3,430 Views
ช่องปากของเรา คือบริเวณตั้งแต่ริมฝีปากไปจนถึงลิ้นไก่ เป็นส่วนแรกสุดในการรับอาหารเข้าสู่ร่างกาย โดยมีฟันเป็นอวัยวะสำคัญในการตัด ขบ บด และเคี้ยวอาหารให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนเข้าสู่กระบวนการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารเป็นลำดับถัดไป
ดังนั้น การดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีและมีความสมดุลจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการบดเคี้ยวอาหารที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ และการรักษาแบคทีเรียในช่องปากให้สมดุลอยู่เสมอ ก็จะช่วยสร้างแบคทีเรียดี ลดปริมาณแบคทีเรียร้าย ที่อาจเป็นต้นเหตุของปัญหาฟันผุ โรคเหงือ คราบกินปูน จนอาจทำให้มีกลิ่นปากได้
อย่างที่กล่าวไปว่า ช่องปากเป็นเหมือนประตูอีกหนึ่งบานที่ช่วยนำพาร่างกายไปสู่การมีสุขภาพที่แข็งแรง หากเราไม่ดูแลสุขภาพช่องปากให้แข็งแรง ก็อาจเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ต่อไปนี้ได้
1. โรคฟันผุ พบมากตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ เป็นสภาวะที่ฟันสูญเสียผิวเคลือบฟันและเนื้อฟัน ทำให้ผิวฟันเป็นหลุมหรือโพรง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ไปพบทันตแพทย์ หรือไม่ดูแลรักษาให้ดี อาจส่งผลต่อระบบประสาทฟัน และมีปัญหากลิ่นปากตามมาได้
2. โรคปริทันต์ เป็นโรคที่เกี่ยวกับสภาพเหงือก แบ่งตามสภาพอาการและความรุนแรงได้ 2 ประเภท คือ โรคเหงือกอักเสบ ที่เกิดเฉพาะบริเวณขอบเหงือก ขอบเหงือกจะบวมแดง และมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน กับโรคปริทันต์อักเสบ ที่ลุกลามจากเหงือกไปทำลายกระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และเคลือบรากฟัน จนทำให้มีกลิ่นปากรุนแรง ฟันยื่นยาว ฟันห่าง ฟันโยก ฯลฯ
3. โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ การที่สุขภาพช่องปากไม่ดี เป็นอีกหนึ่งปัจจัยส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ เพราะหากช่องปากทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ช่องปากไม่สะอาด หรือมีเชื้อแบคทีเรียร้ายสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก อาจส่งผลให้มีกลิ่นปาก และอาจลุกลามไปยังปอดและส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้
4. โรคหัวใจชนิดต่าง ๆ หากช่องปากเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เชื้อโรคเหล่านั้นอาจแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านกระแสเลือด ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ และอาจก่อให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มบุหัวใจอักเสบได้
นอกจากนี้ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคเบาหวาน ผู้ป่วยไตวาย ผู้ป่วยทางโลหิตวิทยา ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกัน ฯลฯ หากมีปัญหาสุขภาพในช่องปากร่วมด้วย โรคประจำตัวเหล่านั้นอาจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และรุนแรงลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงได้อีกด้วย
1. ลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรค เช่น ลดการบริโภคแป้งและน้ำตาล เพราะแป้งและน้ำตาลเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยรวมด้วย, ลดการดื่มชา กาแฟ, หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2. แปรงฟันอย่างถูกวิธี อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2-3 นาที ในตอนเช้าและก่อนนอน ด้วยแปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองเหงือก โดยต้องแปรงฟันให้ทั่วทุกซี่ ทั้งด้านนอก ด้านใน และด้านบดเคี้ยว และต้องไม่ลืมแปรงเหงือกทุกครั้งด้วย
3. ควรดูแลแปรงสีฟันให้สะอาดอยู่เสมอ และเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3-4 เดือน หรือเมื่อขนแปรงเริ่มบิดเบี้ยว บานออก ไม่เป็นทรง เพราะขนแปรงสีฟันที่ผิดรูปอาจทำอันตรายต่อเหงือกได้
4. หมั่นไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ คือ ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจสอบสุขภาพในช่องปาก
5. ใช้ไหมขัดฟันควบคู่กันไป เพราะบางครั้งอาจมีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟัน การแปรงฟันอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ การใช้ไหมขัดฟันจะช่วยครูดคราบจุลินทรีย์และเศษอาหารตามซอกฟันออกมาได้
6. เลือกใช้ยาสีฟันที่มีคุณสมบัติตรงตามปัญหาของช่องปาก เช่น หากมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน ป้องกันฟันผุ ควรเลือกยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์, หากมีปัญหาผิวฟันมีคราบบุหรี่ ชา กาแฟ ควรเลือกยาสีฟันที่ช่วยขจัดคราบสีบนฟัน และหากมีปัญหาเกี่ยวกับเหงือก ควรเลือกยาสีฟันที่มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบของเหงือก เป็นต้น
ในท้องตลาดมียาสีฟันมากมายหลากหลายสรรพคุณ สำหรับผู้มีปัญหาเหงือกและฟัน อาทิ เลือดออกตามไรฟัน เป็นแผลในปาก เหงือกอักเสบ หรือต้องการปรับสมดุลแบคทีเรียในช่องปาก และลดปัญหากลิ่นปากไม่พึงประสงค์ เรามี 3 ยาสีฟันทรงประสิทธิภาพมาแนะนำ ดังนี้
เป็นยาสีฟันที่มีสารสกัดจากถั่วเหลืองหมัก (Soybean Seed Extract Ferment Filtrate) ช่วยในการยับยั้งการเจริญโต และฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรค (Pathogen) ได้ มี 14 Botanical Extracts ซึ่งมีคุณสมบัติ Anti-septic, Anti-inflame และกระตุ้นการหลั่ง และไหลเวียนของน้ำลาย ช่วยลดปัญหากลิ่นปากตอนเช้า และแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังมี Hydrated silica เป็นซิลิก้าขนาดเล็กละเอียด ช่วยในการขัดฟัน ไม่ทำให้คอฟันสึกกร่อน และมี Sodium Fluoride ป้องกันฟันผุอีกด้วย
เป็นยาสีฟันที่มีสรรพคุณต้านและยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้ เพราะมีส่วนผสมจากฟ้าทะลายโจร ซิงค์ มาสติกออยล์ และ 14 Botanic Extracts (ยูคาลิปตัส, กานพลู, คอมมิโฟรา, เสจ, คาร์โมมายด์, ยี่หร่า, แคชชู, ชะเอม, อบเชย, โป๊ยกั๊ก, สารสกัดจากรากคลามีเลีย(Tannin), เอ็กไคนีเชีย, เมนทอล และเปปเปอร์มิ้น)
นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนที่หลอดเลือด ป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้ นอกจากนี้ยังมีไซลิทอลเป็นสารให้ความหวาน จึงไม่ก่อให้เกิดฟันผุอีกด้วย
ยาสีฟันชนิด “แปรงแห้ง” ที่มีฟลูออไรด์สูงถึง 1,500 PPM ทั้งยังมี Calcium และ Phosphate ที่เมื่อรวมตัวกับ Fluoride ion แล้วจะเกิดผลึกเคลือบฟันชนิดใหม่ ชื่อฟลูอออะพาไทต์ (Fluorapatite) ที่ถูกทำลายโดยกรดได้ยากกว่า ผลึกเคลือบฟันตามธรรมชาติ (Hydroxyapatite) และยังไม่มีสาร SLS ที่ทำให้เกิดฟอง จึงสะดวกต่อการแปรงฟันแห้ง และอ่อนโยนต่อผิว
ข้อดีของการแปรงฟันแห้ง คือ ฟลูออไรด์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะไม่ถูกน้ำชะล้างออกไป ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้มีปัญหาฟันผุ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถใช้น้ำบ้วนปากได้ คนท้อง ผู้ที่ต้องเดินทางไกล รวมไปถึงผู้ที่จัดฟัน