ปฏิทิน

Posted By Plookpedia | 28 เม.ย. 60
415 Views

  Favorite

 

ปฏิทิน 
  

 
เป็นเครื่องช่วยนับวัน และ จัดระเบียบหน่วยเวลาหน่วยเหล่านี้โดยทั่วไปมาจากวงรอบทางดาราศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอในธรรมชาติ

 

1

 

ภาพลายเส้นแผ่นหินสลักแสดงปฏิทินของชนเผ่าแอซเท็ก (Aztec) ในทวีปอเมริกาเหนือที่ขอบวงเป็นตัวเลขในระบบนับเต็มยี่สิบแทนระบบนับเต็มสิบแผ่นหินนี้ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดี เมืองเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก

วัน มาจากการหมุนของโลกรอบแกน ใน ๒๔ชั่วโมง เดือน มาจากการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ไปรอบโลก สัปดาห์ อาจมาจากดวงจันทร์ แต่ ปี มาจากการเคลื่อนที่ของโลกไปรอบดวงอาทิตย์ การวัดเวลานานของรอบต่าง ๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายแต่การจัดระเบียบให้มีระบบวัดเวลาเป็นเรื่องต้องใช้ความคิดกันมาทุกยุคทุกสมัยแม้แต่ในเวลานี้เราก็ยังไม่มีปฏิทินที่แม่นยำแท้ทีเดียวปฏิทินที่เรามีใช้อยู่เวลานี้เป็นแต่เพียงดีพอสำหรับความต้องการของเรา 

ได้มีการแก้ไขปฏิทินกันหลายครั้งเป็นเพราะรอบดาราศาสตร์ซึ่งใช้กำหนดวัน เดือน ปี ไม่ได้ จังหวะลงตัว ปี นับจากการที่โลกเคลื่อนที่ไปรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบนานประมาณ ๓๖๕ ๑/๔  วัน เดือน นับจากเวลาที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่ไปรอบโลกหนึ่งรอบนานประมาณ ๒๙ ๑/๒  วันเศษ ดังนั้นปีหนึ่งจึงไม่เท่ากับ ๑๒ เดือน ซึ่งแบ่งไว้ให้เท่า ๆ กัน แต่ไปเท่ากับประมาณ  ๑๒  ๑/๓ เดือนต่อมาไม่นานเดือนที่นับจากดวงจันทร์ และ ปีที่นับจากดวงอาทิตย์ก็มีการเหลื่อมล้ำกันปฏิทินซึ่งให้เดือนหนึ่งเท่ากับ ๓๐ วัน จึงต้องมีการแก้เป็นครั้งคราวเปรียบได้กับมีรถ ๒ คัน คันหนึ่งเป็นรถวิ่งช้า อีกคันหนึ่งเป็นรถวิ่งเร็ว วิ่งไปตาม ทางกลมทั้ง ๒ คัน รถช้าจะทำเวลาได้หนึ่งรอบ (หนึ่ง ปี) รถเร็วจะไปได้ ๑๒.๓๗ รอบ (เดือนของดวงจันทร์) รถเร็วจะผ่านรถช้าที่จุดต่าง ๆ ที่รอบทางนั้น เมื่อ รถช้าแล่นไปได้ ๑๙ รอบ รถเร็วจะผ่านรถช้าเกือบจะเป็นจุดเดียวกันเมื่อเวลาเริ่มออกรถพร้อม ๆ กันแล้วรอบของการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ก็จะตั้งต้นใหม่ 

ในสมัยบาบิโลเนีย (Babylonia) ประมาณ ๒,๐๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวบาบิลอน (Babylonian) ได้ประดิษฐ์ปฏิทินอาศัยหลักคาบเวลาระหว่างดวงจันทร์วันเพ็ญ เฉลี่ยนาน ๒๙ ๑/๒  วัน และ แบ่งปีออกเป็น ๑๒ เดือน ทางจันทรคตินานรวม ๓๕๔ วัน ซึ่งสั้นกว่าสุริยคติประมาณ ๑๑ วัน ต่อมาอีกไม่นาน พิธีซึ่งเขากำหนดไว้ เช่น พิธีที่เกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวข้าวก็ตกในฤดูที่ไม่ตรงพระจึงได้แก้ไขปฏิทินโดยเพิ่มจำนวนวันหรือเดือนขึ้นให้ตรงกับวงรอบทางดาราศาสตร์เพื่อให้ตรงกับธรรมชาติขั้นแรกเพิ่มจำนวนเดือนขึ้นตามแต่พระจะเห็นชอบแล้วภายหลังเพิ่ม ๗ เดือน แบ่งกระจายในคาบ ๑๙ ปี เพื่อให้เดือน และ ปีได้ครบรอบธรรมชาติ 

หน่วยเวลาตามสุริยคติซึ่งนับเป็นวันแบ่งย่อยออกเป็นชั่วโมง และ วินาที วัดความนานของเวลาเป็นวัน ๆ สำหรับเวลานานกว่าวันย่อมต้องมีการเกี่ยวข้องกับฤดูกาลเมื่อฤดูกาลกำหนดโดยตำแหน่งแกนโลกนับเนื่องจากดวงอาทิตย์ และ ดวงอาทิตย์ก็กำหนดตำแหน่งที่ของจักรราศีเมษ (vernal equinox) หน่วยเวลานานที่ใช้จึงเป็นปีซึ่งเป็นอันตรภาคเวลาระหว่างเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ถึงจุดตั้งต้นจักรราศีเมษได้บรรจบครบรอบปีชนิดนี้นาน ๓๖๕.๒๔๑๙ วัน เวลาสุริยคติปานกลางยังมีเศษทศนิยมต่อไปอีกมากมายหลายตัวกำหนดค่าเป็นจำนวนเลขลงตัวพอดีไม่ได้เป็นเหตุให้การวัดหน่วยเวลา ยุ่งยากกว่าการวัดอื่น ๆ เช่น ระยะยาว น้ำหนัก หรือค่า ของหน่วยใหญ่ ๆ ซึ่งนิยามกำหนดไว้แน่นอนว่ามีจำนวนเล็กกว่าเท่าใด เช่น ๑ ฟุตมี ๑๒ นิ้ว และ ๑ บาท มี ๑๐๐ สตางค์

 

1
จูเลียส ซีซาร์

 

เวลาสุริยคติปานกลางเป็นเวลากำหนดจากดวงอาทิตย์สมมุติขึ้นให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้าด้วยความเร็วเชิงมุมซึ่งกำหนดให้เท่ากับที่ดวงอาทิตย์ปรากฏเคลื่อนที่ไปตามสุริยวิถี (ecliptic) ถึงรอบที่ราศีเมษพร้อมกันปฏิทินที่ใช้กันในประเทศที่นับถือคริสต์ศาสนามีชื่อว่า ปฏิทินเกรกอเรียน ได้ชื่อจากสันตะปาปาเกรกอรีที่ ๑๓ (Gregory XIII) เป็นปฏิทินทางการของนิกายโรมันคาทอลิก ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๕๘๒ ปฏิทินนี้ใช้แทนปฏิทินจูเลียน (Julian calendar) ซึ่งจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ได้นำมาใช้ที่กรุงโรมเป็นครั้งแรก

 

ในสมัยแรก ๆ ของกรุงโรมชาวโรมันใช้ปฏิทินนับเนื่องจากดวงจันทร์ปีหนึ่งมี ๑๐ เดือน ใช้เพิ่มวันขึ้นตามความเหมาะสมให้ตรงกับฤดูกาลเป็นครั้งคราวถึงแม้ว่าในศตวรรษที่ ๘ ก่อนคริสต์ศักราช ได้เปลี่ยนให้ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน ชื่อเดือน ๔ เดือนสุดท้ายยังคงใช้กันต่อมาจนบัดนี้คือ กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม ซึ่งมีความหมายในภาษาละตินเป็นเดือนที่ ๗, ๘, ๙ และ ๑๐ ตามลำดับ

 

1
สันตะปาปาเกรกอรีที่ ๑๓ เป็นประธานการประชุมปฏิรูปปฏิทิน ที่กรุงโรม
นักปราชญ์ผู้หนึ่งกำลังอธิบาย ชี้จักรราศีเกี่ยวเนื่องกับเดือน
[จากภาพเขียนเมื่อคริศต์ศตวรรษที่ ๑๖ ของหอสมุดแห่งชาติเซียนา(Siena-Bibliothique Nationale)]

 

ต่อมาในสมัยจูเลียส ซีซาร์ ซึ่งเป็นนักการเมือง นักประวัติศาสตร์ และ แม่ทัพผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และ มีอำนาจ ปรากฏว่า ปฏิทินโรมันอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงคลาดเคลื่อนกับฤดูกาลกว่าสองเดือนโดยการแนะนำของนักดาราศาสตร์กรีก-อียิปต์ ชื่อ โซซิเจเนส (So- sigenes) จูเลียส ซีซาร์จึงได้สั่งเปลี่ยนแปลงปฏิทิน ให้ปีที่ ๔๖ ก่อนคริสต์ศักราชมี ๔๔๕ วัน และ เพิ่ม วัน ๒๓ วัน ที่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และ เพิ่มวัน ๖๗ วันระหว่างเดือนพฤศจิกายน และ ธันวาคม จึงนับเป็นปีที่มีความสับสน นอกจากนี้ จูเลียส ซีซาร์ ยังสั่งให้เพิ่มวันในเดือนกุมภาพันธ์ทุกสี่ปีให้เป็นปีที่ ๓๖๖ วัน ซึ่งเราเรียกกันว่า ปีอธิกสุรทิน ทั้งนี้เพื่อให้คงสภาพตามฤดูกาลไปได้นานการเปลี่ยนตามเกณฑ์จะเหมาะสมดีถ้าปีตามศัพท์นิยามมี ๓๖๔.๒๕ วัน ซึ่งใน ๔ ปีจะเพิ่มขึ้นเป็น ๑ วันพอดีแต่ตามความเป็นจริงปีหนึ่งนานน้อยกว่า ๓๖๕.๒๕ เกือบ .๐๐๘ ของวัน ดังนั้นในหนึ่งพันปีปฏิทินจูเลียนจะคลาดเคลื่อนไปเกือบ ๘ วัน 

ใน ค.ศ. ๑๕๘๒ ความคลาดเคลื่อนได้สะสมมากขึ้นเป็น ๑๓ วัน ภายหลังได้มีการประชุมปรึกษาเป็นเวลานานในหมู่นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และ นักฟิสิกส์มีชื่อหลายคนสันตะปาปาเกรกอรีได้ สั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงการคิดเวลาปฏิทินใหม่ให้นับเวลาจุดตั้งต้นจักรราศีเมษเหมือนใน ค.ศ. ๓๒๕ แต่ไม่ให้เปลี่ยนปฏิทินกลับไปถึงสมัยของจูเลียส ซีซาร์ ๔๕ ปีก่อนคริสต์ศักราชดังนั้นจึงต้องตัดวันนับตามปฏิทิน และ กำหนดไม่ให้ปีศตวรรษซึ่งหารด้วย ๔๐๐ ไม่ได้ลงตัวเป็นปีอธิกสุรทิน เช่น ค.ศ.๒๐๐๐ เป็น ปีอธิกสุรทินแต่ปี ๑๗๐๐, ๑๘๐๐ และ ๑๙๐๐ ไม่เป็นอธิกสุรทินใน ๔๐๐ ปี ปฏิทินจูเลียนมีปีอธิกสุรทิน ๑๐๐ ปี แต่ปฏิทินเกรกอเรียนมีปีอธิกสุรทินเพียง ๙๗ ปี ความคลาดเคลื่อนในปฏิทินเกรกอเรียนจะมีเพียงภายใน ๑ วันใน ๓,๓๒๓ ปี 

การเปลี่ยนแปลงไปใช้ปฏิทินเกรกอเรียน คงใช้กันในที่ซึ่งสันตะปาปามีอำนาจ ยังไม่ได้ใช้ที่อื่นทั่วไปพร้อมกัน อังกฤษ และอาณานิคม เริ่มใช้ในค.ศ. ๑๗๕๒ รุสเซีย กรีซ และประเทศอื่นๆ ซึ่งถือนิกาย ออร์ทอดอกซ์ (orthodox) ยังคงใช้ปฏิทินจูเลียนจนถึง ค.ศ. ๑๙๒๓ และเขาใช้ระบบคำนวณปีอธิกสุรทิน ซึ่งแม่นยำดีกว่าที่ใช้ในปฏิทินเกรกอเรียนกล่าวคือจะเป็นปีอธิกสุรทินก็ต่อเมื่อปีศตวรรษหารด้วย ๙ ได้เศษ ๒ หรือ ๖ เท่านั้น เฉลี่ยความนานของปีตามระบบนี้ได้ค่าเฉลี่ยแล้วใกล้เคียงกับความนานของปี ภายใน ๓ วินาทีส่วนปีตามปฏิทินเกรกอเรียนเฉลี่ยแล้วมีความคลาดเคลื่อนประมาณ ๒๔ วินาที ปฏิทินระบบนิกายออร์ทอดอกซ์กับของเกรกอเรียนจะลงรอยกัน จนถึง ค.ศ. ๒๘๐๐ เวลานั้นจะมีความต่างกัน ๑ วัน ปีเกรกอเรียนเป็นปีอธิกสุรทินแต่ปีในระบบของออร์ทอดอกซ์เป็นปีธรรมดา

ในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ถือคริสต์ศาสนาต่างก็มีปฏิทินของเขาเช่นปฏิทินของยิว และ โมฮัมเมดาน (Mohammedan) ใช้หลักจากเดือนจันทรคติ และ นับปีจากวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ 

สำหรับประเทศไทยนับทางจันทรคติตั้งต้นปีใหม่ที่เดือนห้า ขึ้นหนึ่งค่ำ และ เรียงลำดับเดือนต่อไปเป็นเดือนหก เจ็ด แปด เก้า สิบ สิบเอ็ด สิบสอง แล้วติดตามด้วยเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม และ เดือนสี่ และ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้บัญญัติให้ใช้เดือนทางสุริยคติตามแบบสากล จึงได้ใช้ชื่อทั้งสิบสอง ราศีมาตั้ง เช่น เมษายน หมายความว่า ดวงอาทิตย์ ได้มาอยู่ในราศีเมษ (มีรูปดาวนักษัตรประจำราศี เป็นรูปแกะ) และ พฤษภาคม ดวงอาทิตย์ได้มาอยู่ ในราศีพฤษภ (รูปโค) เป็นต้น ลำดับต่อไปตามนักษัตรประจำราศีปีใหม่ตั้งต้นเดือนเมษายน 

ใน พ.ศ. ๒๔๘๓ ทางราชการได้เปลี่ยนให้ใช้ปีใหม่ตั้งต้นด้วยเดือนมกราคม

เดือน และ วันในสัปดาห์ 

ปฏิทินจูเลียนและปฏิทินเกรกอเรียนมีความผิดที่สำคัญมากอยู่สองประการคือความยาวของเดือน และ ระเบียบการตั้งชื่อไม่สมเหตุผลความผิดนี้สืบมา จากจูเลียส ซีซาร์ ที่สั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงปฏิทิน โรมัน โดยได้เปลี่ยนแปลงการตั้งต้นปีจากเดือนมีนาคม มาเป็นเดือนมกราคม และ สร้างระบบง่ายๆ ให้เดือน เลขคี่มี ๓๑ วัน และเดือนเลขคู่มี ๓๐ วัน เว้นแต่ เดือนที่สอง ซึ่งต้องมี ๓๐ วัน ในปีอธิกสุรทินเท่านั้นส่วนปีอื่นให้มี ๒๙ วัน นอกจากนี้จูเลียส ซีซาร์ ยังทำให้เกิดความสับสนในเรื่องชื่อเดือนโดยใช้ชื่อ เดือนกรกฎาคม (Quintilis) ตามตัวเขาชื่อเดือนนี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า July และให้คงใช้ชื่อเดือน กันยายน ซึ่งมีความหมายเป็นเดือนที่เจ็ด (Sextilis) เป็นเดือนที่เก้า

เมื่อออกัสตัส ซีซาร์ (Augustus Caesar) ได้เป็นผู้ครองกรุงโรมสืบต่อจากจูเลียส ซีซาร์ ได้เปลี่ยนใช้ชื่อเดือนที่เจ็ดตามชื่อของตน เรียกว่า เดือนสิงหาคม ให้มีจำนวนวันเท่ากับเดือนกรกฎาคมของจูเลียส ต้องหักอีกวันหนึ่งออกจากเดือนกุมภาพันธ์ 

กำเนิดของสัปดาห์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอนแต่ชื่อของวัน ๗ วันใน ๑ สัปดาห์นั้นมีกำเนิดทางดาราศาสตร์แน่นอน 

นักดาราศาสตร์โบราณได้ใช้ชื่อชั่วโมงของวันตามดาวพระเคราะห์ ๗ ดวง ซึ่งเขาเห็นเคลื่อนที่ไปตามจักรราศีลำดับตามระยะห่างจากโลก ตามที่เขาคิดในครั้งนั้นคือ ดาวเสาร์ ดาวพฤหัส ดาวอังคาร ดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์ ดาวพุธ และดวงจันทร์ แล้วเขาให้ชื่อวันที่ตรงกับชั่วโมงที่หนึ่งแต่เมื่อมีชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงที่จะใช้ตั้งชื่อ ๗ ชื่อ เขาจึงใช้ชื่อทั้ง ๗ นั้นไปครบ ๓ รอบ คงเหลืออีก ๓ วันนับต่อไปตาม ลำดับครบ ๒๔ ชั่วโมง แล้วถึงชั่วโมงที่ ๒๕ จะเป็นชื่อวันถัดไปในที่นี้ตกเป็นวันอาทิตย์นับลำดับต่อไปโดยทำนองเดียวกัน คงได้ชื่อวันลำดับเป็น วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี และ วันศุกร์

เว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป
Tags
  • Posted By
  • Plookpedia
  • 9 Followers
  • Follow