Log in | วันจันทร์ที่ 22 เม.ย. 2562 | 7:36 น.
 
 

SHARE

   
โพสโดย : Tutor Ferry วันที่ : 24 ก.ย. 2558 เวลา : 11:58 น.

เมื่อลูกวัย 10 ขวบบอกว่าอยากเป็นหมอ คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ทำอย่างไร? (บันได 4 ขั้นส่งให้ลูกเป็นหมอ)


เรื่องเริ่มจากลูกของผมวัย 10 ขวบบอกว่าอยากเป็นหมอ


เค้าบอกว่าทรัพย์สินมีค่าที่สุดที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะให้ลูกได้ก็คือความรู้ และมากกว่านั้นก็คือการมีอาชีพที่มั่นคง เพราะว่าเราไม่ได้รวยหลักพันล้าน หรือมีกิจการใหญ่โตมากมาย พ่อแม่บางคนก็ทำงานธรรมดาๆ บางคนก็รับราชการ บางคนก็เป็นพ่อค้าแม่ค้าทั่วๆไป ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติมากมายอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะให้ลูกมีความมั่นคงได้ก็คือความรู้และอาชีพที่มั่นคง อาชีพหนึ่งที่เป็นค่านิยมมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็คือ การเป็นหมอ (หมายถึงนายแพทย์ หรือแพทย์หญิงนะครับ)


จนทุกวันนี้ผมว่าคนทั่วๆไปก็คงอยากให้ลูกมีอาชีพเป็นหมอในลำดับต้นๆอยู่ดี แต่การจะเข้ามหาวิทยาลัยเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะว่ายากมากก็คงไม่ผิดนัก ก็เพราะใครๆก็อยากเรียนหมอ แต่ที่นั่งเรียนมีอยู่จำกัด การแข่งขันจึงค่อนข้างเข้มข้นกว่าคณะอื่นๆ


พ่อแม่ที่คิดมากหน่อยก็เลยต้องมีการวางแผนการศึกษาให้ลูกแต่เนิ่นๆ ผมคนนึงหละที่มีลูก ( กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย) และวันนึงลูกก็มาบอกว่า"อยากเป็นหมอ อยากเรียนหมอ" ผมก็เลยต้องคุยกับลูกนิดหน่อยถึงการเรียนหมอ และการเป็นหมอ


หลังจากคุยกัน ผมก็เลยมาสรุปว่า จะทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็สรุปแผนไว้เป็น บันได 4 ขั้น วันนี้ก็เลยอยากมาแชร์เรื่องที่จะส่งลูกให้ไปถึงฝั่งฝันได้จะต้องทำอย่างไรบ้าง? มาดูกันครับ


บันไดขั้นที่ 1 Motivation

ผมเริ่มจากการพูดคุยกับลูกก่อน ว่าโตขึ้นอยากทำอาชีพอะไรกันแน่ นอกจากการเป็นหมอ แล้วก็มาหาข้อสรุปกันโดยเริ่มจากกาลิสต์อาชีพต่างๆออกมาก่อน แล้วก็คุยกันว่าอาชีพนี้ต้องทำอะไรบ้าง ข้อดี ข้อเสีย ชอบหรือไม่ ? แล้วก็มาเข้าเรื่องการเป็นหมอกัน ว่าเป็นอย่างไร กลัวเลือดมั๊ย ตอนเรียนต้องมีการผ่าร่างกายคน (ที่เค้าเรียกว่าอาจารย์ใหญ่) ดูข้างในนะ กลัวหรือป่าว เรียนหนักกว่าคณะอื่นๆนะ แต่ถ้าจบออกมาได้ก็สบาย มีคนนับถือ ได้ช่วยเหลือคน ทีนี้ถ้าสนใจเรียนหมอก็มาดูกันว่าเรียนหมอเนี่ยะ มีหมออะไรบ้าง หมอทั่วไป หมอฟัน หมออายุรกรรม สูติฯ หมอเฉพาะทาง หมอศัลยกรรม ก็ไล่กันไป แล้วก็สรุปกันว่าชอบมั๊ย อยากเป็นหมออีกมั๊ย? อยากช่วยเหลือคนมั๊ย? ถ้ายังยืนยันจะเป็นหมอเหมือนเดิมก็ต้องมาวางแผนกัน


บันไดขั้นที่ 2 สอบเข้าโรงเรียนมัธยม

ที่เรียกกันว่า ห้องเรียนพิเศษหรือหลายคนเรียกว่า Gifted คือต่อไปถ้าอยากเป็นหมอก็ต้องพยายามกันหน่อย เริ่มจากต้องเข้าเรียนห้องเรียน Gifted ให้ได้จะโรงเรียนไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น บดินทร์เดชา สวนกุหลาบ สตรีวิทย์ สามเสนฯ สาธิตมศว. หรือสาธิตอื่นๆ ก็ได้นะ ขอให้เป็นห้องเรียนพิเศษ


"เพราะอะไร ? ต้องเป็นห้องเรียนพิเศษ "


นั่นเป็นคำถามที่ลูกถามมา ผมว่าเด็กๆหลายคนก็คงจะสงสัยเหมือนกัน ก็ต้องอธิบายว่า "เพราะว่าห้องเรียนพิเศษ เค้ารวบรวมเด็กที่เรียนเก่งๆมาเรียนด้วยกัน คุณครูก็สอนแบบเด็กเรียนเก่ง เราจะได้พัฒนาไปได้มากกว่าเด็กที่เรียนห้องเรียนธรรมดา เหมือนเราต้องวิ่งแข่งกับคนที่วิ่งเร็วๆ เราก็ต้องพยายามวิ่งให้เร็วขึ้นๆ เพื่อจะได้ตามคนอื่นให้ทัน แต่ถ้าเราแข่งกับคนที่วิ่งช้าเราก็จะไม่พัฒนาตัวเองเท่าไหร่" ตรงนี้ผมไม่ได้สอนให้ลูกไปแข่งขันกับใครนะครับ ก็ต้องอธิบายให้ลูกฟังด้วย ว่าเรามีเป้าหมาย หลายๆคนเค้าก็มีเป้าหมาย ทุกคนที่อยากเป็นหมอเค้ามีเป้าหมายเดียวกัน เราก็ต้องพยายามให้มาก แต่ถ้าลูกคิดว่าไม่ไหวเมื่อไหร่ก็บอก เราจะได้มาดูกันว่าจะทำอย่างไร พยายามมากขึ้นได้มั๊ย หรือจะเปลี่ยนดี บางครั้งการไม่ได้เรียนหมอก็อาจจะดีกว่าก็ได้สำหรับเรา ยังมีอาชีพอีกเยอะ ลองคิดเรียนอย่างอื่นเผื่อไว้ด้วย หรือเวลาเปลี่ยนไปความคิดเปลี่ยนก็มาคุยกันใหม่ อย่างน้อยเราเล็งไปที่ดวงจันทร์ ถึงมันจะไม่ถึงดวงจันทร์ก็ยังไปตกที่ดวงดาวน่า (อันนี้เอามาจากโฆษณา)


แล้วก็คงต้องคุยกันถึงเรื่องการเรียน เผอิญว่าผมเป็นครู เป็นติวเตอร์ ก็สามารถสอนลูกได้เอง ก็จะรู้ว่าลูกเรามีความสามารถระดับไหน แต่ผมจะไม่เร่งลูกมากไป ให้เค้ารู้สึกว่าอยากเรียนเองจะดีกว่า


บันไดขั้นที่ 3 สอบเข้า ม.4 ห้องเรียนพิเศษมหิดลวิทยานุสรณ์

ตรงนี้บอกเลย ว่ายาก เพราะว่าห้องเรียนพิเศษมหิดลฯ สอบรอบแรกคัดเหลือ 500 คนจากคนสมัครน่าจะหลักแสน สอบรอบสองคัดเหลือ 240 คน จากเด็กทั่วประเทศ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่ จะทำอย่างไร ? จะต้องเตรียมตัวอย่างไร ? ตรงนี้ผมก็เริ่มคุยๆกับลูกบ้างแล้ว ดีนะที่อยู่ในวงการ การศึกษาก็พอจะรู้บ้างว่าแนวข้อสอบจะเป็นอย่างไร และก็โชคดีมากๆที่ลูกเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือมาก ไปทิ้งไว้ที่ร้านหนังสืออย่าง นายอินทร์ หรือ ซีเอ็ด หรือ B2S เถอะอยู่ได้เป็นวันๆ และชอบอ่านหนังสือการ์ตูนที่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งเข้าทางมากสำหรับการสอบห้องเรียนพิเศษที่ มหิดลฯ เพราะจะมีข้อสอบที่ให้เด็กได้ใช้ความคิดแบบเปิดที่ทดสอบความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จริงๆ ตอนนี้ก็เก็บความรู้ไปเรื่อยๆก่อน

บันไดขั้นที่ 4 คือเข้าคณะแพทย์ศาสตร์

แน่นอนอยู่แล้วว่าการจะเป็นหมอก็ต้องเข้าศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ ให้ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ถึงแม้ว่าจะไต่จนถึงบันไดขั้นที่ 3 แล้ว แต่ก็มีโอกาสมากกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียน มหิดลฯ จริงๆแล้วก็ไม่แน่หรอก จะเรียนที่ไหนก็เหมือนกันขอให้มีความตั้งใจจริง ตั้งใจเรียน ก็สามารถเข้าคณะแพทย์ศาสตร์ได้เหมือนกันครับ เพียงแต่ว่าตอนนี้เราก็วางแผนเอาไว้ ว่าจะทำอย่างไรเป็นการทดสอบความสามารถไปในตัวด้วย


ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องบอกไว้ด้วยครับว่า เป็นความคิดเห็นของผมเท่านั้นและเป็นเรื่องเฉพาะตัวสำหรับเด็กแต่ละคนด้วย ว่าพ่อแม่จะทำอย่างไร บางครอบครัวอาจจะนำไปใช้ได้ บางครอบครัวอาจจะไม่เหมาะกับวิธีนี้ 


แต่ที่สำคัญที่คนเป็นพ่อ เป็นแม่ต้องคิดและใส่ใจไว้ก่อนคือ ให้เป็นการคิดร่วมกันกับลูก เป็นการปรึกษาหารือกันมากกว่าการบังคับ และไม่ทำให้เป็นเรื่องซีเรียสเกินไป แต่เป็นการตั้งใจทำเพื่อให้เป็นไปตามที่คิด โดยมีการปรึกษาและสามารถปรับแผนได้ตลอดเวลา 


"คุณพ่อ คุณแม่ ต้องเป็นที่ปรึกษาให้ลูกได้ในทุกๆเรื่อง ผมว่าการปลูกฝังให้ลูกมีเป้าหมาย มีการวางแผนจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการดำเนินชีวิตต่อไป และไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ประสบความสำเร็จได้ครับ"


Cr : http://www.tutorferry.com/2015/06/10-4.html