Home
Education
Classroom
Knowledge
Blog
TV
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา

จากดินปืนสู่ดอกไม้ไฟ

Posted By Plook Creator | 06 ธ.ค. 61
834 Views

  Favorite

จะด้วยความบังเอิญ หรือความตั้งใจก็สุดแล้วแต่ ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า มันเริ่มต้นขึ้นจากการผสมปนเปของหลายสิ่ง และถูกใช้เพื่อการทำลายล้าง สิ่งที่กำลังพูดถึงนี้ก็คือ ดินปืน (Gun powder)


ดินปืน (Gun powder หรือ black powder) คือ ผงละเอียดสีดำที่ติดไฟได้ พวกมันถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสิ่งประดิษฐ์หลากหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับไฟ และการระเบิด สารไวไฟอย่างยิ่งยวดชนิดนี้เริ่มต้นการเดินทางจากประเทศจีน โดยเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์สำคัญจากโลกตะวันออกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน พอ ๆ กับไหม กระดาษ เข็มทิศ ตัวอักษรจีน และภาษา

ภาพ : Shutterstock

 

ดินปืนบ่งบอกคุณสมบัติและหน้าตาของมันได้อย่างตรงจุด มันเป็นสารไวไฟอย่างยิ่งยวด ซึ่งเมื่อติดไฟแล้วจะเผาไหม้อย่างรุนแรง รวดเร็ว และปล่อยแก๊สออกมา การปะทุและระเบิดออกของมันทำให้มันถูกใช้ในการสร้างอาวุธ และศิลปะบนท้องฟ้าอย่างพลุและดอกไม้ไฟ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า ชาวจีนรู้จักและใช้งานมันมากว่า 2,000 ปีมาแล้ว โดยการผสมผงถ่าน ดินประสิว และกำมะถันเข้าด้วยกัน

 

มีการเรียนรู้ที่จะใช้งานดินปืนในหลายด้าน ทั้งการทำ​ประทัด (Fire cracker) เพื่อใช้ไหว้เจ้าและเฉลิมฉลอง และต่อยอดไปใช้ในการสงครามและการทหาร อันนำไปสู่การบรรจุในหีบห่อที่ใหญ่ขึ้นเพื่อใช้เป็นระเบิด บ้างก็ผูกติดกับธนูเพื่อที่ว่า เมื่อยิงไปถึงเป้าหมายทำให้เกิดระเบิดและเพลิงไหม้ ซึ่งเป็นอาวุธที่น่ากลัวอันดับต้น ๆ ของยุคสมัย เรียกได้ว่ายุค 2,000 ปีก่อน เราก็เริ่มมีจรวดใช้ในการสงครามกันแล้วในแผ่นดินจีน

ภาพ : Pixabay


ชาวตะวันตกเริ่มรู้จักและใช้งานมันตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แต่การใช้งานก็ยังคงเป็นในทางทหารเท่านั้น จนกระทั่งมีการริเริ่มใช้ระเบิดนี้ในการสร้างแสงและสีในรูปแบบของดอกไม้ไฟ การพัฒนาต่อยอดของดอกไม้ไฟ (Firework) ก้าวหน้าอย่างมากในฝั่งตะวันตก ชาวอิตาเลียนได้ผสมดินปืนเข้ากับเกร็ดโลหะ ซึ่งเมื่อระเบิดแล้วจะให้แสงและสีที่แตกต่างออกไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของงานศิลปะบนฟ้ายามค่ำคืน  

 

เทคนิคต่าง ๆ ได้ถูกคิดค้นและเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้การระเบิดเกิดขึ้นเมื่อดอกไม้ไฟลอยพุ่งขึ้นไปบนจุดสูงสุด ระเบิดออกและเผาไหม้ช้า ๆ และลอยบนอากาศให้นานที่สุด รวมถึงสีสันที่แตกต่างออกไป จนทำให้เกิดดอกไม้ไฟอย่างเช่นที่มีในปัจจุบัน


ศิลปะบนฟากฟ้านี้ประกอบไปด้วยส่วนประกอบสองส่วนหลัก คือ เชื้อเพลิง และสารให้แสงสี เชื้อเพลิงก็เหมือนกับที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น คือ มีส่วนประกอบหลักเป็นดินปืน แต่จากเทคโนโลยีและการพัฒนามาหลายสิบหลายร้อยปี ทำให้เราสามารถปรับปรุงสัดส่วนของดินประสิว ผงถ่าน และผงกำมะถัน ให้สามารถสร้างพลังงานในการขับเคลื่อนที่คงที่ สารเคมีอื่นอาจถูกใส่เข้ามาแทนที่ดินประสิว เพื่อให้ได้ออกซิเจนที่มากกว่า คงที่กว่า ให้ดอกไม้ไฟสามารถขับเคลื่อนขึ้นไปบนฟ้าได้เร็วและสูงขึ้นไปอีก

 

ส่วนสารให้แสงสีที่สวยงามซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ของธาตุหรือสารประกอบโลหะ สารประกอบที่มีโลหะต่างชนิดกันให้แสงและสีที่แตกต่างกัน เช่น แมกนีเซียมเมื่อเผาไหม้แล้วจะให้แสงสีขาวหรือสีเงิน เหมือนกับการสร้างแสงแฟลชสำหรับการถ่ายภาพในยุคแรก ที่ใช้สารประกอบหรือลวดแมกนีเซียมเช่นกัน แสงสีเขียวมักได้จากแบเรียมไนเตรต สีส้มจากสารประกอบที่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น

ภาพ : Pixabay

 

การผลิตดอกไม้ไฟเพื่อใช้ในปัจจุบันนี้ยังคงใช้มือเป็นส่วนใหญ่เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเครื่องจักรที่เป็นโลหะอาจทำให้เกิดประกายไฟ ความร้อน ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทั้งหมดได้ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าดอกไม้ไฟเป็นแค่การระเบิดของแสงบนท้องฟ้า แต่แท้จริงแล้วการระเบิดเกิดขึ้นสองครั้งใหญ่ในดอกไม้ไฟแต่ละลูก ครั้งแรกคือ เมื่อส่งหีบห่อของโลหะและสารประกอบต่าง ๆ จากพื้นดินขึ้นไปบนฟ้า และครั้งที่สองเมื่อดอกไม้ไฟขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของมัน และระเบิดออกพร้อมกับปล่อยสารประกอบภายในกระจายไปทั่วฟ้าพร้อมกับการลุกไหม้ ส่วนประกอบของดอกไม้ไฟจึงเป็นเหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการชั่งตวงวัดอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้สารประกอบที่มีออกซิเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มากรวมตัวอยู่ด้วยกันด้วยปริมาณที่พอเหมาะ และเมื่อพบกับการจุดระเบิดในจังหวะที่เหมาะสมจึงการเป็นศิลปะที่ได้รับการออกแบบและคำนวณทางวิทยาศาสตร์อย่างสวยงาม

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
- ทำไมพลุถึงมีสีต่าง ๆ กัน
- สีของเปลวไฟที่เกิดจากไอออนของโลหะ
 

 

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป
Tags
  • Posted By
  • Plook Creator
  • 0 Followers
  • Follow