Home
Education
Classroom
Knowledge
Blog
TV
ธรรมะ
กิจกรรม
โครงการทรูปลูกปัญญา

เงินตรา

Posted By Plookpedia | 23 เม.ย. 60
1,447 Views

  Favorite

เด็กๆ คงจะเคยได้ยินสุภาษิตว่า "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง" ซึ่งหมายความว่า ให้รู้จักกาลเทศะในการพูด รู้ว่า เมื่อใดควรพูด และเมื่อใดไม่ควรพูด ถ้าพูดแล้วไม่ได้ประโยชน์ก็ควรนิ่งเงียบเสีย นอกจากนี้ ยังมีสำนวนพูดอีกสำนวนหนึ่งว่า "อัฐยายซื้อขนมยาย" หมายถึง การเอาเงินของผู้ใดผู้หนึ่งไปซื้อ หรือแลกสิ่งของอื่นของผู้นั้น โดยผู้ซื้อไม่ต้องออกเงินของตนเอง 

ในสุภาษิตและสำนวนข้างต้น มีคำหลายคำที่เกี่ยวข้องกับเงินตราที่ใช้กันในสมัยก่อนคือ เบี้ย อัฐ ไพ ตำลึง ซึ่งในปัจจุบันเราเลิกใช้แล้ว โดยใช้เป็นบาท และสตางค์แทน ถ้าเด็กๆต้องการจะทราบว่า เงินที่ใช้กันในสมัยก่อนเรียกชื่อว่าอะไรบ้าง และมีความเป็นมาอย่างไร ก็อาจศึกษาได้จากเรื่องของเงินตรา รวมทั้งดูรูปของเงินเหรียญที่เรียกว่า เหรียญกษาปณ์ และเงินที่พิมพ์ในกระดาษที่เรียกว่า ธนบัตร ซึ่งได้ผลิตออกใช้ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ที่ผ่านมามีรูปร่างลักษณะที่น่าสนใจมาก 

นอกจากเหรียญกษาปณ์และธนบัตรแล้ว ในปัจจุบันยังมีการนำสิ่งอื่นๆมาใช้แทนเงินตราได้ด้วย ได้แก่ บัตรเครดิต และเช็ค-ธนาคาร เวลาไปซื้อของตามห้างร้านใหญ่ๆบางแห่ง เราอาจไม่ต้องจ่ายเป็นเงินสด แต่สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตหรือเช็คธนาคารแทนก็ได้ นับว่าระบบเงินตราในปัจจุบันมีความก้าวหน้ากว่าแต่ก่อนมาก

 

เงินตรา
หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ฯ เล่ม 29

 

 

 

 

มนุษย์ใช้เงินตราเป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆ ที่ต้องการ โดยได้มีการพัฒนาเงินตรามาเป็นลำดับ ตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน

เงินตราที่ทำจากโลหะในระยะแรกๆ ทำจากเงิน ทองคำ และทองแดง ซึ่งเป็นโลหะ ที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้ประโยชน์ได้ ก่อนโลหะอื่น สามารถหลอมให้เป็นก้อนใหญ่ หรือตัดแบ่งเป็นก้อนขนาดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ ยังสามารถทำลวดลาย หรือเครื่องหมายต่างๆ ลงบนก้อนหรือแผ่นโลหะนั้นได้ด้วย จึงเป็นที่มาของคำว่า เงินตราที่เรียกต่อมาว่า เงินเหรียญ หรือเหรียญกษาปณ์ โดยมีราคาแตกต่างกันตามน้ำหนักของโลหะ ที่ใช้ในการทำเหรียญแต่ละอันนั้น การทำเหรียญกษาปณ์ขึ้นใช้มีมานานไม่น้อยกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ และในประเทศจีน แล้วได้แพร่หลายไปในดินแดนอื่นๆ เมื่อการค้าขายระหว่างอาณาจักรต่างๆ ขยายตัวขึ้น

 

เงินตราหรือเหรียญกษาปณ์
เงินตราหรือเหรียญกษาปณ์ในสมัยโบราณ ทำขึ้นจากโลหะมีค่าหลายชนิด จึงมีน้ำหนักมาก
จากหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ฯ เล่ม 29

 

เนื่องจากเงินตราที่เป็นเหรียญกษาปณ์มีน้ำหนักมาก ทำให้พกพาไปในระยะทางไกลๆ ไม่สะดวก ต่อมาจึงเกิดมีเงินตราที่เรียกว่า บัตรธนาคาร หรือธนบัตรซึ่งมีน้ำหนักเบา และสามารถกำหนดราคาสูงต่ำได้ตามที่ต้องการ การผลิตเหรียญกษาปณ์จากโลหะมีค่าคือ เงิน และทองคำ จึงค่อยๆ ลดน้อยลง แต่เปลี่ยนไปผลิตเหรียญกษาปณ์จากโลหะชนิดอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า เช่น ดีบุก นิกเกิล สังกะสี ทองแดง และทองเหลือง เพื่อใช้หมุนเวียนเป็นเงินปลีกในการซื้อขาย

 

เงินตรา
หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ฯ เล่ม 29

 

ในประเทศไทย การใช้เงินตรามีพัฒนาการมาโดยลำดับคือ ในสมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการใช้เบี้ยและเงินพดด้วง เบี้ยเป็นเปลือกหอยทะเลชนิดหนึ่งซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ใช้เป็นเงินปลีก มีราคา ๑๐๐ เบี้ย เท่ากับ ๑ อัฐ (มีค่าเท่ากับ ๑๑_๒ สตางค์) ส่วนเงินพดด้วงทำจากโลหะเงินตัดแบ่งเป็นก้อนขนาดต่างๆ ตามน้ำหนักที่กำหนดไว้ แล้วทำเป็นรูปขดกลมคล้ายตัวด้วง มีราคาเป็นเฟื้อง สลึง บาท ตำลึง และชั่งตามน้ำหนักของโลหะเงิน ที่ผลิตเหรียญนั้นๆ นอกจากเงินพดด้วงที่ผลิตจากโลหะเงินแล้ว ยังมีเงินพดด้วงที่ผลิตจากทองคำด้วย ซึ่งมีราคาสูงกว่ามาก
ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ได้เริ่มมีการใช้เหรียญกษาปณ์ที่ประทับตราจากแบบพิมพ์โดยใช้เครื่องจักร มีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบน เช่นเดียวกับเหรียญกษาปณ์ในปัจจุบัน ในการผลิตใช้โลหะต่างชนิดกันตามราคาของเหรียญ คือ เหรียญบาท สลึง และเฟื้องใช้โลหะเงิน เหรียญซีกและเสี้ยวใช้โลหะทองเหลืองและทองแดง เหรียญอัฐและโสฬสใช้โลหะดีบุก นอกจากนี้ ยังมีการผลิตธนบัตรขึ้นใช้ด้วย โดยในรัชกาลที่ ๔ เรียกว่า "หมาย" และในรัชกาลที่ ๕ เรียกว่า "ธนบัตร"

 

เงินเจียง
เงินเจียง
จากหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ฯ เล่ม 29

 

การเปลี่ยนมาตราเงินตราจากระบบน้ำหนักเป็นระบบทศนิยม โดยกำหนดให้ ๑ บาท แบ่งเป็น ๑๐๐ สตางค์ และยกเลิกวิธีการเรียกชื่อมาตราเงินตราแบบเดิม เช่น เฟื้อง สลึง บาท ตำลึง ได้ทดลองทำในรัชกาลที่ ๕ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งในตอนต้นรัชกาลที่ ๗ จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป

นอกจากระบบเงินตราที่มีการพัฒนามาเป็นลำดับดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในภาคต่างๆ ของประเทศไทย สมัยที่ยังแบ่งออกเป็นอาณาจักร และแว่นแคว้นต่างๆ ก็มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ของตนเองขึ้นใช้ด้วย และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น ในภาคเหนือมีเงินปลา เงินกีบ เงินท้อก เงินดอกไม้ เงินเจียง เงินกำไล เงินมุ่น เงินไซซี เงินแถบ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเงินลาด เงินลาดฮ้อย เงินฮ้อย เงินตู้ เงินฮาง ในภาคกลางมีเงินตราฟูนัน เงินตราทวารวดี เงินตราลวปุระ และในภาคใต้มีเงินดอกจันทน์ เงินนะโม เงินตราเมืองนครฯ เงินตราปัตตานี เงินอีแปะพัทลุง สงขลา ภูเก็ต และเงินเชี้ยม ชื่อเงินเหล่านี้อาจไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยในปัจจุบันเพราะเลิกใช้ไปแล้ว แต่ก็น่าสนใจในด้านของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป

Content

1
กำเนิดและพัฒนาการของเงินตรา
การอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มชนเล็กๆ ของผู้คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ ๖,๐๐๐ - ๗,๐๐๐ ปี ขึ้นไป ทำให้คนเรารู้จักการแลกเปลี่ยนปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิต โดยนำผลิตผลที่ตนมีเกินความต้องการ ไปแลกกับสิ่งอื่นๆ ที่ต้องการ และย
377 Views
2
พัฒนาการของเงินตราไทย
๑. เงินตราไทยก่อนรัชกาลที่ ๔ สมัยรัตนโกสินทร์ เงินตราที่ใช้ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ ๓ สมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย ก. เงินพดด้วง เป็นเงินตราที่ผลิตเป็นรูปขดกลมคล้ายตัวด้วง โดยตัดก้อนโลหะเงินแบ่งออกตามมาตราน
646 Views
3
เงินตราที่ใช้ในอาณาจักรโบราณในภาคต่างๆ ของประเทศไทย
เงินตราในภาคเหนือ ดินแดนตอนเหนือของประเทศไทยเคยเป็นดินแดนของชาวโยนก โดยมีแคว้นหิรัญนครเงินยางเป็นเมืองสำคัญ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และหลังจากพระยามังรายสามารถรวบรวมดินแดนแคว้นหริภ
1K Views
4
เงินตราไทยในปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๗)
เงินตราที่ใช้กันปัจจุบันในประเทศไทย ประกอบด้วย เหรียญกษาปณ์ และธนบัตร นอกจากนี้ ยังมีวัตถุที่ใช้แทนเงินตราได้ คือ บัตรแทนเงิน และเช็ค ๑. เหรียญกษาปณ์ เป็นเงินย่อยที่ใช้หมุนเวียนในชีวิตประจำวัน จึงเรียกว่าเหรียญกษาปณ์หมุน
323 Views
  • Posted By
  • Plookpedia
  • 1 Followers
  • Follow