815 Viewsแบบบันทึกองค์ความรู้รายบุคคล
ชื่อองค์ความรู้ Job to be done ในแบบของฉัน
ชื่อเจ้าของความรู้ นางสาวมลฤดี อุปไชย
ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ
เบอร์โทรศัพท์
สังกัด ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชมชนสระบุรี
หมวดองค์ความรู้ที่บ่งชี้ เทคนิคการการเสริมสร้างองค์กรให้มีสมรรถนะสูง
ในวันที่18-25 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนชลบุรี นั้น ดิฉันได้รับความรู้เรื่อง ทฤษฎี Job to be done จากการที่ได้ไปศึกษาดูงาน บริษัท SCG โดยผู้บริหารของ SCG คุณศานิตย์ ภู่บุพผา ท่านให้ดูภาพนี้แล้ว
ให้คิดตามว่าเมื่อเห็นภาพนี้คุณคิดว่าลูกค้าต้องการอะไรคนส่วนมากก็จะตอบว่ารู โดยคุณศานิตย์ ก็ได้ตั้งคำถามต่อว่าถ้าพวกคุณคิดว่าลูกค้าต้องการรูมีวิธีไหนบ้างที่จะสร้างรูนอกจากใช้สว่านเจาะ ก็มีหลากหลายคำตอบเช่น ใช้ปืนยิง ใช้ฆ้อนทุบ ใช้ตะปูตอก เป็นต้น ทุกคำตอบไม่มีผิดถูก แต่คุณศานิตย์ได้ชี้ให้เห็นว่าก่อนที่เราจะเจาะรูเราควรสอบถามลูกค้าก่อนว่าจะเจาะรูเพื่ออะไรเพราะเราต้องค้นหาสาเหตุที่แท้จริงในการที่จะเจาะรู ลูกค้าอาจแค่อยากเจาะรูเพื่อแขวนภาพ ซึ่งในการแขวนภาพนั้นมีหลากหลายวิธีที่ไม่จำเป็นต้องเจาะรู ถ้าเรารู้ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าเราจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงประเด็น จากการได้ฟังทฤษฏี Job to be done นี้ดิฉันก็ได้ชื่นชอบแนวคิดนี้เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ในการทำงาน ดิฉันก็ได้มาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมว่าทฤษฏีนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเราอย่างไรได้บ้าง จากที่ได้ศึกษาเพิ่มเติมนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของทฤษฏี Jobs-to-be-done คือClayton Christensen นักวิชาการชื่อดังจาก Harvard Business School เป็นผู้บุกเบิกขึ้นมา หลักการของเจ้า Jobs-to-be-done นั้นง่ายๆ ค่ะ นั้นคือ เวลาเราซื้อสินค้า หรือ บริการ เราไม่ได้ต้องการตัวสินค้าหรือบริการนั้นหรอกค่ะ แต่เราต้องการที่จะนำสินค้าหรือบริการเพื่อไปทำงานบางอย่างให้สำเร็จ เปรียบเสมือนการ “เช่า” สินค้าหรือบริการ เพื่อไปทำงานบางอย่างให้เรา ยกตัวอย่างเช่น ดิฉันซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมาใช้งานนั้น ไม่ใช่เพราะดิฉันต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เป็นเพราะดิฉันต้องการนำเครื่องดังกล่าวมาทำงานบางอย่างให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์บทความ การเตรียมการฝึกอบรม หรือ การหาความรู้ ความบันเทิงผ่านทางสื่อต่างๆ หรือ ดิฉันเคยถามเพื่อนสนิทที่นิยมดื่มแต่กาแฟ Starbucks ว่าจริงๆ แล้วชอบซื้อหรือดื่มกาแฟยี่ห้อดังกล่าวเพราะอะไร? เพื่อนก็ตอบตรงๆ ว่านอกเหนือจากติดกาแฟแล้ว สาเหตุที่เป็นกาแฟ Starbucks ก็เพราะทำให้มือมีสิ่งที่ถือ จับ หรือ ยกไปยกมาได้ และสิ่งดังกล่าวก็ดูดีด้วย จริงๆ แล้วจะดื่มกาแฟยี่ห้ออื่นเพื่อแก้อาการติดคาเฟอีนก็ได้ แต่สาเหตุที่เลือก Starbucks ก็เนื่องจากภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้เลือกซื้อดูดีไปด้วย (Jobs-to-be-done คือเสริมสร้างภาพลักษณ์) กล่าวโดยสรุปได้ว่าทฤษฏี Jobs-to-be-done นั้น ดิฉันก็ได้นำแนวคิดมาปรับใช้ในการทำงานคือ การเป็นวิทยากรอย่างไรให้ตรงต่อความต้องการของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งทฤษฏีนี้ทำให้ดิฉันคิดต่างมองต่างจากแนวคิดเดิมๆ ไม่มองแค่มุมเดียวแต่เราต้องหาความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายที่มาฝึกอบรม รวมทั้งคิดหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้า และดิฉันได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในการทำโครงการฝึกอาชีพระยะสั้น โดยคิดเรื่องการฝึกอาชีพที่จะตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มาฝึกอบรมโครงการนี้ฯ
วิธีการ/ขั้นตอนการจัดการความรู้ (อธิบายพอสังเขป)
นำแนวคิดทฤษฏี Jobs-to-be-done มาประยุกต์ใช้ในการทำโครงการฝึกอบรมโดยถ้าดิฉันได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากร รับผิดชอบบรรยายวิชาใด จากเมื่อก่อนดิฉันจะมองแค่แผนการสอนที่ได้รับมอบหมายมาก็จะบรรยายตามแผนการสอน แต่เมื่อได้นำแนวคิด Jobs-to-be-done มาใช้ดิฉันก็มองต่างจากเดิมคือจะมองกลุ่มเป้าหมายเป็นหลักว่าเขามีความต้องการด้านไหนบ้างที่จะเสริมเพิ่มเติมให้ได้นอกจากรายละเอียดในแผนการสอน และทฤษฏีฯนี้สอนให้ดิฉันทราบถึงความสำคัญในการวิเคราะห์หาความต้องการของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ทำให้แก้ไขปัญหาการฝึกอบรมที่น่าเบื่อและเป็นวิชาการที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่สนใจ ไม่ตั้งใจ เพราะเนื่องจากไม่ตรงต่อความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย Jobs-to-be-done ในแบบของฉัน คือดิฉันไม่ได้มองแค่ว่างานที่ต้องทำ มีอะไรบ้างแต่ดิฉันมองลึกไปถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้เข้ารับการฝึกอบรมว่าต้องการอะไร ฟังบรรยายวิชาที่ดิฉันบรรยายแล้วตอบสนองความต้องการได้หรือไม่
ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการความรู้
6.1 เทคนิคและแนวทางในการทำงาน
ทฤษฏี Jobs-to-be-done นี้สามารถนำมาเป็นเทคนิคและแนวทางการทำงานได้ดังนี้
- นำทฤษฏีนี้มาใช้หาความต้องการที่แท้จริง และความพึ่งพอใจของกลุ่มเป้าหมาย ที่มาฝึกอบรมที่
ศพช.สระบุรี เพื่อให้ศพช.สระบุรีเป็นเลิศด้านการฝึกอบรมและพัฒนาหลักสูตรร่วมทั้งการบริการที่ ประดับใจอยากกลับมาฝึกอบรมในหลักสูตรอื่นๆต่อไป
6.2 ข้อพึงระวัง/ข้อแนะนำ (ถ้ามี)
-
6.3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
เผ่ยแพร่แนวคิดให้บุคลากรใน ศพช.ทราบ และนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้กับงานที่ตนเองรับผิดชอบ
6.4 ปัญหาและวิธีการแก้ไข
จากประสบการณ์ทำงานที่ ศพช.สระบุรี เป็นระยะเวลา 3 ปี จะเห็นปัญหาในการฝึกอบรมคือหลักสูตรไม่ตรงต่อความต้องการ อบรมแล้วไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ดิฉันจึงใช้แนวคิด Jobs-to-be-done ในแบบของฉัน มาปรับใช้แก้ไขปัญหาคือ เราไม่สามารถแก้ไขหลักสูตรได้เนื่องจากเบื้องบน นโยบายต่างๆแต่เราสามารถหาความต้องการกลุ่มเป้าหมายได้เพราะเราจะทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นว่ากลุ่มเป้าหมายคือใครและนำข้อมูลนี้มาวิเคราะห์หาความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย โดยให้วิชาที่จะบรรยายครอบคลุมกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายโดยไม่ทิ้งแผนการสอน
6.5 ผลลัพธ์จากการแก้ปัญหาและการพัฒนาเรื่องนั้น
สร้างงานที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ เป็นศูนย์ฝึกอบรมที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน
ภาพประกอบกิจกรรม
แบบสรุปองค์ความรู้
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี
ชื่อเจ้าขององค์ความรู้ : นางสาวณัฏฐ์ชุดา สุวรรณศร
ชื่อองค์ความรู้ : ส่งเสริมอาชีพและรายได้แก่ครัวเรือนสัมมาชีพ
หมวดองค์ความรู้ : เทคนิคการพัฒนาอาชีพครัวเรือนตามแนวทางสัมมาชีพ
|
ที่ |
ประเด็น |
อธิบายกระบวนงาน (โดยย่อ) |
|
๑ |
วิธีการ/ขั้นตอนการจัดการความรู้ |
๑. การประชุมทำความเข้าใจกับสมาชิกครัวเรือนสัมมาชีพ 2. สาธิต/ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำข้าวแตนน้ำแตงโม ๓. คัดเลือกคณะกรรมการกลุ่มอาชีพในการบริหารจัดการ ๔. การหาแหล่งทุน การเพิ่มช่องทางการตลาด ๕. ออกแบบผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์ (Package) ๖. ส่งเสริมการขึ้นทะเบียน (OTOP) ๗. การติดตามผล |
|
๒ |
สถานที่ดำเนินการ |
บ้านโปร่งสวอง หมู่ที่ ๑ ตำบลห้วยขุนราม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี |
|
๓ |
วันเวลาที่ดำเนินการ |
ม.ค. ๖๑ – พ.ค.๖๑ |
|
๔ |
เทคนิคและแนวทางในการทำงาน |
๑. ศึกษาชุมชน หาบริบทความน่าจะเป็นของชุมชน ของกลุ่ม/องค์กรต่างๆ ในชุมชน ๒. ร่วมพูดคุยกับครัวเรือนสัมมาชีพ ที่มีความสนใจในการฝึกอาชีพ ๓. ให้กลุ่มเป้าหมายพาไปทำกิจกรรมที่ได้พัฒนาพร้อมให้กำลังใจ ๔. การให้คำปรึกษา หาความรู้ต่อยอดมูลค่าเพิ่มเติม ๕. ติดตาม เยี่ยมเยียน อย่างต่อเนื่อง |
|
๕ |
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ |
๑. แนะนำกลุ่มให้มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ๒. สนับสนุนส่งเสริมให้กลุ่มขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่น อย., ฮาลาล, Primary GMP เป็นต้น ๓. ส่งเสริมให้กลุ่มนำผลิตภัณฑ์ ขึ้นทะเบียน OTOP |
|
๖ |
ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา |
๑. ไม่ได้เกิดจากความสนใจที่จะรวมเป็นกลุ่มอาชีพในช่วงแรกเริ่ม ๒. ขาดความรู้ ทักษะในการจัดตั้งกลุ่ม การบริหารจัดการ การหาแหล่งเงินทุน การหาตลาดเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้ผลิตขึ้น ๓. ทำความเข้าใจและชี้แจงในการบริหารจัดการกลุ่ม ตลอดจนพาไปศึกษาดูงานจากกลุ่มที่ผลิตอยู่จริงเพื่อให้เกิดภาพและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้น |
|
๗ |
ผลลัพธ์จากการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเรื่องนั้น |
๑. ครัวเรือนสัมมาชีพชุมชนเกิดการรวมกลุ่มอาชีพเพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่าย ๒. สร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือนมากขึ้น ๓. ลดปัญหาการว่างงานในพื้นที่ |
|
๘ |
สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานที่อื่นๆ อย่างไร |
๑. ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ/พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ๒. ส่งเสริมการขึ้นทะเบียน OTOP/ขอมาตรฐานรับรองผลิตภัณฑ์ |
ภาพประกอบกิจกรรมส่งเสริมสมาชิกครัวเรือนสัมมาชีพชุมชน