Log in | วันจันทร์ที่ 28 ก.ค. 2557 | 11:16 น.
 
 
   
โพสโดย : nancha วันที่ : 16 ก.ย. 2556 เวลา : 20:18 น.

รายงานการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ชื่อผลงาน รายงานการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียน

เทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี

ชื่อผู้รายงาน นางมยุรี ใบบัว ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการ

ชำนาญการพิเศษ

สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี

อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

ปีที่เขียนรายงาน ปีการศึกษา 2555

สังคมไทยเห็นพ้องร่วมกันน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับชุมชน ระดับภาคและระดับประเทศในทุกขั้นตอนของแผนฯอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งร่วมจัดทำรายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อมุ่งสู่ "สังคมอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง" (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักนายกรัฐมนตรี : 2554) ซึ่งการพัฒนาด้านการปฏิรูปกาศึกษาในทศวรรษทีสอง (พ.ศ.2552-2561) มีประเด็นสำคัญคือวิสัยทัศน์ คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพโดยมีเป้าหมายคือ ภายในปี ๒๕๖๑ มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยเน้นประเด็นหลักสามประการ คือ

๑. คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ของคนไทย โอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาแหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม หลักสูตรและเนื้อหา พัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดคนเก่งดีและมีใจรักมาเป็นครูคณาจารย์ได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

2. เพิ่มโอกาสการศึกษาและเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม ในการบริหารและจัดการศึกษา โดยเพิ่มบทบาทของผู้ที่อยู่ภายนอกระบบการศึกษา

โดยกรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ที่ให้มีการปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดย

๑. พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

๒. พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ ที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดคนเก่ง คนดี มีใจรักในวิชาชีพครูมาเป็นครู

๓. พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาทุกระดับ/ประเภทให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพและพัฒนาแหล่งเรียนรู้อื่นๆ สำหรับการศึกษาและเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย

๔. พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชนและทุกภาคส่วน มีระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล

เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดย (๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (๒) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (๓) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (๔) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (๕) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพ แวดล้อม สื่อการเรียน และอานวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ (๖) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน ตามศักยภาพ มาตรา ๒๕ รัฐต้องส่งเสริมการดาเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ มาตรา ๒๖ ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา มาตรา ๒๙ ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวน การเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่าง ๆเพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน และมาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังคำกล่าวของ อำรุง จันทวานิช (2539 : 3) กล่าวถึง ความสำคัญของการวิจัยว่า การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการจัดการสอน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูทุกคนให้ความสนใจ เพราะครูเป็นผู้มีหน้าที่พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณสมบัติอันพึงประสงค์ หากครูสามารถใช้วิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนแล้ว ย่อมเป็นแนวทางในการนำไปสู่ความสำเร็จของผู้เรียนในอนาคตและยังช่วยพัฒนาความรู้ ความสามารถด้านวิชาชีพครูตลอดจนความก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าการวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research)เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ อันเป็นความจริงที่เชื่อถือได้ในเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ขอนักเรียนในบริบทของชั้นเรียน หรือการวิจัยในชั้นเรียนเป็นบทบาทของครูในการแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนโดยทำพร้อม ๆ กันไปกับการเรียนการสอนตามปกติด้วยกระบวนการเรียบง่ายและเชื่อถือได้เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและการแก้ปัญหาของชั้นเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน

รายงานการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ผู้ประเมินได้ใช้วิธีการประเมินตามแนวการประเมินซิปป์โมเดล (CIPP Model) ของสตัฟเฟิลบีม ( Stufflebeam) การประเมินโครงการแบ่งเป็น 4 ตอน คือ การประเมินบริบทของโรงเรียน ปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ กระบวนการดำเนินงานตามโครงการ และผลผลิตของโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์คือ

1. เพื่อประเมินบริบทของโรงเรียนในด้านการปฏิรูปการเรียนรู้

2. เพื่อประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ

3. เพื่อประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการ

4. เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการ

การประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ผู้ประเมินได้ประเมินโครงการแบ่งเป็น 4 ตอน คือ การประเมินบริบทของโรงเรียน การประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ

ตอนที่ 1 การประเมินบริบทของโรงเรียนในด้านการปฏิรูปการเรียนรู้

ผู้ประเมินได้ดำเนินการประเมินบริบทของโรงเรียนที่เกี่ยวกับ การปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส กองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรีและศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียน

1. ผลการประเมินบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโรงเรียน

ผู้ประเมินได้ดำเนินการประเมินบริบทของโรงเรียนที่เกี่ยวกับสภาพการปฏิบัติงานของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส 6 ด้าน คือ

1. ด้านความเชื่อ / ความรู้ /ความเข้าใจ

2. ด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนรู้

3. ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้

4. ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพ

5. ด้านการบริหารโรงเรียน

6. ด้านผลการปฏิบัติงาน

2. การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนา (needs assessment) ผู้ประเมินโครงการสรุปผลจากข้อมูลบริบทสภาพของโรงเรียน ในด้านความเชื่อ /ความรู้ /ความเข้าใจ ด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียน ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพ ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านผลการปฏิบัติงาน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากค่าน้อยมาหาค่ามากทั้ง 6 ด้าน ๆ ละ 3 ลำดับ นำผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับน้อย ๆ มาจัดกลุ่มกำหนดเป็นโครงการต่าง ๆ ได้ 19 โครงการและประชุมครูเพื่อหาว่าโครงการใดเป็นโครงการที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด โดยวิธีเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญ (P.W.P.) ซึ่งได้โครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส เป็นโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรก เนื่องจากความคิดเห็นในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนที่ส่งผลถึงความดี ความเก่ง และการปรับตัวอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจะมีบทบาทสำคัญที่สุด

ตอนที่ 2 ประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ

ผู้ประเมินได้ทำการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโรงเรียนเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับด้านความเพียงพอของทรัพยากรที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ ได้แก่

1. ด้านบุคลากร

2. ด้านงบประมาณ

3. ด้านวัสดุ / อุปกรณ์ และเอกสารเกี่ยวกับงานวิจัยในชั้นเรียน

4. ด้านแผนงาน / โครงการ

ตอนที่ 3 ประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการ

ผู้ประเมินได้ทำการประเมินกระบวนการของโครงการเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการ ได้แก่

1. ด้านการดำเนินงานตามแผนงาน / โครงการ

2. ด้านกระบวนการฝึกอบรมการทำวิจัยในชั้นเรียน

3. ด้านการนิเทศภายใน

4. ด้านการนำเสนอผลงานการวิจัยในชั้นเรียน

ตอนที่ 4 ประเมินผลผลิตของโครงการ

ผู้ประเมินได้ทำการประเมินผลผลิตตามจุดมุ่งหมายของโครงการ เพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับด้านผลผลิต คือ ครูผู้สอนสามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียนมาพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้และพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้สรุปผล การประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี สรุปผลการประเมินได้ ดังนี้

1. ผลการประเมินบริบทในด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียน

1.1 ด้านการประเมินการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส พบว่า

บริบทของโรงเรียนเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ ทั้ง 6 ด้านคือ ด้านความเชื่อ/ความรู้ ความเข้าใจ ด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนรู้นักเรียน ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพ ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านผลการปฏิบัติงาน ระดับความคิดเห็นในการปฏิบัติในความคิดเห็นของครูอยู่ในระดับมาก สำหรับระดับความคิดเห็นที่อยู่ในระดับต่ำสุดของแต่ละด้านคือรายการ ท่านยอมรับว่าบางเรื่องผู้เรียนรู้เรื่องดีกว่า นักเรียนมีความ สามารถ ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง นักเรียนได้ทดลองใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ท่านประเมินตนเองและให้นักเรียนประเมินการสอนอยู่เสมอ ท่านร่วมมือกับผู้ปกครองใช้ผลการประเมินพัฒนานักเรียนและการสอน ท่านจัดทำแผนพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน ผู้บริหารเปิดโอกาสให้ครูทุกคนร่วมปรับปรุงและตรวจสอบการเงินของโรงเรียน ท่านมีบทบาทในการดำเนินงานของโรงเรียนทุกชนิด ส่วนความคิดเห็นของนักเรียนในบริบทของโรงเรียนเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ด้านกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนและผลการเรียนรู้และด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายการที่อยู่ในระดับต่ำสุดคือนักเรียนได้ฝึกการวัดผลงาน ฝึกประเมินและปรับปรุงตนเองกำหนดวิธีการ / เกณฑ์การประเมินร่วมกับนักเรียน

1.2 ด้านการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียน โดยให้คณะครูของ

โรงเรียนทุกคน ระดมความคิดเห็น ในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ พบว่า คณะครูทำการคัดเลือกโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเป็นโครงการที่มีความจำเป็นในลำดับแรก

2. ผลการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ

การประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการเกี่ยวกับบุคลากร งบประมาณ สื่อวัสดุอุปกรณ์

แผนงาน / โครงการ พบว่า มีความเพียงพอต่อการดำเนินโครงการการวิจัยในชั้นเรียน จากการศึกษา

พบว่า

2.1 ด้านบุคลากร มีวิทยากร คุณวุฒิระดับปริญญาโท มีประสบการณ์การทำวิจัย

มากกว่า 3 เรื่อง และครูเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 33 คน ซึ่งได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงสรุปได้ว่า ด้านบุคลากรวิทยากรมีความรู้และประสบการณ์ผ่านตามเกณฑ์การประเมิน

2.2 ด้านงบประมาณของโครงการการวิจัยในชั้นเรียน มีงบประมาณ 14,320 บาท

เป็นไปตามแผนงบประมาณของโครงการ จึงสรุปได้ว่า โรงเรียนมีงบประมาณเพียงพอในการดำเนินการ

2.3 ด้านวัสดุ อุปกรณ์ และเอกสารเกี่ยวกับงานวิจัยพบว่ามีเอกสารเกี่ยวกับการ

วิจัยในชั้นเรียน จำนวน 10 เล่ม ซึ่งเพียงพอต่อกระบวนการอบรมการวิจัยในชั้นเรียนและตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงสรุปได้ว่า โรงเรียนมีวัสดุ อุปกรณ์และเอกสารประกอบการจัดกิจกรรมการอบรมเพียงพอในการดำเนินการ

3. ผลการประเมินกระบวนการดำเนินงานตามโครงการ

การประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการ กระบวนการฝึกอบรมการทำวิจัยในชั้นเรียน การนิเทศภายใน

3.1 ด้านกระบวนการดำเนินงาน โครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส พบว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนอยู่ในระดับมาก ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้

3.2 ด้านกระบวนการฝึกอบรมการทำวิจัยในชั้นเรียนการประเมินครูผู้สอนมีความรู้

ความเข้าใจ วิธีดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนผลการประเมินพบว่า ครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน เฉลี่ยรวมความรู้ความเข้าใจของครูทุกคนอยู่ในระดับมาก จึงสรุปได้ว่าครูมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในระดับมาก เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

3.3 ด้านการนิเทศภายในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส

ผลการประเมินพบว่า คณะครู 33 คนได้รับการนิเทศจำนวน 2 ครั้ง /คน/ภาคเรียนครบทุกคนคือร้อยละ 100 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ครูผู้สอนร้อยละ 100 ได้รับการนิเทศ 2 ครั้ง/คน/ภาคเรียน

3.4 ด้านการนำเสนอผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส

ผลการประเมินพบว่า การนำเสนอผลงานวิจัยของครูผู้สอนจำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนครูทั้งหมดที่นำเสนอผลงานวิจัยคนละ 2 ชิ้น/ 1 ปีการศึกษา เป็นไปตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้

4. ผลการประเมินผลผลิตการประเมินผลผลิตของ โครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ผลการประเมินพบว่า ครูผู้สอนทุกคนสามารถพัฒนาการเรียนการสอน โดยนำผลการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ในการแก้ปัญหาและวางแผนการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ คิดเป็นร้อยละ 100ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ครูผู้สอนร้อยละ 100 สามารถพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน มาใช้ในการแก้ปัญหาและวางแผนการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นไปตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้คือร้อยละ 100

ผลจากการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีประเด็นที่ควรนำมาอภิปราย ดังนี้

1. ด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อมในการดำเนินการด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียน โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนมีความรู้ ความสามารถและทักษะตามหลักสูตร สามารถพัฒนาตนเองได้ตามแนวปฏิรูปการศึกษา จึงพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ โรงเรียนได้ดำเนินการวางแผนในการกำหนดแนวทางแก้ไข ปรับปรุงการบริหารงานด้านงานวิชาการ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการศึกษา จากผลการศึกษาสภาพการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนแต่ละด้าน คือด้านความเชื่อ / ความรู้ความเข้าใจ ด้านกระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียน และผลการเรียนรู้ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพ ด้านการบริหารโรงเรียน และด้านผลการปฏิบัติงาน นำมาศึกษาหาความต้องการที่จำเป็น ในการพัฒนาการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียน ตามโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนมาเป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุง การจัดกระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียน โดยครูผู้สอนจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการทุกกลุ่มสาระ จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้พัฒนาการเรียนรู้โดยใช้แหล่ง เรียนรู้ในท้องถิ่นและชุมชน ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริงเน้นทักษะกระบวนการ ส่งเสริม นิสัยรักการอ่าน สนับสนุนกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของนักเรียน ทั้งนี้คำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล การให้ความรู้และสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กัน ปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามไว้ ได้นำกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ซึ่งสอดคล้องกับ บัญชา อึ๋งสกุล ( 2543 : 61 - 62 ) ได้ให้แนวคิดว่า การวิจัยเป็นเหมือนหัวใจของการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะครูผู้สอนต้องมีการค้นคว้า วิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ และการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน สอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัฏฐธิดา เล่าส้ม (2547 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการทำวิจัยในชั้นเรียน คือด้านความรู้ความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียน ด้านลักษณะนิสัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในชั้นเรียน ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน และด้านการยอมรับนับถือ ส่วนปัจจัยด้านเจตคติต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับสูง และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำวิจัยในชั้นเรียน ด้านเวลาในการวิจัยในชั้นเรียนและด้านแหล่งศึกษาค้นคว้าข้อมูล เพื่อทำการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และการส่งเสริมจากผู้บริหารมีส่วนสำคัญสอดคล้องกับงานวิจัยของ โสรส กันแก้ว (2549:70-72) บทบาทในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารมี บทบาทมากที่สุด คือ ด้านการจูงใจ รองลงมา คือ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์การ และ ด้านการควบคุมงาน ส่วนบทบาทของครูที่จะดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนนั้นส่วนสำคัญคือครูต้องตระหนักและปฏิบัติ ทั้งด้านความเชื่อ / ความรู้ความเข้าใจ ด้านกระบวน การเรียนรู้ของผู้เรียน และผลการเรียนรู้ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพด้านผลการปฏิบัติงาน สอดคล้องกับงานวิจัยของศักดิ์ชัย พนารัตน์ (2550) ที่ศึกษาการพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการด้วยการมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้พื้นฐานในการทำวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายในเป็นกลุ่มย่อยและราย บุคคลตามสภาพความเหมาะสม ส่วนการฝึกทักษะการทำวิจัยในชั้นเรียนในสถานการณ์จริงขณะปฏิบัติงานจัดการเรียนการสอน ด้วยการใช้กระบวนการนิเทศ ช่วยเหลือแนะนำและสร้างขวัญกำลังใจทั้งโดยผู้วิจัยในลักษณะพี่เลี้ยงเป็นรายบุคคลและโดยการให้กลุ่มเป้าหมายเลือกจับคู่นิเทศซึ่งกันและกันจะส่งผลดีในการทำวิจัยในชั้นเรียนและนำไปใช้จริง

2. ด้านปัจจัยเบื้องต้นโรงเรียนได้ดำเนินการตาม โครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน การตัดสินใจในการดำเนินการได้ศึกษาปัจจัยเบื้องต้นของโรงเรียน คำนึงถึงความพร้อมและความเหมาะสมกับโครงการดังกล่าว ดังที่ บัญชา อึ๋งสกุล ( 2543 : 65 - 73 ) ได้กล่าวว่า การส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู ให้ครูสามารถทำการวิจัยในชั้นเรียนได้สำเร็จนั้น จะต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างในการส่งเสริม เช่น นโยบาย มีแหล่งเงินทุน วัสดุ อุปกรณ์ มีข้อมูลสารสนเทศ มีเอกสาร ตำราที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุน ส่งเสริมเรื่องความรู้ความเข้าใจในการทำ รวมทั้งนักการศึกษาที่ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารมีนักการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เสนอแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียน อาทิ ลัสดา กองคำ (2541 : 44) กล่าวว่า การทำวิจัยในชั้นเรียนให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพ และนำผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหา และปรับปรุงการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั้นผู้บริหารต้องมีบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนในด้านการดำเนินการวิจัยด้านวัสดุอุปกรณ์และแหล่งข้อมูลในการทำวิจัย สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2542 : 1 – 12) ได้กำหนดมาตรการให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้ส่งเสริม สนับสนุนการทำวิจัยในชั้นเรียน ในด้านของการสร้างบรรยากาศในการทำวิจัย การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำวิจัย การพัฒนาบุคลากรในการวิจัยการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคลากร จิรพันธ์ ไตรทิพย์จรัส (2543 : 68) กล่าวถึง บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริม และสนับสนุนการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่จะพัฒนากระบวน การเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ได้นั้นต้อง ส่งเสริมงบประมาณ วัสดุ ห้องสมุด ศูนย์วิชาการ การพัฒนาบุคลากรไป ศึกษาดูงาน การเผยแพร่ผลงานวิจัยและการให้กำลังใจ และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุทธิวงศ์ คำกล่อม (2553 : 70-75) ได้ทำการวิจัยเรื่องบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดกำแพงเพชร พบว่าผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการส่งเสริมให้เห็นความสำคัญและด้านการพัฒนาครู โดยรวมอยู่ในระดับมากผู้บริหาร สถานศึกษามีบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการสนับสนุนและจูงใจ ด้านการนิเทศภายใน ด้านการเผยแพร่ผลงานเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง

3. ด้านกระบวนการจากการประเมินกระบวนการดำเนินงานตามโครงการ ผู้ประเมินพบว่า กระบวนการดำเนินงานของ โครงการการวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนนั้น มีการดำเนินงานเป็นไปตามแผน จากการวิเคราะห์แบบสอบถามของครูผู้สอน 33 คน พบว่ากระบวนการดำเนินงานมีระดับการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ครูมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการวิจัยในชั้นเรียน อยู่ในระดับมาก ครูผู้สอนทุกคนได้รับการนิเทศจำนวน 3 ครั้ง/คน/ภาคเรียนด้านการนำเสนอผลงานวิจัยของครู คิดเป็นร้อยละ 100 จึงสรุปได้ว่ากระบวนการดำเนินงานของโครงการเป็นไปตามแผนอยู่ในระดับมาก ผู้ประเมินเห็นว่าจากการดำเนินงานผู้ประเมินพบว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนา และปรับปรุง แก้ไขที่เกี่ยวกับการดำเนินงานตามโครงการ คือ การนิเทศภายในที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในขั้นตอนต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อจะส่งผลต่อการดำเนินงานต่อเนื่องในครั้งต่อไป ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้น ดังแนวคิดของพิชิต ฤทธิ์จรูญ ( 2544 : 11 ) ได้กล่าวไว้ว่า การวิจัยในชั้นเรียน มีคุณค่าต่อการพัฒนาวิชาชีพครู และมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เพราะ นอกจากจะเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนแล้ว ยังเป็นการพัฒนาวิชาชีพ ทำให้เกิดมาตรฐาน สอดคล้องกับกรมวิชาการ (2545 : 65) ได้กล่าวถึงแนวทางการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้ ดังเช่น นำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ในการวางแผน/กำหนดนโยบายการเรียนการสอนและพัฒนาหลักสูตร ใช้ปรับปรุง/ดัดแปลงงานให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่าเป็นระบบ สำหรับครูผู้สอน นำไปใช้ในการพัฒนา ปรับปรุงการเรียนการสอนในห้องเรียน ได้แก่ ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอนโดยตรง เช่น การใช้เทคนิค การสอนซ่อมเสริมแบบต่าง ๆ ที่ครูคิดค้นขึ้นมาสินซ่อมเสริมผู้เรียนที่เรียนช้าไม่ทันเพื่อน ๆ ใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการเรียนการสอน เช่น การใช้นิทานพื้นบ้านเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียน ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร เช่น ครูสอนแบบหน่วยการเรียน โดยการบูรณาการสาระการเรียนรู้กลุ่มวิชาต่างๆ ตามที่หลักสูตรกำหนด ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอน เมื่อครูได้ข้อค้นความรู้ใหม่ๆ จากการวิจัยแล้ว ควรมีการเผยแพร่ให้แก่บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เผยแพร่ให้บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการ อ้างอิงค้นคว้า เผยแพร่แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดแนวทางในการศึกษาค้นหาความรู้ใหม่ที่ลึกซึ้งและมีประโยชน์ต่อไป หรือนำไปใช้ในการพัฒนาวิชาชีพ การวิจัยในชั้นเรียน นอกจากเป็นการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนแล้ว ยังเป็นการพัฒนาวิชาชีพครูอีกด้วย กล่าวคือ เมื่อครูทำวิจัยในชั้นเรียนทำให้เป็นการเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการของตนเอง ทำให้ครูมีนวัตกรม สื่อและวิธีการสอนที่มีคุภาพซึ่งทำให้เกิดมาตรฐานในการเรียนการสอนตามระบบประกันคุณภาพซึ่งสอดคล้อง กับเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของคุรุสภา พ.ศ. 2537 อีกประการหนึ่งครูยังสามารถนำผลงานที่เกิดจากการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้เป็นผลงานทางวิชาการตามหลักเกณฑ์การขอเลื่อนระดับหรือปรับตำแหน่งสูงขึ้นของสำนักงานคณะกรมการข้าราชการครูได้อีกด้วย

4. ด้านผลผลิตการประเมินผลผลิต ของโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ผู้ประเมิน พบว่า ครูผู้สอนทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการวิจัยในชั้นเรียน พัฒนางานการจัดกระบวนการเรียนรู้ นำสภาพปัญหามาวิเคราะห์หาแนวทาง แก้ไขได้อย่างถูกต้องโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษา ครุรักษ์ ภิรมย์รักษ์ ( 2544 : 5 ) ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า การวิจัยในชั้นเรียนเป็นเครื่องมือสำคัญของครูในการพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นครูไปสู่ครูมืออาชีพ และการวิจัยจะช่วยให้ครูเป็นนักแสวงหาวิจัยจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการทำงานของครูได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับงานวิจัยของน้ำฝน ใจดี (2553 : 66-67) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาคุณภาพการสอนด้วยการวิจัยในชั้นเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการสอน ประเมินกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ด้วยการวิจัยในชั้นเรียนโดยการใช้เทคนิคแผนภาพความคิด ผลการวิจัยพบว่า ผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจและเกิดทักษะในการทำวิจัยในชั้นเรียน สามารถดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน และใช้กระบวนการวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาการเพิ่มผลผลิต โดยใช้เทค

 
 
 
 
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา