บทเรียนออนไลน์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง พัฒนาการของภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก
ทีมงานทรูปลูกปัญญา
|
27 ก.พ. 62
 | 101.1K views


ผังมโนทัศน์สาระการเรียนรู้



1. พัฒนาการของทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย
     1.1 พัฒนาการของประเทศออสเตรเลีย
          1.1.1 ที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการประเทศ
          ออสเตรเลียเป็นทั้งทวีปและประเทศ มีลักษณะภูมิประเทศแบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่ เขตที่ราบสูงภาคตะวันออก เขตที่ราบภาคกลาง และเขตที่ราบสูงภาคตะวันตก
 

 


          1.1.2 ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
          ออสเตรเลียเป็นดินแดนที่มีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่นานแล้ว ชนพื้นเมืองดั้งเดิม เรียกว่า แอบอริจินี ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 กัปตันเจมส์ คุก (James Cook) นักเดินเรืออังกฤษได้เดินทางไปยังออสเตรเลีย สำรวจพบว่าบริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของเกาะมีความอุดมสมบูรณ์ จึงยึดเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และให้ชื่อดินแดนนี้ว่า นิวเซาท์เวลส์

          1.1.3 พัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง
          ใน ค.ศ. 1821 เป็นต้นมา รัฐบาลอังกฤษได้ส่งเสริมให้พวกเสรีชนเดินทางเข้ามาตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลีย ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง มีการศึกษา เมื่อเข้ามาตั้งหลักแหล่งมากขึ้นก็มีการจัดตั้งรัฐต่าง ๆ ขึ้นเป็นอิสระจากกัน
          ออสเตรเลียได้รวมตัวกันจัดตั้งประเทศเครือรัฐออสเตรเลียเมื่อ ค.ศ. 1901 จัดการปกครองในรูปแบบสหพันธรัฐ โดยใช้ระบบ 2 สภา สมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนของรัฐ ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ

          1.1.4 พัฒนาการด้านสังคมและวัฒนธรรม
          ประเทศออสเตรเลียมีจำนวนประชากรประมาณ 21 ล้านคน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ชนพื้นเมือง ชนผิวขาว และชนผิวเหลือง
 


          ออสเตรเลียใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางราชการ ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่นับถือคริสต์ศาสนา

          1.1.5 พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ
          อาชีพที่สำคัญในประเทศออสเตรเลีย คือ การเกษตร
          อุตสาหกรรมเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลีย ทำให้อุตสาหกรรมของออสเตรเลียพัฒนาอย่างรวดเร็ว
 


     1.2 พัฒนาการของนิวซีแลนด์
          1.2.1 ที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการของประเทศ
          ประเทศนิวซีแลนด์เป็นประเทศหมู่เกาะทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งอยู่ในเขตภูเขาหินใหม่ที่เปลือกโลกยังเคลื่อนไหว ไม่มั่นคง จึงมักเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ อยู่เสมอ
นิวซีแลนด์ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 2 เกาะ คือ นอร์ทไอแลนด์ (เกาะเหนือ) และเซาท์ไอแลนด์ (เกาะใต้)

          1.2.2 ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
          คนกลุ่มแรกที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้คือ ชาวเมารี ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม ต่อมานักเดินเรือชาวดัตช์ได้ค้นพบดินแดนแห่งนี้และตั้งชื่อว่า นิวซีแลนด์ จนในสมัยที่กัปตันเจมส์ คุก (James Cook) นักเดินเรือชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาจึงได้สำรวจและเขียนแผนที่เกี่ยวกับรายละเอียดของชายฝั่งทะเลนิวซีแลนด์

          1.2.3 พัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง
          หลังทำสนธิสัญญาไวตังกิ ทำให้ชาวยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษเข้ามาตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์มากขึ้นและต้องการยึดครองที่ดินของชาวเมารี จึงมีการสู้รบกันยืดเยื้อยาวนานถึง 10 ปี แต่ในที่สุดชาวเมารีเป็นฝ่ายแพ้และยินยอมยุติการสู้รบ
ปัจจุบันนิวซีแลนด์เป็นประเทศเอกราชในเครือจักรภพอังกฤษ มีสมเด็จราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเป็นประมุข นิวซีแลนด์ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

          1.2.4 พัฒนาการด้านสังคมและวัฒนธรรม
          นิวซีแลนด์มีลักษณะทางวัฒนธรรมแบบตะวันตกคล้ายคลึงกับประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชาวตะวันตก ขณะเดียวกันกลุ่มชนพื้นเมืองก็ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ได้กลมกลืน

          1.2.5 พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ
          นิวซีแลนด์เป็นประเทศเกษตรกรรม รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์


2. พัฒนาการของทวีปแอฟริกา
     ทวีปแอฟริกามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทวีปเอเชีย มีเนื้อที่ประมาณ 30 ล้านตารางกิโลเมตร
     2.1 ที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาการของทวีป
     ทวีปแอฟริกาตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ พื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 ของทวีปเป็นที่ราบสูง จึงได้ชื่อว่า ทวีปแห่งที่ราบสูง ดินแดนภายในประกอบด้วยทะเลทราย ภูเขา และป่าไม้

     2.2 ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
     ทวีปแอฟริกามีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทวีปมืดหรือกาฬทวีป แอฟริกาเป็นตลาดการค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก

     2.3 พัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง
          สมัยโบราณ บริเวณที่ราบลุ่มน้ำมีอาณาจักรโบราณ ที่สำคัญคือ อาณาจักรอียิปต์ ที่มีฟาโรห์ (Pharaoh) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจสูงสุดปกครอง การปกครองแบ่งออกเป็นโนมิส (Nomes)
          สมัยกลาง ระหว่าง ค.ศ. 700–1300 พวกมุสลิมนำอารยธรรมอิสลามเข้ามาในตอนเหนือและชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา
          สมัยที่เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ประเทศในยุโรปแข่งขันขยายอำนาจเข้าไปดินแดนนอกทวีป
          สมัยเป็นเอกราช เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1945 ประเทศตะวันตกอ่อนแอลงเพราะได้รับผลกระทบจากสงครามมาก อาณานิคมในทวีปแอฟริกาต่างขอเป็นเอกราช

     2.4 พัฒนาการด้านสังคมและวัฒนธรรม
     แอฟริกาเป็นทวีปที่กว้างใหญ่จึงมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ภาษา และศาสนา
     เชื้อชาติ ประชากรดั้งเดิมเป็นชาวนิกรอยด์หรือแอฟริกันนิโกร
     ภาษา มีภาษาพูดมากกว่า 1,000 ภาษา
     ศาสนา ในสมัยโบราณมีความเชื่อเรื่องวิญญาณ อำนาจของดวงดาว และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ต่อมาในราว ค.ศ. 1517 ศาสนาอิสลามแผ่ขยายเข้ามาหลายประเทศ คริสต์ศตวรรษที่ 18–19 จักรวรรดินิยมตะวันตกได้เข้ามายึดครองดินแดนในทวีปแอฟริกา ได้นำคริสต์ศาสนามาเผยแผ่

     2.5 พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ
     สมัยโบราณเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการเกษตร งานฝีมือประเภทเครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา กองเรือสินค้าของอียิปต์นำทองคำ ข้าวสาลี และผ้าลินินไปค้าขายกับประเทศตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน


3. พัฒนาการของทวีปยุโรป
     ทวีปยุโรปมีขนาดเล็กเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 30 ล้านตารางกิโลเมตร และมีดินแดนทางด้านตะวันออกติดต่อเป็นผืนเดียวกับทวีปเอเชีย จึงเรียกทวีปทั้งสองรวมกันว่า ยูเรเซีย (Eurasia)
     3.1 ที่ตั้งและสภาพภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการของทวีป
     ทวีปยุโรปตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือ ประกอบด้วยที่ราบลุ่ม ที่ราบสูง เทือกเขา และมีคาบสมุทรจำนวนมาก จึงได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งคาบสมุทร ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินและการมีแม่น้ำสายต่าง ๆ รวมทั้งการมีอุณหภูมิที่อบอุ่น เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาตั้งหลักแหล่ง

     3.2 ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
     ทวีปยุโรปเป็นดินแดนที่มีมนุษย์เข้าไปตั้งถิ่นฐานเมื่อประมาณ 10,000 ปีมาแล้ว ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ล้าหลังมาก ต่อมาจึงได้พัฒนาขึ้น จนกระทั่งสมัยกรีกและโรมันได้สรรค์สร้างวัฒนธรรมทางด้านปรัชญา วรรณกรรม ศิลปกรรม และการปกครองเป็นของตนเอง

     3.3 พัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง
     พัฒนาการด้านการเมืองการปกครองของยุโรปแบ่งตามยุคสมัยประวัติศาสตร์เป็น 4 สมัย คือ สมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม่ และสมัยปัจจุบัน

     3.4 พัฒนาการด้านสังคมและวัฒนธรรม
     สมัยโบราณ กรีกและโรมันเป็นสังคมชนชั้น โดยแบ่งพลเมืองเป็นชนชั้นปกครอง ได้แก่ ผู้นำทางการเมือง เช่น กษัตริย์ กงสุล จักรพรรดิ รวมถึงทหารและขุนนาง และชนชั้นที่ถูกปกครอง ได้แก่ เสรีชนที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น พ่อค้า เกษตรกร ช่างฝีมือ รวมถึงทาส
     สมัยกลาง เป็นสังคมแมนเนอร์ที่มีปราสาทของขุนนางเป็นศูนย์กลางชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ชนชั้นปกครองประกอบด้วยกษัตริย์ ขุนนาง และบาทหลวง และชนชั้นสามัญชน
     สมัยใหม่ ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะทางความรู้ด้านต่าง ๆ มีการรื้อฟื้นวิทยาการสาขาต่าง ๆ ของกรีกและโรมัน ทำให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ขึ้นใช้ได้ผลเป็นครั้งแรกในยุโรป เมื่อ ค.ศ. 1454 ทำให้มีการอ่านหนังสือกันอย่างกว้างขวาง

     3.5 พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ
     สมัยโบราณ เศรษฐกิจของยุโรปขึ้นอยู่กับการเกษตรตามบริเวณลุ่มแม่น้ำ และการค้าขายผลผลิตเกษตรและงานหัตถกรรม มีการสร้างเมืองท่าการค้าเพื่อใช้ขนส่งสินค้า
     สมัยกลาง เศรษฐกิจในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5–11 เป็นระบบเศรษฐกิจแบบแมนเนอร์ (Nanorial System) ซึ่งเป็นเศรษฐกิจเกษตรกรรมแบบพึ่งตัวเอง
     สมัยใหม่ ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยม


4. พัฒนาการของทวีปอเมริกาเหนือ
     ทวีปอเมริกาเหนือมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากทวีปเอเชียและแอฟริกา ภูมิภาคแบ่งตามสภาพสังคมวัฒนธรรมเป็น 2 ส่วน ได้แก่ แองโกลอเมริกา และลาตินอเมริกา
     4.1 ที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการของทวีป
     ทวีปอเมริกาเหนือมีเขตภูมิอากาศที่หลากหลาย มีป่าไม้ซึ่งมีทั้งป่าไม้ผลัดใบ ป่าสนสมบูรณ์ และมีแร่ธาตุนานาชนิด

     4.2 ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
     คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ได้เดินทางมาพบเกาะบริเวณหมู่เกาะเวสต์อินดีส (West Indies) ใน ค.ศ. 1492 และเข้าใจว่าดินแดนนี้เป็นส่วนหนึ่งของทวีปเอเชีย ต่อมาใน ค.ศ. 1499 อเมริโก เวสปุชชี (Amerigo Vespucci) ชาวอิตาลีได้เดินทางสำรวจดินแดนที่โคลัมบัสเคยสำรวจมาแล้วจึงทราบว่าดินแดนที่พบนั้นเป็นทวีปใหม่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของทวีปเอเชียและเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่อเมริโก เวสปุชชี ชาวยุโรปจึงตั้งชื่อทวีปใหม่นี้ว่า อเมริกา (America)
 


     บทบาทของสหรัฐอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914–1918) ช่วงครึ่งแรกของสงครามโลกครั้งที่ 1 สหรัฐอเมริกาประกาศตัวเป็นกลางตามหลักการมอนโร แต่เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มเสียเปรียบในการรบและเยอรมนีส่งเรือดำน้ำโจมตีเรือของอังกฤษ เป็นผลให้ชาวอเมริกันเสียชีวิต 124 คน สหรัฐอเมริกาจึงประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลางเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1917 ฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยในสงครามโลกครั้งที่ 1 สหรัฐอเมริกาก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศองค์การแรกของโลก คือ องค์การสันนิบาตชาติ
     ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939–1945) หลังจากญี่ปุ่นยึดดินแดนในเอเชียได้แล้วได้ส่งกองกำลังโจมตีฐานทัพสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล (Pearl Harbour) ในหมู่เกาะฮาวายเมื่อ ค.ศ. 1941 สหรัฐอเมริกาจึงประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูไปทิ้งที่เมืองฮิโระชิมะและนะงะซะกิ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม

     4.4 พัฒนาการด้านสังคมและวัฒนธรรม
     ทวีปอเมริกาเหนือประกอบด้วยกลุ่มชนหลายเชื้อชาติ ดังนี้
     1. พวกผิวเหลือง เป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อพยพมาจากทวีปเอเชียได้แก่ ชาวเอสกิโม (Eskimo) หรืออเมรินเดียน (Amerindian)


     2. พวกผิวขาว เป็นประชากรที่อพยพมาจากทวีปยุโรป ได้แก่ ชาวสเปน โปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และชาวยุโรปอื่น ๆ
     3. พวกผิวดำ เป็นประชากรที่เพิ่งถูกนำมาจากทวีปแอฟริกาเพื่อใช้แรงงานในไร่นาในประเทศสหรัฐอเมริกา
     4. พวกเลือดผสมได้แก่ พวกเมสติโซ (Mestizo) หมายถึง พวกเลือดผสมระหว่างพวกผิวขาวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสเปนกับชาวอินเดียน

     4.5 พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ
     เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอเมริกากลาง และหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน มีทั้งการเกษตรและอุตสาหกรรม ต่อมามีการค้นพบแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมในอ่าวเม็กซิโก
     ในทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ


5. พัฒนาการของทวีปอเมริกาใต้
     มีเป็นดินแดนที่มีภูมิอากาศแบบเขตร้อนและเขตอบอุ่น มีที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอนซึ่งเป็นเขตป่าฝนที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนอารยธรรมเก่าแก่ของโลก
     5.1 ที่ตั้งและสภาพภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการของทวีป
     ทวีปอเมริกาใต้ทิศเหนือติดต่อกับทวีปอเมริกาเหนือ ทิศใต้ติดต่อกับช่องแคบเดรก (Drake Passage) ซึ่งเป็นน่านน้ำที่คั่นทวีปอเมริกาใต้กับทวีปแอนตาร์กติกา ทิศตะวันออกจดมหาสมุทรแอตแลนติก และทิศตะวันตกจดคลองปานามาและมหาสมุทรแปซิฟิก

     5.2 ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
       ทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งอารยธรรมดั้งเดิมของพวกอินคาซึ่งเป็นชาวอินเดียนเผ่าหนึ่ง อารยธรรมของพวกอินคา ได้แก่ การนำหินมาปูถนน การเลี้ยงสัตว์เพื่อนำขนมาทำเครื่องนุ่งห่ม อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นแรงจูงใจให้ชาวสเปนและโปรตุเกสพากันเดินทางเข้ามาแสวงหาโชคในทวีปนี้มากขึ้น

     5.3 พัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง
     ชาวอาณานิคมในทวีปอเมริกาใต้พยายามเรียกร้องอิสรภาพในช่วงที่เป็นอาณานิคมของสเปนและโปรตุเกส โดยมีผู้นำคนสำคัญซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก คือ ซีมอน โบลิวาร์ (Simon Bolivar) ชาวเวเนซุเอลา เป็นผู้เรียกร้องอิสรภาพให้กับเวเนซุเอลาจากสเปน

     5.4 พัฒนาการด้านสังคมและวัฒนธรรม
     ทวีปอเมริกาใต้มีประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ประมาณร้อยละ 6 ของโลก ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น 2 แห่ง ได้แก่ ด้านฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เพราะมีอุณหภูมิไม่สูงหรือต่ำเกินไป มีปริมาณฝนปานกลาง มีเส้นทางคมนาคมสะดวก และด้านฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียนเพราะมีปริมาณฝนสูงและมีปลาชุกชุมเหมาะแก่การทำอุตสาหกรรมประมง

     5.5 พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ
     ช่วงที่เป็นอาณานิคมของสเปนและโปรตุเกส ชาวยุโรปได้ยึดครองที่ดินทั้งหมดเพื่อทำไร่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ ปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาล หรือทำเหมืองแร่ ทำให้ชนพื้นเมืองไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ต้องรับจ้างคนทำงานในไร่และในเหมืองแร่ ผลผลิตทางเกษตรและอุตสาหกรรมส่งไปขายในตลาดยุโรปและทั่วโลก
     หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้นำรัฐบาลในประเทศอเมริกาใต้หลายประเทศเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากการเกษตรแบบดั้งเดิมมาส่งเสริมอุตสาหกรรมการส่งออก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลิตสินค้าไว้ใช้ภายในประเทศ


6. อิทธิพลของอารยธรรมตะวันตก
     อารยธรรมตะวันตก หมายถึง อารยธรรมที่ชาวยุโรปตะวันตกสร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมาซึ่งคริสต์ศาสนามีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างสรรค์ดังกล่าว
     6.1 อิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกต่อพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
     พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากได้รับอิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
          1. เศรษฐกิจแบบทุนนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการจำหน่ายแลกเปลี่ยนซื้อขายผลิตภัณฑ์และสินค้าที่มีการรับรองทางกฎหมาย โดยทางเอกชน เพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดให้กับหน่วยงาน
          2. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ และส่งผลต่อการสร้างสรรค์อารยธรรมตะวันตกยุคใหม่ มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ๆ
          3. แนวคิดประชาธิปไตย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ทำให้ชาวตะวันตกมีแนวคิดประชาธิปไตย กล้าแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองอย่างมีเหตุผล
          4. วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ส่งผลให้ประชากรทั่วโลกเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุสำคัญคือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมไปถึงการปรับปรุงทางด้านสาธารณสุข ทำให้อัตราการเกิดสูงและอัตราการตายน้อยลง


คำสำคัญ
พัฒนาการของประเทศออสเตรเลีย
พัฒนาการของนิวซีแลนด์
พัฒนาการของทวีปแอฟริกา
พัฒนาการของทวีปยุโรป
พัฒนาการของทวีปอเมริกาเหนือ
พัฒนาการของทวีปอเมริกาใต้
อิทธิพลของอารยธรรมตะวันตก
เศรษฐกิจแบบทุนนิยม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แนวคิดประชาธิปไตย
วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่


แหล่งที่มาของเนื้อหา : สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช www.wpp.co.th 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมศึกษา ม. ต้น ทีเบรกอินยุโรป
1.5K views
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมศึกษา ม. ต้น ทีเบรกอินยุโรป
1.5K views
แนวข้อสอบ สังคมศึกษาฯ ชุดที่9
14.8K views
แนวข้อสอบ พระพุทธศาสนา ชุดที่2
6.2K views
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
44K views
วิชาสังคมศึกษาม.3 ชุดที่12
10.1K views
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมศึกษา ม. ต้น ทีเบรกอินยุโรป
1.5K views
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมศึกษา ม. ต้น ทีเบรกอินยุโรป
1.5K views
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง

แนวข้อสอบ สังคมศึกษาฯ ชุดที่9
14.8K views
แนวข้อสอบ พระพุทธศาสนา ชุดที่2
6.2K views
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
44K views
วิชาสังคมศึกษาม.3 ชุดที่12
10.1K views