Home
Education
Classroom
Knowledge
Blog
TV
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา

เทคนิคการเรียนสำหรับคนสมาธิสั้น อ่านนานแค่ไหนก็ไม่ล้า

Posted By naminmin273 | 09 ม.ค. 69
31 Views

  Favorite

หลายคนพยายามตั้งใจเรียนเต็มที่ แต่กลับรู้สึกว่าอ่านหนังสือไม่ไหว นั่งเรียนไม่นานก็ล้า สมาธิหลุดง่าย ความจริงแล้ว ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความไม่เก่ง แต่เกิดจากการใช้วิธีเรียนที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสมอง โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีภาวะสมาธิสั้น บทความนี้จะพาคไปรู้จักเทคนิคเสริมการเรียนที่ช่วยให้สามารถโฟกัสการเรียนได้นานขึ้น เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น และเรียนได้นานโดยไม่รู้สึกล้า

สมาธิสั้นคืออะไร ส่งผลต่อการเรียนอย่างไร

สมาธิสั้นไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถจดจ่อได้เลย แต่หมายถึงการที่สมองถูกรบกวนได้ง่าย มีช่วงโฟกัสสั้น และต้องใช้พลังงานมากกว่าคนทั่วไปในการรักษาความสนใจไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผลกระทบที่พบบ่อยในการเรียน ได้แก่
- อ่านหนังสือได้ไม่นานก็เบื่อ
- ฟังอาจารย์แล้วหลุดโฟกัสบ่อย
- ต้องอ่านซ้ำหลายรอบแต่ยังไม่เข้าใจ
- รู้สึกเหนื่อยล้าเร็วกว่าคนอื่น
การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การฝืนตัวเองให้นั่งนิ่งนาน ๆ แต่คือการปรับวิธีเรียนให้เหมาะกับสมองของเรา

ทำไมคนสมาธิสั้นถึงอ่านนานไม่ได้ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ

หลายคนเข้าใจผิดว่าคนสมาธิสั้นขาดวินัยหรือไม่พยายาม แต่ในความเป็นจริง สมองของคนกลุ่มนี้ทำงานแบบไวต่อสิ่งเร้ามากกว่า ทำให้ต้องใช้พลังงานสูงในการโฟกัสต่อเนื่อง หากใช้วิธีเรียนแบบเดียวกับคนทั่วไป เช่น อ่านยาวหลายชั่วโมง หรือท่องจำอย่างเดียว สมองจะล้าเร็วและต่อต้านการเรียนทันที ดังนั้นหัวใจสำคัญคือ การใช้เทคนิคเสริมการเรียนที่ช่วยแบ่งภาระสมอง และทำให้การเรียนรู้เป็นมิตรขึ้น

 

เทคนิคการเรียนสำหรับคนสมาธิสั้น
เทคนิคที่ 1 แบ่งเวลาเรียนเป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อรักษาโฟกัส

สำหรับคนสมาธิสั้น การนั่งอ่านหนังสือต่อเนื่องนาน ๆ คือศัตรูตัวฉกาจเลยก็ว่าได้ ดังนั้น การใช้เทคนิคที่ได้ผลดีที่สุดคือ อ่าน 20–30 นาที แล้วพัก 5–10 นาที ทำซ้ำเป็นรอบ ๆ วิธีนี้ช่วยให้สมองรู้สึกว่า งานไม่หนักเกินไป และช่วยรักษาโฟกัสการเรียนได้ดีกว่าการฝืนอ่านยาว ๆ จนหมดแรง

 

เทคนิคที่ 2 อ่านหนังสือแบบ Active แทนการอ่านผ่านตา

การอ่านแบบไปเรื่อย ๆ มักทำให้คนสมาธิสั้นหลุดโฟกัสง่าย ควรเปลี่ยนเป็นการอ่านแบบ Active คือ อ่านแบบเชิงรุกเพื่อให้จำได้นานขึ้น เช่น ตั้งคำถามก่อนอ่าน ขีดเส้นใต้เฉพาะจุดสำคัญ เขียนโน้ตสั้น ๆ ระหว่างอ่าน เทคนิคนี้ช่วยให้สมองมีส่วนร่วมกับเนื้อหา ทำให้อ่านหนังสือเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

 

เทคนิคที่ 3 ใช้การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ระหว่างเรียน

คนสมาธิสั้นไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่งตลอดเวลา การขยับตัวเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนอิริยาบถ เดินยืดเส้นตอนพัก เขียนหรือวาดระหว่างเรียน จะช่วยให้สมองตื่นตัว และลดความล้าได้ดี โดยไม่ทำให้การเรียนสะดุดเลย

 

เทคนิคที่ 4 ใช้สื่อหลายรูปแบบแทนการอ่านอย่างเดียว

สำหรับคนสมาธิสั้น การเรียนจากหนังสืออย่างเดียวเป็นเวลานานอาจทำให้สมองเหนื่อยและหลุดโฟกัสได้ง่าย เพราะสมองต้องใช้พลังงานสูงในการประมวลผลตัวอักษรต่อเนื่อง การใช้สื่อการเรียนรู้หลายรูปแบบ จึงเป็นหนึ่งในเทคนิคเสริมการเรียน ที่ช่วยลดความล้าและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนได้อย่างชัดเจน ลองสลับใช้สื่อการเรียนในหลายรูปแบบ เพื่อช่วยกระตุ้นสมอง เช่น
- วิดีโอการสอน
เหมาะสำหรับทำความเข้าใจภาพรวม แนวคิด หรือกระบวนการที่ซับซ้อน ภาพและเสียงช่วยลดภาระการจินตนาการ ทำให้เข้าใจง่ายตั้งแต่ครั้งแรก
- Infographic หรือแผนภาพ
ช่วยสรุปข้อมูลจำนวนมากให้อยู่ในรูปแบบที่เห็นภาพรวมได้ทันที เหมาะมากสำหรับการทบทวนหรือเชื่อมโยงเนื้อหา
- Podcast หรือเสียงบรรยาย
เหมาะกับช่วงพักสมอง เช่น ระหว่างเดินทาง หรือทำกิจกรรมเบา ๆ ช่วยให้เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องจ้องตัวอักษรตลอดเวลา
- การจดสรุปด้วยสีหรือภาพ
การใช้สี สัญลักษณ์ หรือรูปเล็ก ๆ จะช่วยกระตุ้นสมองด้านความจำและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ข้อมูลติดอยู่ในหัวได้ง่ายขึ้น

 

เทคนิคที่ 5 ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละรอบการเรียน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนสมาธิสั้นรู้สึกว่า อ่านหนังสือไม่ไหว ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเรียน คือการตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เกินไป เช่น ต้องอ่านให้จบทั้งบทวันนี้ หรือต้องจำทั้งหมดให้ได้ เป้าหมายลักษณะนี้ทำให้สมองรู้สึกหนัก ท้อ และหลีกเลี่ยงการเริ่มต้นโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ได้ผลจริง แทนที่จะตั้งเป้าว่า “วันนี้ต้องอ่านให้จบทั้งบท” ให้เปลี่ยนเป็น
- วันนี้จะอ่านและเข้าใจ 3–5 หน้า
- วันนี้จะสรุปหัวข้อเดียวให้เข้าใจ
- วันนี้จะตอบคำถามท้ายบทได้ 2 ข้อ
เป้าหมายลักษณะนี้ชัดเจน วัดผลได้ และทำสำเร็จได้ในเวลาไม่นาน เหมาะมากกับการแบ่งเป็นรอบการเรียนสั้น ๆ

 

การมีภาวะสมาธิสั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณเรียนไม่เก่ง แต่หมายความว่าคุณต้องใช้เทคนิคเสริมการเรียนที่ต่างออกไป เมื่อปรับวิธีเรียนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของตัวเอง ก็จะสามารถโฟกัสการเรียน ได้นานขึ้น เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น และเรียนได้นานโดยไม่ล้าอีกต่อไป จำไว้ว่าการเรียนที่ดีไม่ใช่การฝืนตัวเอง แต่คือการเรียนอย่างเข้าใจตัวเองต่างหาก

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป
Tags
  • Posted By
  • naminmin273
  • 0 Followers
  • Follow