Home
Education
Classroom
Knowledge
Blog
TV
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา

ขวดแก้วจากขยะ

Posted By Plook Creator | 29 ม.ค. 61
3,720 Views

  Favorite

แก้วเป็นหนึ่งในวัสดุที่ถูกคิดค้นขึ้นและถูกใช้งานมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก มันมีประโยชน์ อีกทั้งยังนำมารีไซเคิลได้ โดยใช้วัตถุดิบตั้งต้นน้อยกว่า ใช้พลังงานในการผลิตน้อยกว่า นั่นทำให้มันเป็นที่นิยมมากกว่าวัสดุอื่น ๆ แก้วที่ทำแตกในวันนี้อาจจะเป็นแก้วเดียวกันกับที่ถูกเป่าขึ้นเมื่อ 300 ปีก่อนก็ได้ เพราะว่ามันสามารถนำมารีไซเคิลได้อย่างง่ายดายและประหยัดกว่ามาก

ภาพ : Pixabay

 

ขวดน้ำอัดลมที่เราเห็นหรือแม้แต่แก้วน้ำที่ใช้ที่บ้านเองก็อาจจะมาจากเม็ดทรายบนชายหาดเดียวกัน ที่ถูกทำซ้ำ หลอมแล้วหลอมอีกหลายสิบหลายร้อยรอบตลอดช่วงชีวิตของมัน แม้ว่าเริ่มต้นแล้วจะมาจากเม็ดทรายที่เรารู้จักจากชายหาด แต่แก้วและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซิลิกอนที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ล้วนมาจากโรงงานรีไซเคิล ซึ่งแต่ละโรงงานได้ทำการรีไซเคิลและผลิตผลิตภัณฑ์จากแก้วออกมาหลายหมื่นตันในแต่ละปี

ภาพ : Pixabay

 

แก้วในปัจจุบันนี้เริ่มต้นจากถังขยะ แก้วถูกคัดแยกออกมาจากขยะชนิดอื่น ๆ รวมถึงขยะที่สามารถรีไซเคิลได้อื่น ๆ ก็ถูกคัดแยกออกมาเช่นกัน เพราะกรรมวิธีในการรีไซเคิลแตกต่างกันออกไป แก้วหลากสีบ้างอยู่ในสภาพดี บ้างก็แตกหักเป็นเศษเล็ก ๆ ถูกใส่รวมกันในถังรีไซเคิล พวกมันจะถูกคนเก็บขยะคัดแยกออกจากขยะอย่างอื่น และถูกจัดส่งไปยังหน่วยคัดแยกของโรงงานรีไซเคิลหรือบริเวณที่ทิ้งขยะส่วนกลางในแต่ละพื้นที่เพื่อตรวจซ้ำให้แน่ใจว่าไม่มีขยะอื่นปะปน ขยะที่พร้อมจะนำไปผลิตซ้ำเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังโรงงานรีไซเคิลแก้วโดยเฉพาะ

ภาพ : Pixabay

 

ในขั้นแรกเครื่องหรือคนงานจะตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อนำส่วนที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ รวมถึงส่วนที่ไม่ใช่แก้วออกไปจากระบบ เช่น ฝาจีบของขวดน้ำอัดลมซึ่งเป็นโลหะ หรือเศษขยะอื่น ๆ ที่อาจติดมา หลังจากนั้นจะถูกนำไปบดละเอียดเพื่อเตรียมตัวหลอมและเกิดใหม่อีกครั้ง

 

แก้วที่ถูกบดเหล่านี้เรียกว่า Cullet ส่วนใหญ่แล้วจะถูกคัดแยกสีออกไปเพื่อให้ง่ายต่อการหลอมเหลว แก้วใสจึงมีราคามากกว่าแก้วขุ่นสีต่าง ๆ แก้วที่ถูกบดแล้วจะถูกผสมในเครื่องผสมก่อนนำไปหลอม โดยมีส่วนผสมสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่
1. ทราย ซึ่งเป็นส่วนประกอบตั้งต้นของแก้วทุกชิ้น
2. หินปูน ซึ่งช่วยให้แก้วมีความทนทานและเงางาม
3. โซเดียมคาร์บอเนตหรือโซดาแอช เพื่อลดจุดหลอมเหลวให้ต่ำลง ทำให้ใช้พลังงานในการหลอมน้อยลง

ภาพ : Pixabay

 

เมื่อทราย หินปูน และโซดาแอช ผสมกันด้วยอัตราส่วนที่พอเหมาะได้ที่แล้ว มันก็จะถูกนำไปผสมกับ Cullet และเตรียมเข้าสู่การหลอมต่อไป เครื่องหลอมหรือที่เรียกว่า Melter จะให้ความร้อนกับส่วนผสมทั้งหมด ซึ่งโซดาแอชเข้ามาช่วยทำให้จุดหลอมเหลวลดลง จากซิลิกาบริสุทธิ์ที่มีจุดหลอมเหลว 3632 องศาฟาเรนไฮต์ (2000 องศาเซลเซียส) มาเป็นที่อุณหภูมิ 2800 องศาฟาเรนไฮต์ (ประมาณ 1538 องศาเซลเซียส) ซึ่งคุณไม่มีทางจ้องมันด้วยตาเปล่าอย่างปลอดภัยได้

 

แก้วหลอมเหลวจะถูกส่งไปยังเครื่องถัดไปเพื่อขึ้นรูปเป็นขวดหรือแก้วน้ำ รูปทรงต่าง ๆ ทำให้เย็นลงจนแข็งตัวสมบูรณ์ ก่อนจะนำไปเคลือบด้วยน้ำยาพิเศษ เพื่อให้มันทนต่อการขูดขีดและไม่เปราะแตกหักง่าย โดยปกติแล้วโรงงานรีไซเคิลจะเปลี่ยนแก้วจากถังขยะของคุณเป็นขวดเบียร์หรือขวดน้ำอัดลมหลากสี ซึ่งผลิตออกมาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน จากนั้นจะถูกส่งไปยังลูกค้าที่สั่งจองขวดแก้วเหล่านี้เพื่อใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ วงจรของขวดแก้วเหล่านี้มีอายุประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะกลับมาเยี่ยมบ้านรีไซเคิลของมันอีกครั้ง  

ภาพ : Pixabay

 

การเดินทางกลับมาของพวกมันในแต่ละครั้งเป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด และความสามารถของมนุษย์ซึ่งสามารถร่วมด้วยช่วยกันประหยัดได้โดยการเลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้ง่ายและประหยัดพลังงานกว่าอย่างแก้ว รวมถึงการเรียนรู้ที่จะคัดแยกขยะและจัดส่งวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลใหม่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แทนที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองเหมือนในอดีต

 

 

ภาพปก : Shutterstock

 

 

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป
Tags
  • Posted By
  • Plook Creator
  • 0 Followers
  • Follow