Home
Education
Classroom
Knowledge
Blog
TV
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา

เมื่อหมอกกลายเป็นพิษ

Posted By Plook Creator | 14 ต.ค. 60
2,387 Views

  Favorite

เนื้อเพลงหมอกหรือควัน ร้องไว้ว่า

"หมอกจะงดงามและทำให้เยือกเย็น
แสนจะเย็นสบายเมื่อยามเช้า
ถ้าเป็นควันไฟ ถึงจะบางเบา
 หากเข้าในตาเรา ก็คงจะทำให้เสียน้ำตา"

 

เมื่อฟังบ่อย ๆ ก็ทำให้เชื่อไปเองได้ว่า ควันนั้นมีพิษ ขณะที่หมอกนั้นปลอดภัย แต่มีข้อมูลเชิงลึกในทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้มากกว่านั้น แม้ว่าดูผิวเผินแล้วหมอกและควันอาจจะคล้ายกัน คือมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนลอยอยู่ในอากาศในระดับต่ำที่เราสามารถสัมผัสได้ แต่มันมีความต่างกันอย่างมากทั้งในแง่ของน้ำหนัก ส่วนประกอบ และคุณสมบัติ

 

ควันหรือ smoke เป็นคอลลอยด์ (สารผสมที่ดูเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน) ประเภทหนึ่งที่ลอยอยู่ในอากาศ เกิดจากอนุภาคที่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ อาจจะเป็นของแข็ง ของเหลว หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่าง รวมถึงก๊าซด้วย โดยอนุภาคมีขนาดเล็กแต่ยังมองเห็นได้  ซึ่งปกติแล้วหากพูดถึงควันไฟ เราก็จะนึกถึงควันไฟที่เกิดจากการเผาไหม้

 

ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ หมายถึงก๊าซออกซิเจนไม่เพียงพอในการเผาไหม้ จะทำให้มีสารอื่น ๆ ตกค้างเกิดเป็นควันล่องลอยออกมา เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นไปตามสมการเคมี ดังนี้
C3H8 + 4O2 ======> 4H2O + CO2 + 2CO

ในขณะที่การเผาไหม้ที่สมบูรณ์จะทำให้เกิดเพียงน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น ดังสมการต่อไปนี้
C3H8 + 5O2 ======> CO2 + 4H2O

ภาพ : Pixabay

 

แม้ว่าเราจะมองเห็นควัน แต่เป็นเพราะอนุภาคทั้งหมดอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หากมันมีการเจือจางของอากาศมากขึ้นหรือถูกลมพัด ควันก็จะกระจายตัวและมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อนุภาคที่ก่อให้เกิดควันมักเป็นพิษต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนประกอบที่หลงเหลือจากการเผาไหม้ การสูดหายใจเอาควันเข้าสู่ร่างกายเป็นสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของเหยื่อที่ติดอยู่ในเหตุเพลิงไหม้ถึงกว่า 75% เมื่อเทียบกับการเสียชีวิตเนื่องจากไฟคลอก นอกจากนั้นควันยังอาจจะทำให้เกิดการอุดตันในถุงลมในปอดได้อีกด้วย


ส่วนหมอกหรือ Fog เกิดจากละอองน้ำขนาดเล็ก หรืออาจจะเป็นของเหลวที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศระดับต่ำจนถึงพื้นผิวดิน มันมีความละเอียดกว่าฝนจึงทำให้มันชื้นแต่ไม่รวมตัวเป็นหยดน้ำและตกลงมาเป็นฝน นอกจากความเปียกชื้นซึ่งอาจจะสัมผัสได้จากหมอก มันยังบดบังทัศนวิสัย ทำให้มองเห็นได้ยากโดยเฉพาะการคมนาคมต่าง ๆ โดยปกติแล้วหมอกเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากความชื้นที่ลอยขึ้นจากผิวดินขึ้นไปปะทะกับความเย็น เรามักจะเห็นหมอกบริเวณป่าฝน ป่าดิบชื้น หรือเทือกเขาสูง แต่ในปัจจุบันนี้เรายังสามารถพบเห็นหมอกได้ในเขตอุตสาหกรรม มันไม่ใช่หมอกที่เกิดขึ้นจากน้ำและความเย็น แต่เป็นมลพิษที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานต่าง ๆ เราสามารถจัดหมวดหมู่ของหมอกจากความชื้นสัมพันธ์ของอากาศ โดยหมอกแต่ละชนิดมีความชื้นต่างกันและเกิดจากกระบวนการที่ต่างกัน แต่สิ่งที่เราควรระวังจากหมอกอาจจะไม่ใช่เพียงการบดบังทัศนวิสัยหรือความชื้นซึ่งอาจจะเกาะกับร่างกาย สิ่งของ หรือสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นสิ่งที่เจือปนอยู่ในอนุภาคน้ำในหมอกนั้น

ภาพ : Pixabay

 

สถานที่ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องหมอกที่สุดในโลกเห็นจะเป็นเกาะขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศที่มีชื่อเสียงและอำนาจประเทศหนึ่ง มันคือเกาะอังกฤษ เมืองลอนดอนซึ่งเป็นเมืองหลวงนั้นปกคลุมไปด้วยเมฆ หมอก และฝน เกือบทั้งปีไม่ว่าจะอยู่ในฤดูใดก็ตามเนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ และเมื่อความเจริญเกิดขึ้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมเองก็ทำให้หมอกที่ปกคลุมลอนดอนเองไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

 

หมอก (fog) รวมกับควัน (smoke) กลายเป็น smog ศัพท์บัญญัติใหม่ที่เรียกหมอกพิษนี้ มันถูกเรียกครั้งแรกเริ่มในช่วงปี 1900 เมื่อหมอกและควันรวมกันปกคลุมลอนดอนทั้งเมือง มันมีสารประกอบและสารพิษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสารพิษอินทรีย์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ รวมถึงควันจากรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวคือ เมื่อลมไม่มีและอากาศอุ่นลอยต่ำ หมอกพิษเหล่านี้จะไม่ถูกพัดหายไปไหน แต่กลับติดและปกคลุมเมืองเอาไว้ ที่น่าขันคือ หมอกพิษมักไม่ได้เกิดขึ้นบริเวณแหล่งปล่อยสารพิษ ปรากฏการณ์การจับตัวของหมอกและควันพิษมักเกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ ซึ่งควันพิษถูกพัดมาจากแหล่งกำเนิดหรือเขตอุตสาหกรรมหนัก

ภาพ : Pixabay


โศกนาฏกรรมร้ายที่สุดซึ่งเกิดขึ้นจากหมอกควันเกิดขึ้นในปี 1952 เมื่อหมอกพิษปกคลุมเมืองลอนดอนนาน 5 วัน ไม่เพียงทำให้คืนวันกลับเป็นหมองหม่น มันยังทำให้คนเสียชีวิตไปกว่า 12,000 คน มาตรการในการป้องกันต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นเพื่อลดมลพิษจากอุตสาหกรรม รวมถึงการเตรียมตัวพร้อมเพื่อรับมือหมอกพิษในอนาคต แต่หมอกพิษนี้คงไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่จะทำให้เกิดเรื่องเศร้า หากเรายังคงมีโรงงานอุตสาหกรรม การใช้สารเคมี สารพิษ โดยไม่มีมาตรการในการรับมือที่ดีและพร้อมพอ

 

ภาพปก : Pixabay

 

 

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป
Tags
  • Posted By
  • Plook Creator
  • 0 Followers
  • Follow