ฤดูร้อนนั้น ฉันอยู่ที่อเมริกา ตอน ความประทับใจแรก

Posted By nali | 24 มี.ค. 62
319 Views

  Favorite

ตามตารางตั๋วที่ให้เอเจ้นจองไว้ ก่อนจะไปถึงที่ Portland เราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี แล้วไปลงที่ซีแอตเทิล ก่อนจะไปถึง stop สุดท้าย คือ PDX 

เสียงกัปตันประกาศว่าเครื่องใกล้ลงจอดแล้ว 

การนั่งเครื่องบินยาว5 ชั่วโมงติดต่อกันอาจฟังดูนานแต่เมื่อพอเทียบกับการนั่งจากเกาหลีไปเมกา12 ขั่วโมง 5 ชั่วโมงที่มาเกาหลีนี้แทบจะเทียบไม่ติดเลย

เมื่อลงจากเครื่องเรารีบเดืนไปเกททันทีไม่โอ้เอ้ เพราะมีเวลาเปลี่ยนเครื่องแค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง 

ขาสับฉับๆๆๆ สายตาอาจมองไปที่ร้าน duty free shop บ้างแต่ไม่คิดจะแวะเข้าไปเลย เพราะกลัวไปไม่ทัน ไม่รู้ว่าเกทอยู่ที่ไหน

เดินจนเหนื่อย เมื่อมาถึงหน้าเกท ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเดินไกลจัง 

ก็เกทที่มาถึงมันเล่นเป็นเกทสุดท้ายเลย นั่นหมายความว่ามันไกลที่สุด

ไปถึง ยังไม่ทันจะได้นั่งรอ ก็ได้ยินเสียงพนักงานต้อนรับทยอยเรียกผู้โดยสาร เป็นโซนๆไป

 

ระหว่างที่อยู่บนเครื่องบิน

พอเครื่องใกล้จะถึง Seattle ก็มีแอร์โฮสเตท รุ่นป้าคนนึง หน้าตาดุ ยิ้มทีนึงนี่ถึงกับหวั่น

คอยเดินแจกใบเข้าประเทศสำหรับcitizen อเมริกา ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้โดยสารที่ไม่ใช่citizen ของอเมริกาจะต้องตอบว่า No แต่ฉันดันไปได้ยินคนเอเชียที่นั่งข้าเราพูดว่า yes แล้วรับใบนั้นมา

เราเองเลยตีโพตีพายไปว่า เออเราก็เอเชียเหมือนกัน ยังไม่ทันคิดอะไรมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในสามวิ พอฟ้าเกาหลีเดินมา เราเลยตอบ yes เค้าก็ยื่นมาให้เรา ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่า เฮ้ยไม่ใช่นี่ว่า ต้องตอบว่า No เราเลยหันหลังไปเรียกป้าแก

“ Excuse me I amn’t America citizen ” ด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ เพราะจากการเห็นหน้าป้าแกแล้ว

และป้าเกาหลีเราก็ไม่ทำให้ผิดหวัง หันกลับมาแล้วพูดว่า

“ So why did you say yes ” พร้อมรอยยิ้มที่น่ากลัว แล้วป้าแกก็เก็บใบนั้นคืน แล้วให้ใบใหม่ให้เรา เราก็ยิ้มกลับไปไม่ได้พูดอะไร

มานั่งนึกดูอีกที เค้าเป็นแอร์โฮสเตทไม่น่าพูดจากับผู้โดยสารแบบนี้เลย

ตอนหลังฉันเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้อาจารย์ที่มาจากอเมริกาฟัง เขาบอกว่านี่รู้ไหมว่าสายการบินเดลต้า พนักงานนั้นแก่และ Rude นะ ฉันน่ะเดินทางมาบ่อยรู้หมดแล้วละ”

 

หลังจากที่ฉันลงจากเครื่องบิน ที่สนามบินซีแอตเทิลนี้ ถือเป็นสนามบินแรกที่เรามาถึงอเมริกา ดังนั้นเราต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่นี่ไม่ใช่ที่พอร์ตแลนด์ 

ฉันเข้าแถวยืนรอ สายตาพลางมองดูคนรอบข้าง ก็ไม่เห็นคนไทยเลย คนเอเชียที่เห็นส่วนมากก็น่าจะเป็นชาวจีน 

ฉันตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อกำลังจะเจอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพราะขึ้นชื่อว่าเมกาอะไรๆก็เคร่ง ดูอย่างการทำวีซ่าสิ แต่เมื่อถึงคิวฉัน เจ้าหน้าที่ก็ถามตามปกติ

คุณมาทำอะไรที่นี่ พักที่ไหน อยู่กี่วัน เรียนที่ไหน ขอดูที่อยู่บ้านหน่อยได้ไหม

ฉันก็ให้คำตอบและเอกสารไปตาที่เค้าถาม พร้อมยื่นใบ.....ที่กรอกบนเครื่องบินให้เค้า

เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็ปั๊มตราสัญลักษณ์ให้ผ่านเข้าประเทศได้ เป็นอันเสร็จพิธี

 

ส่วนเรื่องกระเป๋าก็ต้องไปรับมาก่อนที่จะส่งเจ้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบโหลดขึ้นเครื่องอีกครั้งไปพอร์ตแลนด์

 

และในที่สุดการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลยาวนานกว่า 20 ชั่วโมง ก็สิ้นสุดลง ฉันลงจากเครื่องบินลำเล็กมาก ที่นั่งมาจากซีแอตเทิล เวลาตามที่บอร์ดดิงพาสระบุคือ ห้าสิบนาที แต่เอาเข้าจริงแค่ประมาณสามสิบนาทีเองที่เราได้อยู่บนฟ้าไม่นับเวลาเครื่องปรับระดับตอนขึ้นลง ทำให้นึกถึงครั้งหนึ่งที่ Robert เคยบอกไว้ว่าการนั่งเครื่องบินจากซีแอตเทิลไปพอร์ตแลนด์ ก็เหมือนการนั่งเครื่องบินที่ไม่ได้บินแบบแนวนอน แต่เป็นการบินแบบแทบจะแนวดิ่ง ที่พุ่งขึ้นไปแล้วก็ลงมา ไม่นานล้อเครื่องบินก็แตะพื้นรันเวย์แล้ว

 

สนามบิน Portland หรือ Portland International Airport มีชื่อย่อๆที่เห็นบ่อยๆคือ PDX เป็น สนามบินที่ไม่ใหญ่ และการจัดระเบียบในตัวอาคารก็ดูเป็นระเบียบดี

ฉันเดินหาทางไปที่รับกระเป๋า ที่สนามบินส่วนใหญ่มักติดป้ายไว้ว่า Baggage Claim 

สายตาก็มองหาคนขับรถจาก Kaplan ชื่อ Rez ที่จะมารับ เห็นเค้าบอกจะยืนถือป้ายชื่อ Kaplan และชื่อเรา

ขณะที่ลงมารับกระเป๋า ก็มีเด็กผู้ชายคนนึงเดินมาถามว่า "Are you Alina?

ในใจก็คิดว่าใครวะ และนี่ไม่ได้ชื่อ Alinaไง เลยตอบไปว่า "No"

ตอนนั้นก็รู้สึกแปลกๆ กลัวว่าจะมีคนมาหลอกอะไรเรารึเปล่า หน้าแม่ลอยมาเลยที่คอยเตือนฉันตลอดว่าถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามาคุย อย่าไปคุยด้วยนะ ไม่คิดเลยว่าจะมีคนเดินเข้ามาคุยกับเราตั้งแต่เหยียบพื้นสนามบินที่พอร์ตแลนด์ 

ถึงแม้จะเป็นเด็กผู้ชาย อายุน่าจะประมาณสิบขวบ ดูไม่มีพิษมีภัยก็เถอะ และอีกอย่างคนขับรถก็ไม่น่าจะเด็กขนาดนี้ไหม ทางที่ดีเดินห่างๆออกมาก่อนดีกว่า

หันไปอีกทีเจอคนถือป้าย Kaplan พอดีเราเลยถามเค้าว่า

"Are you Rez? " เค้าก็ตอบใช่ ฉันเลยไปกับเค้า

แต่ก็แอบมองไปหาเด็กผู้ชายคนนั้น เค้าก็ยังมองฉันแบบงงๆ

เออฉันก็งงเหมือนกัน

เราและคนขับรถเดินออกมาจากสนามบิน วินาทีแรกที่ได้สัมผัสบรรยากาศที่อเมริกา ยังจำได้ดีว่าตื่นเต้นมากแค่ไหน อากาศที่หายใจเข้าไปก็รู้สึกบริสุทธิ์กว่าที่ไทย ไม่มีควันรถมารบกวนมากเหมือนแถวท่ารถที่อนุเสาวรีย์ 

 

ระหว่างทางที่นั่งรถไปก็นั่งมองวิวข้างทาง มีต้นไม้สีเขียวสูงๆใหญ่ๆเต็มสองข้างทางไปหมด เหมือนที่เคยเห็นในหนังฝรั่ง ท้องฟ้าทึมๆ อากาศเย็นเข้ามาถึงข้างในรถ คนขับเลยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ อันที่จริงก็พอทราบมาอยู่แล้วว่าเมืองนี้เป็นเมืองสีเขียว หลายคนชอบคิดว่าอเมริกาประเทศมหาอำนาจ ผู้คนต้องแต่งตัวดูดีทุกอย่างทันสมัย เห็นตึกสูงๆใหญ่ๆ ความวุ่นวายต่างๆที่เห็นแบบนิวยอร์ก หรือเมืองใหญ่ๆในหนัง หรือจะตีตรากันไปว่าอเมริกา ดินแดนแห่งความอิสระเสรี มีความเจริญในทุกที่ แต่ที่จริงนั้นไม่ใช่ เพราะความจริงแล้วอเมริกานั้นถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายสูงมาก 50 รัฐ ทุกรัฐมีความแตกต่างกันหมด ถ้าพูดถึงรัฐทางฝั่งตะวันตกอย่างโอเรกอนที่เราเลือกมาอยู่นั้นก็ถือเป็นเมืองสีเขียว ใหความรู้สึกสบายๆ ชีวิตไม่เร่งรีบ มันก็จะแตกต่างจากรัฐทางตะวันออกอย่างนิวยอร์ก ที่เป็นศูนย์กลางความเจริญและแฟชั่นต่างๆ

 

ฉันนั่งคิดเรื่องนู่นนี่ มีทั้งตื่นเต้นและกังวลมากๆว่าจะได้เจอโฮสแบบไหน หน้าตายังไง บ้านเป็นยังไง มันไม่แปลกหรอกที่จะตื่นเต้น เพราะเราเชื่อว่าการมาซัมเมอร์ การมีโฮสที่ดีมันทำให้ชีวิตดีไปเกือบ 60% ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะทำตัวยังไง แต่บางคนก็บอกแค่ไม่มีปัญหากับโฮสก็พอละ อันนี้ก็แล้วแต่คนไป

 

พอไปถึงหน้าบ้าน คนขับก็ไปเคาะประตูบ้าน แต่ไม่มีใครตอบเลย

เหมือนกับว่าไม่มีใครอยู่

Nali

เรากับคนขับเลยโทรไปหาโฮส กลับกลายเป็นว่า

โฮสและทุกคนในครอบครัวไปรับเราที่สนามบิน ......

ตอนนั้นก็งงว่าทำไมเค้าถึงไปรับเราล่ะ ทั้งที่เค้าน่าจะรู้ว่ามีรถจากโรงเรียนมารับเราอยู่แล้ว

สงสัยเค้าคงเข้าใจผิด แต่ลึกๆแล้วก็แอบกังวลว่ามันจะเสียเวลาโฮสไหม เค้าจะโกรธเราไหมเนี่ย หันไปถาม Rez เค้าก็บอกไม่รู้ทำไมถึงไปรับ เราเลยบอก “ I am sorry ที่ทำให้คุณต้องมาเสียเวลารอเป็นเพื่อนเรา และโฮสก็ต้องเสียเวลาขับรถกลับมา

Rez ก็บอก 

"It's not your false it's their false" พร้อมชี้ไปที่บ้านโฮส

เราก็อึ้งไปพักนึงอะ

เวลาผ่านไปเกือบจะครึ่งชั่วโมง และแล้วก็เห็นรถคันนึงตรงเข้ามาทางบ้านที่เรากำลังนั่งรออยู่

ใช่แล้ว ครอบครัวของโฮสเราเอง

 

พอโฮสมาถึงบ้าน ทุกคนก็รีบวิ่งมาหาเรา จับมือทักทาย ตอนนั้นก็โล่งไปหน่อยสีหน้าโฮสดูไม่ได้โกรธอะไร กลับยิ้มอย่าง friendly สักพักเรากวาดสายตาไปเจอเด็กผู้ชายคนนึง 

เอ๊ะ หน้าคุ้นๆ

อ้าวนี่มันเด็กที่มาถามเราที่สนามบินนี่นา

ตอนนี้เข้าใจแล้วล่ะ ว่าตอนที่มีคนมาถามว่าเราคือ Alina ใช่ไหม ความจริงคือลูกชายโฮสเอง

เราชื่อ Nalina ไง มันคล้ายๆกัน เราเลยตอบไม่ใช่หรือความจริงเราอาจฟังเค้าพูดผิดก็ได้

โฮสก็บอกว่าความจริงทำป้ายยินดีต้อนรับเราไว้ด้วย แต่ลืมหยิบไป 

โฮสจะรู้ไหมนะ ว่ามันคือ first impression สำหรับเราเลยนะเนี่ย

ที่เค้าตั้งใจจะไปรับเราที่สนามบิน

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวดีๆที่เราได้อยู่กับครอบครัวนี้

Nali

 

 

 

 

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป
Tags
  • Posted By
  • nali
  • 0 Followers
  • Follow