือที่ทำการของรัฐบาล จำแนกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การบริหารราชการส่วนกลาง หมายถึง การบริหารราชการของนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากรม ผู้กำกับดูแลนโยบาย การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

 

 

กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

 

 

3. อำนาจตุลาการ หมายถึง ศาลและผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่ในศาล ซึ่งเป็นการกระทำในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ อำนาจตุลาการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ
    1) อำนาจตุลาการในระบอบประชาธิปไตย ปัจจุบันถือว่าอำนาจตุลาการจะขาดการเชื่อมโยงกับประชาชนไม่ได้ จึงให้วุฒิสภาแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ไปอยู่ในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม และมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดูแลอำนาจตุลาการด้านการตีความรัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามคำแนะนำของวุฒิสภา ขณะที่ศาลปกครองกำหนดให้คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคัดเลือกจากวุฒิสภา 2 คนและคณะรัฐมนตรีอีก 1 คน
     2) ศาล รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันวางหลักทั่วไปเกี่ยวกับหลักการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีว่าเป็นอำนาจศาล จำแนกเป็น
          (1) ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจพิพากษาพิจารณาคดีเกี่ยวกับกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญและคดีอื่นที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ
          (2) ศาลยุติธรรม มี 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาคดีเป็นอันดับแรก แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ ศาลชั้นต้นทั่วไปและศาลพิเศษและศาลชำนัญพิเศษ ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

 

 

ศาลฎีกา

 

 

          (3) ศาลปกครอง เป็นศาลอีกระบบหนึ่งที่แยกจากศาลยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครอง
          (4) ศาลทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด 


ตัวอย่างการปกครองของประเทศที่คล้ายคลึงและแตกต่างกับไทย
     ประเทศที่มีการปกครองคล้ายคลึงกับไทย ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์คือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (ทรงครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ถึงปัจจุบัน) เป็นประมุขฝ่ายบริหาร ทรงมีบทบาทสำคัญด้านนิติบัญญัติ ทรงเป็นประมุขฝ่ายตุลาการ ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์และทรงเป็น “ผู้บริหารสูงสุด” ของคริสตจักรแห่งอังกฤษ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปกครองด้วยระบอบเสรีประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ สถาบันสูงสุดของรัฐคือรัฐสภา และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดิ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ทรงอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศมิใช่องค์ประมุขและไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ

 

 

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2

 


     ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแตกต่างกับไทย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี มีมลรัฐต่าง ๆ 50 มลรัฐ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ การปกครองส่วนกลาง การปกครองมลรัฐ และการปกครองท้องถิ่น และประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นประมุขและทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นผู้ช่วยในด้านการบริหารประเทศ


การพัฒนาประชาธิปไตยของไทย
ปัญหาและอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย
1. ปัญหาวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เป็นปัญหา ได้แก่ ปัญหาการขาดการให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชน ปัญหาการไม่เป็นประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และปัญหาการเป็นประชาธิปไตยโดยอ้อม
2. ปัญหาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารกิจการสาธารณะยังคงมีปัญหา ซึ่งเป็นผลจากปัจจัย 2 ประการ คือ ประชาชนขาดความตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตน และขาดจิตสำนึก คือ ความรู้สึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมและสิ่งแวดล้อม และประชาชน อาจมองว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ได้ทำให้ตนเองได้รับประโยชน์


ปัญหาดังกล่าวมีแนวทางแก้ไขดังนี้
1. ด้านวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย ควรมีการเสริมสร้างความรู้ทางการเมืองแก่พลเมืองและควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการสาธารณะ 6 รูปแบบ คือ การรับรู้ข่าวสาร การปรึกษาหารือ การประชุมรับฟังความคิดเห็น การร่วมตัดสินใจ การใช้กลไกทางกฎหมาย และการกดดันรัฐบาลในรูปแบบต่าง ๆ


รัฐธรรมนูญ
1. การเลือกตั้ง
     การเลือกตั้ง หมายถึง การที่ราษฎรใช้สิทธิของตนลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนเพื่อทำหน้าที่แทนตนในการปกครองแต่ละระดับของประเทศ การเลือกตั้งในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ การเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ และการเลือกตั้งระดับชาติ เป็นการเลือกตั้งผู้แทนของประชาชนเข้าไปเป็นสมาชิกรัฐสภา
หลักการที่ช่วยให้การเลือกตั้งบรรลุจุดมุ่งหมาย มีดังนี้
     1. หลักการเลือกตั้งอิสระ คือ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกพรรคการเมือง และผู้สมัครรับเลือกตั้งมีสิทธิเลือกสังกัดพรรคการเมือง
     2. หลักการเลือกตั้งตามกำหนดเวลา
     3. หลักการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
     4. หลักการเลือกตั้งอย่างเสมอภาค
     5. หลักการออกเสียงทั่วไป คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าออกเสียงเลือกตั้งอย่างทั่วถึง
     6. หลักการลงคะแนนอย่างสะดวก คือ จัดให้ประชาชนลงคะแนนเสียงโดยสะดวก

 

 

เจ้าหน้าที่ของรัฐช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

 

 

     องค์กรที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ตามกระบวนการสรรหาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ประกอบด้วยประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอื่นอีก 4 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 7 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งแบบผสม คือ มีการเลือกตั้ง 2 แบบ ได้แก่
     1) ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตหนึ่งมี ส.ส. ได้ 1 คน (จำนวน 375 คน)
     2) ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เลือกจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น ประชาชนสามารถเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้เพียงพรรคเดียว (จำนวน 125 คน)

 

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

 

2. การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีสมาชิกรวม 150 คน ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และสมาชิกที่มาจากการสรรหา

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มีวิธีเลือกตั้งดังนี้
1. การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ใช้เขตพื้นที่จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี มีการแบ่งเขตเลือกตั้ง คือ ระดับสภาเทศบาลตำบลแบ่งเป็น 2 เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกเขตละ 6 คน เทศบาลเมืองแบ่งเป็น 3 เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกเขตละ 6 คน และเทศบาลนครแบ่งเป็น 4 เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกเขตละ 6 คน ส่วนการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีจะใช้เขตเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร แต่ละเขตมีนายกเทศมนตรีได้ 1 คน
3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ใช้หมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง
4. การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กำหนดให้เขตปกครองเป็นเขตเลือกตั้งตามเกณฑ์จำนวนราษฎร 100,000 คน หากเกิน 150,000 คน ให้เพิ่มได้อีก 1 เขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิเลือกผู้สมัคร สก. ได้ 1 คน ส่วนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะมีเขตกรุงเทพมหานครเป็นเขตเลือกตั้งและเลือกได้เพียงคนเดียว
5. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยา มี 4 เขตเลือกตั้ง แต่ละเขตเลือกสมาชิกเมืองพัทยาได้เขตละ 6 คน สำหรับการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาจะใช้เขตเมืองพัทยาเป็นเขตเลือกตั้ง โดยมีนายกเมืองพัทยาได้ 1 คน


การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรม 2 ประเภท คือ
1. การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน ได้แก่ การเสนอกฎหมาย การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง และการออกเสียงประชามติ
2. การมีส่วนร่วมของประชาชนตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ได้แก่ การกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาประเทศ การตัดสินใจทางการเมือง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การรวมตัวกันของกลุ่มประชาชน และการใช้สิทธิเลือกตั้ง


การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในเรื่องต่อไปนี้
1. การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
2. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐจึงมีข้อห้าม 5 ประการ คือห้ามสมาชิกรัฐสภาดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ ห้ามสมาชิกรัฐสภาแทรกแซงการปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ห้ามคณะรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งในองค์กรธุรกิจ ห้ามคณะรัฐมนตรีแทรกแซงการปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และห้ามคณะรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัท
3. การถอดถอนออกจากตำแหน่ง
4. การดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


รัฐบาล
     คณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐบาลมีความสำคัญในฐานะเป็นองค์กรฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ และเป็นผู้กำหนดนโยบายของประเทศ
อำนาจหน้าที่และบทบาทสำคัญของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ได้แก่
     1. การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน
     2. การจัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้มีขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศและสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่
     3. การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจกรรมของท้องถิ่นได้เอง
     4. การพัฒนาระบบงานภาครัฐ มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ
     5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นเพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน
     6. การดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม
     7. การจัดให้มีแผนพัฒนาการเมืองรวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
     8. การดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม

 

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีการจัดฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยมีหลักการพื้นฐานดังนี้

     1. ประมุขของรัฐ คือ พระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง เนื่องจากไม่ทรงมีพระราชดำริทางการเมือง แต่จะกระทำตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา
     2. รัฐสภาเป็นที่มาของรัฐบาลและเป็นผู้ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล รัฐบาลและรัฐสภาต่างมีความสัมพันธ์กันโดยรัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินได้ก็ด้วยความไว้วางใจของรัฐสภา ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สามารถยุบสภาเพื่อเป็นการถ่วงดุลกันและกัน สำหรับเหตุผลในการยุบสภานั้นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ แต่ถือกันตามประเพณีการปกครองและตามสภาวการณ์ของประเทศ

 

Keyword  การเมืองการปกครอง  ระบบการปกครอง  การปกครองแบบประชาธิปไตย  การปกครองแบบเผด็จการ  การเลือกตั้ง

 

 

แหล่งที่มาของเนื้อหา : สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช www.wpp.co.th 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมศึกษา ม. ต้น ทีเบรกอินยุโรป
1.4K views
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมศึกษา ม. ต้น ทีเบรกอินยุโรป
1.4K views
แนวข้อสอบ สังคมศึกษาฯ ชุดที่5
9.6K views
วิชาสังคมศึกษาม.3 ชุดที่23
34.5K views
วิชาสังคมศึกษาม.3 ชุดที่6
32.8K views
แนวข้อสอบ O-NET ม. 3 สังคมศึกษา (ปี 2550-2553) ชุดที่ 3
13.6K views
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมศึกษา ม. ต้น ทีเบรกอินยุโรป
1.4K views
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมศึกษา ม. ต้น ทีเบรกอินยุโรป
1.4K views
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง

แนวข้อสอบ สังคมศึกษาฯ ชุดที่5
9.6K views
วิชาสังคมศึกษาม.3 ชุดที่23
34.5K views
วิชาสังคมศึกษาม.3 ชุดที่6
32.8K views
แนวข้อสอบ O-NET ม. 3 สังคมศึกษา (ปี 2550-2553) ชุดที่ 3
13.6K views