น้ำสกัดชีวภาพ
ทีมงานทรูปลูกปัญญา
|
18 ม.ค. 65
 | 24.2K views



น้ำสกัดชีวภาพ

น้ำสกัดชีวภาพ เป็นน้ำสกัดที่ได้จากการย่อยสลายเศษวัสดุเหลือใช้จากส่วนต่าง ๆ ของพืชหรือสัตว์ โดยผ่านการบวนการหมักในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน (anaerobic condition) มีจุลินทรีย์ทำหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืชและซากสัตว์เหล่านั้นให้กลายเป็นสารละลาย รวมถึงการใช้เอนไซด์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือมีการเติมเอนไซด์เพื่อเร่งการย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเภทน้ำสกัดชีวภาพ

น้ำสกัดชีวภาพสามารถแบ่งออกตามประเภทของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากพืช
2. น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากสัตว์


1. น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากพืช

1.1 น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจาก ผัก ผลไม้ (ชมรมเกษตรธรรมชาติ, 2542)

          วิธีการ
          1. นำพืช ผัก ผลไม้ ลงผสมกับน้ำตาลในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตราน้ำตาล 1 ส่วนต่อพืช ผัก ผลไม้ 3 ส่วน คลุกให้เข้ากัน หรือถ้ามีปริมาณมากจะโรยทับสลับกันเป็นชั้น ๆ ก็ได้
          2. ใช้ของหนักวางทับบนพืชผักที่หมัก เพื่อกดไล่อากาศที่อยู่ระหว่างพืชผัก ของหนักที่ใช้ทับควรมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักพืชผัก วางทับไว้ 1 คืน ก็เอาออกได้
          3. ปิดฝาภาชนะที่หมักให้สนิท ถ้าเป็นถุงพลาสติกก็มัดปากถุงพลาสติกให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปได้เป็นการสร้างสภาพที่เหมาะสมให้แก่จุลินทรีย์หมักดองลงไปทำงาน
          4. หมักทิ้ง ไว้ 3-5 วัน จะเริ่มมีของเหลวสีน้ำตาลอ่อนถึงแก่เกิดขึ้น จากการละลายตัวของน้ำตาลและน้ำเลี้ยงจากเซลล์ของพืชผัก น้ำตาลและน้ำเลี้ยงเป็นอาหารของจุลินทรีย์ จุลินทรีย์หมักดองก็จะเพิ่มปริมาณมากมาย พร้อมกับผลิตสารอินทรีย์หลากหลายชนิด ดังกล่าวข้างต้น ของเหลวที่ได้เรียกว่า “น้ำสกัดชีวภาพ”
          5. เมื่อน้ำสกัดชีวภาพมีปริมาณมากพอประมาณ 10-14 วัน ก็ถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกบรรจุลงในภาชนะพลาสติก อย่ารีบถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกเร็วเกินไป เพราะเราต้องการให้มีปริมาณจุลินทรีย์มาก ๆ เพื่อเร่งกระบวนการหมักน้ำสกัดชีวภาพที่ถ่ายออกมาใหม่ ๆ กระบวนการหมักยังไม่สมบูรณ์จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ต้องคอยเปิดฝาภาชนะบรรจุทุกวันจนกว่าจะหมดก๊าซ
          6. ควรเก็บถังหมักและน้ำสกัดชีวภาพไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกฝนและแสงแดดจัด ๆ น้ำสกัดชีวภาพที่ผ่านการหมัดสมบูรณ์แล้ว ถ้าปิดฝาสนิทสามารถเก็บไว้ได้หลาย ๆ เดือน
          7. กากที่เหลือจากการหมัก สามารถนำไปฝังเป็นปุ๋ยบริเวณทรงพุ่มของต้นได้หรือจะคลุกกับดินหมักเอาไว้ใช้เป็นดินปลูกต้นไม้ก็ได้

        วิธีใช้

        1. ผสมน้ำสกัดชีวภาพ กับน้ำในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 500,1,000 ส่วน รดต้นไม้หรือฉีดพ่นบนใบ
        2. เริ่มฉีดพ่นเมื่อพืชเริ่มงอกก่อนเป็นโรคและแมลงจะมารบกวน และควรทำในตอนเช้าหรือหลังจากฝนตกหนัก
        3. ควรให้อย่างสม่ำเสมอ และในดินต้องมีอินทรีย์วัตถุอย่างเพียงพอ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หญ้าแห้ง ใบไม้แห้งและฟาง เป็นต้น
        4. ใช้กับพืชทุกชนิด
        5. น้ำสกัดชีวภาพเจือจางใช้แช่เมล็ดพืชก่อนนำไปเพาะ จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น และจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรงและสมบูรณ์

1.2 น้ำสกัดชีวภาพเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช (ชมรมเกษตรธรรมชาติ, 2542)

        วิธีการ
        1. นำผลไม้ซึ่งใช้ได้ทั้งผลไม้ดิบ สุก เปลือกผลไม้ ถ้าเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ทางยาสมุนไพร เช่น ผลมะม่วงหิมพานต์จะยิ่งดี หมักผสมกับน้ำตาลหมักในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตราส่วนน้ำตาล 1 ส่วน ต่อผลไม้ 3 ส่วน คลุกให้เข้ากัน หรือถ้ามีปริมาณมากจะโรยทับกันเป็นชั้น ๆ ก็ได้
        2. ปิดฝาภาชนะที่หมักให้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปได้ หมักทิ้งไว้ 3-5 วัน จะเริ่มมีของเหลวสีน้ำตาลอ่อนถึงแก่เกิดขึ้น
        3. เมื่อน้ำสกัดชีวภาพมีปริมาณมากพอ ประมาณ 10-14 วัน ก็ถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกบรรจุลงในภาชนะพลาสติก อย่ารีบถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกเร็วเกินไป เพราะเราต้องการให้มีจุลินทรีย์มาก ๆ เพื่อเร่งขบวนการหมักน้ำสกัดที่ถ่ายออกมาใหม่ กระบวนการหมักยังไม่สมบูรณ์ จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ต้องคอยเปิดฝาภาชนะบรรจุทุกวันจนกว่าจะหมดก๊าซ
        4. นำสมุนไพรร่วมกับน้ำสกัดชีวภาพ ได้แก่ ใบสะเดา ตะไคร้หอม ฟ้าทลายโจร กระเทียม พริกขี้หนู ว่านหางจระเข้ ขิงข่า และยาสูบ เป็นต้น นำมาทุบหรือตำให้แตก ใส่น้ำให้ท่วม หมักไว้ 1 คืน เพื่อสกัดเอาน้ำสมุนไพร นำไปกรองเอาแต่น้ำ

        วิธีใช้
        1. ผสมน้ำสกัดชีวภาพกับน้ำสมุนไพรและน้ำในอัตราส่วนน้ำสกัด 1 ส่วน น้ำสมุนไพร 1 ส่วน และน้ำ 200 – 500 ส่วน
        2. ฉีดพ่นต้นพืชให้เปียกทั่ว ควรเริ่มใช้หลังต้นพืชเริ่มงอก ก่อนที่โรคและแมลงจะมารบกวน
        3. ควรใช้ในตอนเช้าหรือหลังฝนตก และใช้อย่างสม่ำเสมอ

1.3 น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากขยะเปียก (บุญเทียม, 2538)

        วิธีการ
        1. นำขยะเปียก ได้แก่ เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ จำนวน 1 กิโลกรัม
        2. นำมาใส่ถั่งหมัก แล้วเอาปุ๋ยจุลินทรีย์โรยลงไป 1 กำมือ หรือประมาณเศษ 1 ส่วน 20 ของปริมาตร ของขยะ
        3. ปิดฝาให้เรียบร้อย หมักไว้ 10-14 วันจะเกิดการย่อยสลายของขยะเปียกบางส่วนกลายเป็นน้ำ
        4. กรณีที่ขยะหอมคล้ายกับกลิ่นหมักเหล้าไวน์ วิธีการดังกล่าวจุลินทรีย์จะสามารถย่อยสลายขยะเปียกได้ประมาณ 30-40 % ส่วนที่เหลือประมาณ 60-70 % จะกลายเป็นกากซึ่งก็คือปุ๋ยหมักสามารถนำไปใช้ในการเกษตรได้


2. น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตจากสัตว์

2.1 น้ำสกัดชีวภาพจากปลา

                อัตราส่วน /1 ถัง 200 ลิตร

                ปลาสด 40 กก.

                กากน้ำตาล 20 กก.

                สารเร่งผลิตปุ๋ยหมัก 200 กก. (1 ซอง)

        วิธีการ
        1. เตรียมสารเร่งผลิตปุ๋ยหมัก 1 ซอง ละลายน้ำอุ่นประมาณ 20 ลิตร คนให้เข้ากันประมาณ 15 – 30 นาที (อย่าให้น้ำนิ่ง)
        2. นำปลาสดและกากน้ำตาล ที่เตรียมไว้ใส่ถัง 200 ลิตร และนำสารเร่งทำปุ๋ยหมักที่เตรียมเสร็จแล้วใส่ในถังรวมกับปลาสด และกากน้ำตาล
        3. ใส่น้ำพอท่วมตัวปลา ( ½ ถัง ) แล้วคนให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกติ ( 30 – 35 องศา ) ไม่ปิดฝา ควรก่อนวันละ 4 – 5 ครั้ง ตลอดระยะเวลาในการหมัก
        4. ระยะเวลาในการหมักประมาณ 20 – 30 วัน ปลาจะย่อยสลายหมด เติมน้ำให้เต็มถัง และคนให้เข้ากันก่อนที่จะนำไปใช้ จะได้ปุ๋ยชีวภาพ 200 ลิตร

        อัตราการใช้          
                                 ปุ๋ยชีวภาพ                 น้ำ
    ฉีดพ่นทางใบ           1 ลิตร                     200 ลิตร
    ราดโคน                  1 ลิตร                     200 ลิตร


2.2 น้ำหมักชีวภาพจากปลา (สุริยา,2542)

        วิธีการ
        1. นำพุงปลาและเลือดปลามาทำการบดให้มีขนาดเล็ก
        2. นำไปหมักโดยใช้กรดมดเข้มข้น (formic acid) หรือกรดน้ำส้มสายชูเข้มข้น (Acetic acid) 3.5 % (โดยปกติน้ำส้มสายชูที่ขายในท้องตลาดจะมีความเข้มข้น 5 % สามารถนำใช้ผสมในสูตรได้เลย) ปริมาณที่ใช้ร้อยละ 3.5
        3. ผสมให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำตาลในปริมาณร้อยละ 20 เพื่อช่วยดับกลิ่นคาวจากเศษปลา
        4. คนให้เข้ากันและคนติดต่อกัน อย่างน้อยเป็นเวลา 7 วัน ในระยะนี้จะสังเกตเห็นว่าพุงปลาเริ่มมีการละลายออกมาเป็นสารละลายเกือบหมดแล้ว ทำการหมักต่อไปอีกเป็นเวลา 21 วัน ระหว่างนี้ทำการคนเป็นครั้งคราว การหมักปุ๋ยปลาถ้าใช้เวลานานจะได้ปุ๋ยปลาที่มีคุณภาพและกลิ่นที่ดี

        วิธีใช้
        อัตราใช้ 10 – 15 ซีซี ฉีดพ่นทางใบทุก ๆ 15 วัน หรือใช้รดโคนต้นในปริมาณ 25 – 30 ซีซีต่อต้น


2.3 น้ำสกัดชีวภาพจากหอยเชอรี่ (บุญยง ใยแสง, 2543)

        วัสดุอุปกรณ์
        1. เนื้อหอยเชอรี่ที่ไม่มีเปลือก
        2. ไข่หอยเชอรี่
        3. พืชสดอ่อน-แก่
        4. เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือก
        5. น้ำตาลโมลาส
        6. ถังหมักที่มีฝาปิด ขนาด 30 ลิตร หรือ 200 ลิตร
        7. หัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ
        8. ถังบรรจุหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ
        9. แกลลอน/ถัง บรรจุผลิตผลปุ๋ยหมักจากหอยเชอรี่
        10. กรวยกรองปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่

        วิธีการ

        วิธีที่ 1 การทำน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ทั้งตัวพร้อมเปลือก
        นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือกและน้ำจากตัวหอยเชอรี่ และนำไปผสมกับน้ำตาลโมลาส และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากัน และนำไปบรรจุในถังหมักขนาด 30 ลิตร หรือ 200 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่งปิดฝาทิ้งไว้อาจคนให้เข้ากันหากมีการแบ่งชั้น ให้สังเกตดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่ ถ้ามีกลิ่นเหม็นให้ใส่น้ำตาลโมลาสเพิ่มขึ้น และคนให้เข้ากันจนกว่าจะหายเหม็น ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะไม่เกิดแก๊ซให้เห็นบนผิวหน้าของน้ำหมักหอยเชอรี่ แต่จะเห็นความระยิบระยับอยู่ที่ผิวหน้าน้ำหมักดังกล่าว บางครั้งอาจจะพบว่ามีตัวหนอนลอยบนผิวหน้าและบริเวณข้างถังภาชนะบรรจุ ควรรอจนกว่าตัวหนอนดังกล่าวตัวใหญ่เต็มที่และตายไป ถือว่าน้ำหมักหอยเชอรี่ทั้งตัวเสร็จสิ้นขบวนการกลายเป็นน้ำหมักชีวภาพหอยเชอรี่ สามารถนำไปใช้ได้หรือนำไปพัฒนาผสมกับปุ๋ยน้ำอื่น ๆ ใช้ประโยชน์ต่อไป

        วิธีที่ 2 การทำน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่
        นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้น้ำไข่หอยเชอรี่พร้อมเปลือก แล้วนำไปผสมกับน้ำตาลโมลาสและน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

        วิธีที่ 3 การทำน้ำหมักชีวภาพจากไข่หอยเชอรี่และพืช
        นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด และนำไปผสมกับพืชส่วนที่อ่อน ๆ หรือส่วนยอดความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว หรือไม่เกิน 1 คืบ ที่หั่นหรือบดละเอียดแล้วเช่นกัน แล้วนำมาผสมกันในอัตราส่วน ไข่หอยละเอียด : น้ำตาลโมลาส : พืชส่วนอ่อนบดละเอียด และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ คือ 3:3:1 แล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

        วิธีที่ 4 นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวจำนวนเท่าใดก็ได้มาต้มในกะทะ
        พร้อมทั้งใส่เกลือแกงผสมไปด้วยในจำนวนพอเหมาะ เพื่อให้เนื้อหอยเชอรี่แยกจากเปลือกได้ง่ายขึ้น และนำเฉพาะเนื้อหอยเชอรี่มาบดให้ละเอียด ให้ได้จำนวน 3 ส่วน เพื่อผสมกับน้ำตาลโมลาสและน้ำหมักจากเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติอัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

        วิธีที่ 5 การทำน้ำหมักชีวภาพจากเนื้อหอยเชอรี่และพืชสด
        นำเนื้อหอยเชอรี่ที่ได้จากการต้มกับเกลือเหมือนวิธีที่ 4 มาบดให้ละเอียดแล้วนำไปผสมกับ น้ำตาลโมลาส และชิ้นส่วนของพืชที่อ่อนๆเหมือนอัตราส่วนเนื้อหอยเชอรี่บดละเอียด : น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ คือ 3:3:1 ผสมให้เข้ากันอย่างดี แล้วนำไปหมักเช่นเดียวกับขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1

        วิธีที่ 6 การทำน้ำหมักชีวภาพจากเนื้อหอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่ และพืชสด
        วิธีการนี้เป็นการผสมปุ๋ยหมักแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ต้องแยกวัสดุแต่ละชนิดควรใช้อัตราส่วนดังนี้ เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือก หรือเนื้อหอยเชอรี่อย่างเดียว : ไข่หอยเชอรี่ : พืชอ่อน อัตรา 3:3:5 – 6:2:3มีข้อสังเกตเพียงดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่เพียงใด หากมีกลิ่นเหม็นให้เติมน้ำตาลโมลาส และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติเพิ่มขึ้นจนกว่าจะไม่มีกลิ่น จะใช้เวลานานแค่ไหนเพียงใด ให้ดูลักษณะผิวหน้าของน้ำหมักเช่นเดียวกับการทำน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ

        อัตราการใช้
        พืชที่มีอายุน้อย ระยะการเจริญเติบโตแรก ๆ ใช้อัตรา 1:500 – 10,000 หรือจากการทดสอบเบื้องต้นพบว่าอัตราที่เหมาะสม คือ 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร สามารถใช้ได้ 7 –10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิด อายุ ช่วงการเจริญเติบโตของแต่ละพืชว่าเป็นพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ ข้าว เป็นต้น ซึ่งยังต้องการข้อมูลจากการทดสอบอีกมาก


2.4 น้ำสกัดชีวภาพจากหอยเชอรี่ (สำรวล, 2543)

        วิธีการ
        1. การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ ทำจากตาเปลือกสับปะรด ซึ่งอยู่ในระยะการเจริญเติบโตเต็มที่ และสับปะรดต้องไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาก่อนไม่น้อยกว่า 3 เดือน โดยให้เฉือนหรือปอกเปลือกสับปะรดให้ติดตาจากผลสับปะรดสุกจำนวน 3 ส่วน สับหรือบดให้ละเอียดแล้วนำไปผสมน้ำตาลโมลาสจำนวน 1 ส่วน นำทั้ง 2 ส่วน มาคลุกเคล้าให้เข้ากันเป็นอย่างดี ใส่น้ำมะพร้าว 1 ส่วน แล้วนำใส่ภาชนะปิดฝาด้วยผ้าขาวบางทิ้งไว้ 7-10 วัน ถ้ามีกลิ่นเหม็นให้ใช้น้ำตาลโมลาสเติมไปพอสมควรแล้วคนให้เข้ากันจนกลิ่นหายไป
        2. การสกัดน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่
            1. นำหอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียดจะได้เนื้อหอยพร้อมเปลือกและน้ำจากตัวหอยเชอรี่
            2. นำน้ำตาลโมลาสและน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 1 ในอัตราส่วน 3:3:1 คือ หอยเชอรี่:น้ำตาลโมลาส:น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ คนให้เข้ากัน
            3. นำไปบรรจุในถังหมักขนาด 30 ลิตร หรือ 200 ลิตร ทิ้งไว้ให้สังเกตุดูว่ามีการแบ่งชั้นหรือเปล่าถ้ามีจะต้องคนให้เข้ากัน ถ้ามีกลิ่นเหม็นให้ใส่น้ำตาลโมลาสเพิ่มขึ้นและคนให้เข้ากันจนหายเหม็น ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนไม่เกิดแก๊สให้เห็นบนผิวหน้าแต่จะเห็นความระยิบระยับอยู่ที่ผิวน้ำหมักดังกล่าว ในบางครั้งอาจจะพบว่ามีตัวหนอนลอยบนผิวหน้าหรือบริเวณข้างถังภาชนะ ควรรอจนกว่าตัวหนอนดังกล่าวตัวใหญ่เต็มที่และตายไป ถือว่าการหมักเชอรี่เสร็จสิ้นขบวนการสามารถนำไปใช้ได้

การใช้ประโยชน์จากน้ำสกัดชีวภาพ

    1. ใช้เป็นปุ๋ยโดยตรง
    น้ำสกัดชีวภาพจะประกอบด้วยสารต่าง ๆ และจุลินทรีย์อยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นก่อนนำไว้ใช้ประโยชน์จึงต้องทำให้เจือจ่างมาก ๆ อัตราส่วนน้ำสกัดต่อน้ำสะอาด คือ 1:100:500 การใช้เป็นปุ๋ยน้ำสกัดจะต้องมีความระมัดระวังมาก ถ้าเข้มข้นมากไปพืชจะชะงักการเจริญเติบโตใบจะมีสีเหลือง ถ้าใช้ในอัตราที่พอเหมาะพืชจะแสดงสภาพเขียวสด ใบเป็นมัน ด้านพืชที่ชะงักการเจริญเติบโต ตาที่พักอยู่จะขยายตัวแตกตาเป็นใบภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ดังนั้นการใช้จึงควรใช้อัตราเจือจางมากเป็นเกณฑ์ ซึ่งสามารถใส่ให้แก่ต้นไม้น้อยครั้ง เช่น 3-7 วันต่อครั้ง และเมื่อพืชเจริญงอกงามดีในเวลาต่อมาจะใช้เดือนละครั้งก็ได้ (ชมรมเกษตรธรรมชาติ, 2542)

    2. ใช้เป็นหัวเชื้อปุ๋ยอินทรีย์
    น้ำสกัดชีวภาพยังสามารถนำมาใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ โดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้ผสมคลุกเคล้า รวมกับมูลสัตว์ แกลบดำ รำละเอียด คลุมด้วยกระสอบป่านใช้เวลา 3 วัน สามารถนำไปใช้ได้
    วิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
          1. ผสมวัสดุเข้าด้วยกัน
          2. รดน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพและกากน้ำตาล (ใช้น้ำตาลทรายแดงแทนกากน้ำตาลได้)
               อัตราส่วน
               น้ำ 10 ลิตร น้ำสกัดชีวภาพ 2 ช้อนแกง
               กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง ปุ๋ยมีความชื้นจนปั้นเป็นก้อนได้เมื่อแบมือ
               กองปุ๋ย บนพื้นซีเมนต์มีความหนาประมาณ 1 คืบ คลุมด้วยกระสอบป่านทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน สามารถนำไปใช้ได้
    3. ใช้ป้องกันกำจัดแมลง โดยการผสมปุ๋ยน้ำสกัดชีวภาพ ในอัตราเจือจางฉีดพ่นโดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง ฉีดพ่น 3-4 ครั้ง แล้วปล่อยทิ้งไว้อีก 7 วัน พ่น 2-3 ครั้ง เพลี้ยแป้งจะตาย
    4. ใช้ประโยชน์ในการกำจัดน้ำเสียและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
        น้ำสกัดชีวภาพสามารถนำไปใช้ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุจากแหล่งน้ำต่าง ๆ เช่น บ่อน้ำ สระน้ำ ที่มีอินทรีย์วัตถุย่อยสลายบูดเน่า ก็สามารถใส่น้ำชีวภาพลงไปในแหล่งน้ำดังกล่าว โดยใช้น้ำสกัดชีวภาพในอัตราส่วน 1:100 1:250 หรือ 1:500 โดยคิดจากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำ เช่นปริมาณน้ำ 1,000 ส่วน เติมน้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน ส่วนระยะเวลาการย่อยสลายใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ขึ้นไป
    5. ใช้กับสัตว์เลี้ยง (ไก่ และสุกร)
        โดยใช้น้ำสกัดชีวภาพ จำนวน 250 มิลลิลิตร มาผสมกับน้ำสะอาด 20 ลิตร นำไปใช้เลี้ยงไก่หรือสุกร เพื่อทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรค โดยวิธีดังกล่าวจะมีสรรพคุณทำให้สัตว์แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรค และที่สำคัญพื้นคอกไก่ไม่มีกลิ่น แอมโมเนีย ซึ่งส่งผลให้ไก่ไม่เป็นโรค

----------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.doae.go.th/library/html/detail/warter/index.htm
ห้องสมุดความรู้ทางการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์