Home
Education
Classroom
Knowledge
Blog
TV
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่เอาเสี้ยนออก

Posted By Plook Creator | 03 ก.ค. 60
20,298 Views

  Favorite

คุณต้องเคยโดนเสี้ยน (Splinter) ตำมากันบ้างซักครั้งสองครั้งในชีวิต บ่อยครั้งที่มันมีขนาดเล็กและกลมกลืนไปกับสีผิว ทำให้มองไม่เห็น หายังไงก็ไม่เจอ หรืออาจจะเป็นจุดเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น แต่ก็เจ็บเหลือหลาย บางครั้งก็เอาออกยากเสียด้วย มันต้องกด ต้องบ่ง ต้องดัน หรือหากหนักหน่อยก็อาจจะต้องไปให้หมอเปิดแผลเพื่อหนีบเอาเสี้ยนเจ้ากรรมออก แผลเล็กๆ ก็อาจจะกลายเป็นแผลใหญ่สร้างความเจ็บปวดมากขึ้น แต่หากไม่เอาออกก็จะระคายเคือง ทั้งเจ็บทั้งปวดไม่หาย

 

ในกรณีที่เสี้ยนมีขนาดเล็ก สีกลมหลืน หรือยากที่จะมองเห็น การย้อมสีจะทำให้มองเห็นง่ายขึ้น อาจจะทำได้โดยการหยดหรือทาทิงเจอร์ไอโอดีนหรือเบตาดีนในบริเวณนั้น ยาเหล่านี้นอกจากจะช่วยฆ่าเชื้อบริเวณแผลและจุดที่โดนเสี้ยนตำแล้ว ยังมีสีซึ่งสามารถซับไปทั่วบริเวณและย้อมเศษเสี้ยนที่ฝังอยู่ในผิวหนังให้มองเห็นได้ง่ายขึ้นด้วย การบ่งโดยใช้แหนบหรือเข็มฆ่าเชื้อเพื่อเขี่ยเสี้ยนหรือหนามออกเป็นวิธีการที่ดีกว่าการบีบเสี้ยนออก เพราะเสี้ยนไม่ใช่สิว ไม่ใช่ฝี แรงดันจึงไม่สามารถทำให้ของแข็งอย่างเสี้ยนหลุดออกมาได้ การบีบเสี้ยนเพื่อให้หลุดออกมา อาจจะทำให้เสี้ยนแตกกลายเป็นชิ้นเล็กๆ และยังฝังอยู่ในผิวหนัง นั่นทำให้ยากต่อการกำจัดมากขึ้นไปอีก

 

แล้วถ้าเราไม่กำจัดมันออกไป ร่างกายของเราจะสามารถกำจัดออกได้เองหรือไม่ หรือว่ามันจะส่งผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ คำตอบคือ มันขึ้นอยู่กับชนิดของเสี้ยน คุณจะเลือกเก็บเสี้ยนที่เป็นเศษไม้ หรือเศษแก้วเอาไว้ คุณอาจจะเลือกเก็บเสี้ยนไม้ไว้ในเนื้อของคุณ เพราะมันดูธรรมชาติกว่า และน่าจะนิ่มกว่า ดูปลอดภัย ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่ในความเป็นจริงคือ ไม่ว่าจะเป็นไม้หรือแก้วมันก็แปลกปลอมต่อร่างกายของคุณทั้งนั้น ในเสี้ยววินาทีที่สิ่งแปลกปลอมทะลุผิวหนังเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของคุณก็ทำงานในทันทีไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นแก้ว ไม้ หรือโลหะ และเศษไม้นั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณมากกว่าด้วย เมื่อหนามหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในระบบ ผิวหนังและเนื้อเยื่อโดยรอบจะเกิดอาการอักเสบ บวม แดง และร้อนขึ้น เนื่องจากเลือดจะถูกลำเลียงมาคั่งอยู่โดยรอบ เซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อกำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น แต่เสี้ยนนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าร่างกายจะทำลายให้หายไปได้  สิ่งที่มันทำได้คือ สร้างชั้นกำแพงหนาเพื่อกั้นเสี้ยนออกจากระบบร่างกายและเนื้อเยื่อโดยปกติของเรา กำแพงนี้คือ Granuloma ซึ่งเกิดจากการรวมตัวและการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว

ภาพ : Pixabay

 

สิ่งแปลกปลอมที่เป็นเศษแก้วหรือโลหะที่เป็นวัสดุสังเคราะห์ จะไม่ทำให้เกิดการอักเสบเท่ากับสิ่งแปลกปลอมที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างเสี้ยนจากไม้หรือหนาม หรือเหล็กในของแมลง เป็นต้น บ่อยครั้งที่แพทย์อาจจะแนะนำให้ทิ้งสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นไว้ในร่างกายของคุณ เพราะว่าเมื่อเกิดการสร้างชั้นกำแพงห่อหุ้มเอาไว้แล้ว มันก็ไม่ได้มีอันตรายต่อร่างกายอีกต่อไป ตราบใดที่มันไม่ได้ฉาบด้วยสารเคมีมีพิษหรือเป็นพาหะของโรค ยกตัวอย่างเช่น หากคุณโดนกระสุนลูกปราย (กระสุนประเภทที่ยิงครั้งเดียว แต่มีกระสุนเล็กๆ กระจายออกหลายลูก) แบบเฉียดๆ ทำให้มีเศษกระสุนฝังอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก หรือเกิดอุบัติเหตุแล้วมีเศษแก้วแตกกระจายเป็นวงกว้าง แต่แผลและเศษที่ฝังอยู่นั้นไม่ได้กระทบจุดสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามหรือโดนเส้นประสาท หมออาจจะรักษาแผลไปตามอาการโดยไม่ได้นำเอาสิ่งแปลกปลอมออกไป เพราะการขุดหรือผ่าและนำสิ่งแปลกปลอมทั้งหมดออกอาจจะทำให้เกิดแผลที่ใหญ่กว่า ส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าการปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น


สำหรับเสี้ยนไม้ หรือหนามต้นตะบองเพชร หรือเหล็กในของแมลง ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากธรรมชาติ เป็นสารอินทรีย์ เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตอื่น เพราะสิ่งเหล่านี้มักมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ตาเปล่าเรามองไม่เห็น อย่างเลวร้ายที่สุด เช่น เหล็กในจากแมลงซึ่งเป็นความตั้งใจในการป้องกันตัวเองของมัน ดังนั้น เหล็กในเหล่านี้นอกจากจะแหลมคม สามารถเจาะทะลุผิวหนังเราไปสู่ชั้นเนื้อเยื่อแล้ว พวกมันยังมีพิษหรือสารเคมีที่สร้างความระคายเคืองต่อร่างกายและระบบประสาทได้ ตามแต่ชนิดของแมลงและความร้ายแรงของมันที่ส่งผลต่อร่างกาย ดังนั้น การเหล็กในที่ฝังในผิวจึงไม่ได้ทำให้เกิดแผลอักเสบธรรมดาๆ หนามหรือเสี้ยนไม้ก็เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้อันตรายเท่าเหล็กในแต่มันมีส่วนประกอบของยางไม้ หรือน้ำมันจากไม้ แค่เสี้ยนหรือหนามก็เล็กมากอยู่แล้ว น้ำมันหรือยางเองก็มีปริมาณเพียงเล็กน้อยแต่สามารถก่อให้เกิดความระคายเคืองและอักเสบในบริเวณที่ตำเพิ่มขึ้นไปอีกได้ อีกทั้งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างเชื้อรา ยีสต์ หรือแบคทีเรีย ก็ยังมักอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้และสามารถทะลุทะลวงเข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อของเราพร้อมๆ กับการตำของเสี้ยนและหนามได้ ร่างกายของเราจึงต้องใช้ความพยายามและระบบภูมิคุ้มกันในระดับที่สูงกว่าในการต่อกรกับสิ่งแปลกปลอมชนิดอินทรีย์เหล่านี้

ภาพ : Pixabay

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกรณีที่สิ่งแปลกปลอมที่เป็นอนินทรีย์อาจจะทำอันตรายต่อร่างกายได้รุนแรงกว่า เช่น หากคุณโดนตะปูที่เป็นสนิมตำเข้า อาจจะทำให้เกิดบาดทะยัก (Tetanus) แต่หากพิจารณาจริงๆ แล้ว บาดทะยักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า Clostridium tetani ซึ่งอาจจะไปเกาะอยู่กับสนิมหรือโลหะอีกทีหนึ่ง ดังนั้นเมื่อโดนตะปูตำ ก็อาจจะทำให้แบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายและเป็นบาดทะยักได้ ท้ายที่สุดแล้วการรักษาร่างกายโดยไม่นำตัวเองไปอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงหรือไม่ปล่อยให้สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่หากมันยากที่จะเอาเสี้ยน หนาม หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย การพบและปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมคือหนทางที่ถูกและควร เนื่องจากสิ่งที่ตามมาจากการโดนตำอาจจะไม่ใช่แค่อาการอักเสบ แต่อาจถึงขั้นติดเชื้อและเป็นบาดทะยักได้

ภาพ : Pixabay

 

 

ภาพปก : Stockshutter

 

 

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป
Tags
  • Posted By
  • Plook Creator
  • 0 Followers
  • Follow