2,853 Viewsไม่มีใครเคยเห็นเจ้าไดโนเสาร์ สิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกมาก่อนมนุษย์ แม้ว่าจะยังมีลูกหลานของมันที่มีสปีซี่ส์ใกล้เคียงกันอาศัยอยู่บนโลกเช่น นกและสัตว์เลื้อยคลาน แต่ก็ไม่เคยมีใครเห็นตัวเป็น ๆ ของมัน ดังนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไดโนเสาร์มีขน มีหนัง หรือมีเกล็ดหรือไม่ มันมีสีอะไร ตัวมันสีอะไร และถ้ามีขน ขนของมันเป็นแบบไหน และสีอะไร

ภาพประกอบ : ลิขสิทธิ์ถูกต้องจาก Shutterstock
ลิขสิทธิ์ภาพขอสงวนเฉพาะสำหรับใช้งานในสื่อต่าง ๆ ของทรูปลูกปัญญา เท่านั้น
ห้ามไม่ให้นำภาพไปเผยแพร่ผ่านช่องทางอื่นโดยเด็ดขาด
คำตอบง่าย ๆ ก็คือ มนุษย์เราฉลาดนั่นเอง แต่ถ้าตอบแบบยาว ๆ ก็คงจะต้องไล่เรียงตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการค้นพบไดโนเสาร์ในปี 1822 โดยนายแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ Gideon Mantell ได้ค้นพบฟันขนาดใหญ่ถูกฝังอยู่ในหินซึ่งคล้ายกับกิ้งก่าอิกัวน่า แต่ใหญ่กว่า และนับจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการเริ่มขุดค้นและศึกษาฟอสซิลอย่างจริงจัง บ้างก็พบแบบที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ก็พอจะจัดโครงร่างให้เป็นตัวได้ บางชิ้นก็มีความสมบูรณ์มากเห็นได้ถึงเนื้อหนังและสภาพทางกายภาพอื่น ๆ นอกเหนือจากกระดูกเพียงอย่างเดียว และฟอสซิลก็ไม่ได้มีแต่เฉพาะไดโนเสาร์ สัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ จากยุคต่าง ๆ ก็ทยอยถูกค้นพบเรื่อยมา เช่นเดียวกันกับพืชโบราณจำพวกเฟิร์นและเห็ดราต่าง ๆ และจากฟอสซิลนี่แหละที่ทำให้นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเพิ่มเติมถึงสารประกอบและสารอินทรีย์ต่าง ๆ ที่อยู่ในฟอสซิลได้ ทำให้เรารู้ได้ว่าร่างกายของไดโนเสาร์มีสีอย่างไร จากการศึกษาและวิเคราะห์สารที่ตกค้างและปรากฏอยู่ในฟอสซิลนั่นเอง

ภาพประกอบ : ลิขสิทธิ์ถูกต้องจาก Shutterstock
ลิขสิทธิ์ภาพขอสงวนเฉพาะสำหรับใช้งานในสื่อต่าง ๆ ของทรูปลูกปัญญา เท่านั้น
ห้ามไม่ให้นำภาพไปเผยแพร่ผ่านช่องทางอื่นโดยเด็ดขาด
ตัดกลับมาที่ปัจจุบันว่า ขนนกนั้นมีสีต่าง ๆ กันได้อย่างไร ขนนกส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเม็ดสี 1-2 ชนิด ยกตัวอย่างเช่น นกคาร์ดินัล (Cardinals) นกสุดหล่อที่มีขนตั้งเป็นพั้งก์บนหัว หรือชื่อไทยคือ นกหัวจุก ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมเลี้ยงเช่น นกหัวจุกสีแดง สีแดงของขนนกมาจาก แคโรทีนอยด์ (Carotenoids) หากฟังดูคุ้น ๆ มันก็คือสารตัวเดียวกันกับที่เราพบได้ในแครอทและทำให้แครอทมีสีส้มนั่นเอง ในขณะที่สีดำบนหน้าของนกมาจากเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้ผมและผิวหนังของเรามีสีต่าง ๆ กันในแต่ละคน แต่สำหรับขนนกแล้วเมลานินไม่ได้ให้สีสันเพียงอย่างเดียว มันจับตัวเป็นโครงสร้างตารางเรียกว่า เมลาโนโซม (Melanosomes) ซึ่งสามารถทำให้เกิดแสงสีต่าง ๆ กันได้ทุกเฉดสีราวกับรุ้ง

ภาพประกอบ : ลิขสิทธิ์ถูกต้องจาก Shutterstock
ลิขสิทธิ์ภาพขอสงวนเฉพาะสำหรับใช้งานในสื่อต่าง ๆ ของทรูปลูกปัญญา เท่านั้น
ห้ามไม่ให้นำภาพไปเผยแพร่ผ่านช่องทางอื่นโดยเด็ดขาด
โครงสร้างเมลาโนโซมเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำให้เกิดสีที่แตกต่างกันได้ โดยขึ้นอยู่กับขนาดของเมลาโนโซม เมลาโนโซมขนาดใหญ่ที่สามารถสะท้อนแสงสีแดงออกมาได้ ทำให้ขนมีสีแดง เมลาโนโซมขนาดเล็กกว่าก็จะสะท้อนช่วงแสงที่แตกต่างกันและนั่นทำให้เกิดสีที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ และใช้กล้องขยายจนเห็นธาตุต่าง ๆ ที่เคยเป็นส่วนประกอบของเมลาโนโซม จึงสามารถรู้ได้ถึงโครงสร้างและขนาดของเมลาโนโซม จนสามารถยืนยันถึงสีของขนไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ ได้นั่นเอง

ภาพประกอบ : ลิขสิทธิ์ถูกต้องจาก Shutterstock
ลิขสิทธิ์ภาพขอสงวนเฉพาะสำหรับใช้งานในสื่อต่าง ๆ ของทรูปลูกปัญญา เท่านั้น
ห้ามไม่ให้นำภาพไปเผยแพร่ผ่านช่องทางอื่นโดยเด็ดขาด
แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถยืนยันได้ถึงโครงสร้างเมลาโนโซมที่ทำให้เกิดสีในขนของไดโนเสาร์แล้วก็ตาม แต่นักโบราณคดีก็ยังคงขุดค้นหาฟอสซิลที่มีโครงสร้างของผิวหนัง ขน และเมลาโนโซมต่อไป แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องไม่ได้สะท้อนถึงลักษณะที่แท้จริงของไดโนเสาร์ออกมา อย่างเช่น แร็พเตอร์ ที่แท้จริงแล้วเป็นไดโนเสาร์ที่มีขน ทำให้เรารู้ว่าข้อเท็จจริงของธรรมชาติและชีวิตไม่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านแผ่นฟิล์มได้ถูกต้องและครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นชีวิตของไดโนเสาร์ หรือคนก็ตาม
เรียบเรียงโดย ทีมงานทรูปลูกปัญญา
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=qYijAZWdnBk
http://www.patchra.net/minerals/fossil/dinosaur02.php
http://www.enchantedlearning.com/subjects/dinosaurs/dinofossils/First.shtml
http://www.scholastic.com/teachers/article/when-was-first-dinosaur-discovered
https://en.wikipedia.org/wiki/Dinosaur_coloration
ภาพประกอบ : ลิขสิทธิ์ถูกต้องจาก Shutterstock
ลิขสิทธิ์ภาพขอสงวนเฉพาะสำหรับใช้งานในสื่อต่าง ๆ ของทรูปลูกปัญญา เท่านั้น
ห้ามไม่ให้นำภาพไปเผยแพร่ผ่านช่องทางอื่นโดยเด็ดขาด