Log in | วันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 2557 | 18:31 น.
 
 
   
โพสโดย : Mamy&Daddy วันที่ : 21 ต.ค. 2553 เวลา : 9:40 น.

จิตรกรรมที่เกิดขึ้นสมัยอยุธยาคือจิตรกรรมใดบ้าง

น่าจะเป็นจิตรกรรมที่เก่าแก่มากๆเลยอ่ะ

 
ตอบโดย : Glassesl3oy
วันที่ : 21 ต.ค. 2553
เวลา : 10:59 น.
คำตอบที่ 1

ยุคอยุธยา จิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นจิตรกรรมที่ประดับ ในพระปรางค์ กลุ่มที่ 2 เป็นจิตรกรรมที่ประดับบนผนังโบสถ์และวิหาร และกลุ่มที่ 3 เป็นจิตรกรรมที่ประ ดับบนผนังอาคารและโบสถ์ จิตรกรรมทุกกลุ่มนิยมเขียนภาพอดีตพุทธ พุทธประวัติและชาดก แต่กลุ่มที่ 3 จะเขียนภาพอดีตพุทธให้มีขนาดเล็กลง และยังนิยมเขียนภาพทศชาติและไตรภูมิอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี เทคนิคการใช้สีเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะการลงสีพื้นให้สามารถเขียนได้สดใส โดยที่ผิวรองพื้นไม่ดูดเนื้อสี ที่เขียนให้จางลงานที่ต้องควบคู่กันไปคืองานการการอนุรักษ์ ยกตัวอย่างงานของศิลปินกรมศิลปากรที่ทำการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมที่จังหวัดเพชรบุรีจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดเพชรบุรี มีพบจิตรกรรมรวม 12 วัด ส่วนใหญ่เป็นจิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ มีเพียง 2 วัด ที่เป็นจิตรกรรมสมัยอยุธยา คือ วัดใหญ่สุวรรณาราม และวัดเกาะแก้วสุทธาราม เรื่องราวที่เขียนเป็นภาพพุทธประวัติ ทศชาติ ชาดก เทพชุมนุม ลวดลายต่างๆ

วรรณคดี

และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณี วัฒนธรรม ลักษณะเป็นจิตรกรรมสีฝุ่นผสมกาว สภาพจิตรกรรมมีทั้งที่ยังอยู่ในสภาพดีและ ลบเลือน

 
ตอบโดย : medee
วันที่ : 21 ต.ค. 2553
เวลา : 13:11 น.
คำตอบที่ 2

วิหารพระมงคลบพิตร

พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปอิฐบุทองสัมฤทธิ์สีดำตลอดองค์เพราะเคลือบรักไว้ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระไชยราชา ราว พ . ศ .2081 สำหรับเป็นพระพุทธรูปประจำวัดซีเซียง ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชลอพระมงคลบพิตรมาไว้ ้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ และสร้างมณฑปครอบไว้ ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระ เจ้าเสือเกิดฟ้า ผ่าเครื่องมณฑปพังลงมาต้องพระศอหักก็โปรดเกล้าฯ ให้รื้อซากมณฑปสร้างใหม่ และซ่อมพระศอให้เหมือนเดิม จนเมื่อ พ . ศ .2310 เสียกรุงศรีอยุธยา วิหารพระมงคลบพิตรถูกไฟไหม้ทรุดโทรม พระเมาฬี และพระกรขวา หัก ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระยาโบราณราชธานินทร์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยาได้ซ่อมองค์พระด้วยปูนปั้น และในปี พ . ศ .2535 วิหารพระมงคลบพิตรทั้งองค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีขนาดใหญ่มาก ที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย


พระราชวังหลวงหรือพระราชวังโบราณ
พระราชวังหลวงที่ปรากฏในพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันคงเหลือแต่ฐาน อาคารให้เห็น เท่านั้นสันนิษฐานว่า พระเจ้าอู่ทองสร้างพระราชวังตั้งแต่เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เวียงเล็ก เมื่อ พ . ศ .1890 และเมื่อสร้างกรุงเสร็จใน พ . ศ .1893 จึงย้ายมาประทับที่พระราชวังใหม่ริม หนองโสน พระที่นั่งต่างๆ ในครั้งแรกนี้สร้างด้วยไม้อยู่ในบริเวณซึ่งปัจจุบันเป็น วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาเมื่อ พ . ศ .1991 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงถวายที่บริเวณ พระราชวังเดิมสร้างเป็นวัด ในเขต พระราชวัง เรียกว่า " วัดพระศรีสรรเพชญ์ " แล้วทรงสร้าง พระราชวังหลวงใหม่เลื่อนไปทางทิศเหนือ ชิดริมแม่น้ำลพบุรี พระที่นั่งต่างๆ ในเขตพระราชวังหลวงหรือที่เรียกในปัจจุบันว่า พระราชวังโบราณ เดิมเป็นที่ประทับของ พระมหากษัตริย์อยุธยาทุกรัชกาล ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาทางด้านเหนือ มีถนนสายรอบ กรุงผ่านจากวังจันทรเกษมไปเพียง 2 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ เวลา 08.30 น . - 16.30 น . รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทร .035-242284

บริเวณพระราชวังมีพระที่นั่งที่สำคัญดังนี้


พระที่นั่งวิหารสมเด็จ ตั้งอยู่ตอนใต้สุดเป็นปราสาทยอดปรางค์ มีมุขหน้าหลังยาวแต่มุขข้างสั้น มีกำแพงแก้วล้อม 2 ด้าน ตามพงศาวดารกล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดฯ ให้สร้างเมื่อ พ . ศ .2186 เพื่อแทนพระที่นั่งมังคลาภิเษกที่ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้ ชาวบ้านเรียนกว่า " ปราสาททอง " เนื่องจากเป็นปราสาทปิดทององค์แรกที่สร้างขึ้นสำหรับประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ


พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เป็นปราสาทยอดปรางค์ตั้งอยู่ตรงกลาง สร้างแบบเดียวกับพระที่นั่งวิหารสมเด็จ มีมุขยื่นออกมาเพื่อเสด็จออกรับแขกเมือง มีโรงช้างเผือกกระหนาบอยู่สองข้าง


พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ เป็นปราสาทจตุรมุขก่อด้วยศิลาแลง อยู่ติดกำแพงริมแม่น้ำ เดิมชื่อ " พระที่นั่งสริยามรินทร์ " ต่อมาเปลื่ยนเป็นชื่อนี้เพื่อให้คล้องกับชื่อ " พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท " ก่อสร้างเป็นปราสาทจตุรมุขยกพื้นสูงกว่าพระที่นั่งองค์อื่น ๆ ใช้เป็นที่สำหรับประทับทอดพระเนตร ขบวนแห่ทางน้ำ


พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างเมื่อ พ . ศ .2175 พระราชทานนามว่า " พระที่นั่งศิริยโสธรมหาพิมานบรรยงค์ " คล้ายปราสาทที่นครธม ต่อมาเปลี่ยนเป็น " พระที่นั่งจักรวรรติไพชยนต์ " ลักษณะเป็นปราสาทตรีมุข ตั้งอยู่บนกำแพงชั้นในหน้าพระราชวัง เป็นที่สำหรับทอดพระเนตรกระบวนแห่และฝึกซ้อมทหารเหมือนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ที่พระบรมมหาราชวัง

กรุงเทพมหานคร


พระที่นั่งตรีมุข อยู่ข้างหลังพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ไม่ปรากฎปีที่สร้าง เข้าใจว่าเดิมเป็นพระที่นั่งฝ่ายใน และเป็นที่ประทับในอุทยานฯ


พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ( พระที่นั่งท้ายสระ ) เป็นปราสาทจตุรมุข ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำ สมเด็จพระเพทราชาโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับสำราญพระราชหฤทัย เมื่อ พ . ศ .2233 และได้เสด็จประทับตลอดรัชกาล มีพระแท่นสำหรับทอดพระเนตรปลาที่ทรงเลี้ยงไว้สระนั้นด้วย


พระที่นั่งทรงปืน อยู่ริมสระด้านตะวันตก ใกล้พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ น่าจะใช้เป็นที่ฝึกซ้อมเพลงอาวุธและในสมัยพระเพทราชาทรงใช้เป็น


วัดไชยวัฒนาราม

 

 

อยู่ริมแม่น้ำฝั่งเดียวกับวัดพุทไธสวรรค์ แต่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะเมือง พระเจ้าปราสาททอง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นในปี พ . ศ .2173 เพื่ออุทิศวายให้เป็นอนุสรณ์สถาน ณ บ้านเดิมของพระราชมารดาและเพื่อเฉลิม พระเกียรติในการเสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยทรงมีพระราชนิยมศิลปะแบบขอม วัดนี้จึงมีสถาปัยกรรมรูปปรางค์ ประกอบด้วย พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุเป็นองค์ประธานสูงเด่นอยู่ท่ามกลาง ปรางค์ทิศและปรางค์รายทั้ง 8 ทิศ สันนิษฐานว่า แต่เดิมในคูหาปรางค์ประธาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาต ุหรือ สิ่งอันควรบูชาอื่น ๆ พระอุโบสถวัด อยู่ทางด้านตะวันออกของพระปรางค์ มีซากพระประธานเป็น พระพุทธรูปปรางค์มารวิชัย สร้างด้วยหินทราย และที่ฐานประทักษิณด้านทิศเหนือมีฐานรากของเจดีย์ 3 องค์ ตั้งเรียงกัน สันนิษฐานว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร ( เจ้าฟ้ากุ้ง รัตนกวีแห่งกรุงศรีอยุธยา ) เจ้าสังวาลย์ และเจ้าฟ้านิ่มพระสนมเอก ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปัจจุบันเป็นวัดร้าง แต่ยังมีพระปรางค์ ใหญ่และเจดีย์รายตามมุมคงเหลืออยู่และรูปทรงยังสมบูรณ์ดีเป็นส่วนมาก


วัดหน้าพระเมรุ
พระองค์อินทร์ ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดหน้าพระเมรุเมื่อ พ . ศ .2046 เดิมชื่อ วัดเมรุราชิการาม อยู่ริมสระบัว ตรงข้ามพระราชวังหลวง ครั้งแผ่นดินพระมหา จักพรรดิ์ได้ทรง ตั้งพลับพลาระหว่างวัดหน้าพระเมรุและวัดหัสดาวาสเป็นที่ทำสัญญาสงบศึกกับ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง สถาปัตยกรรมของวัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้นคือ พระอุโบสถไม่มี หน้าต่างแต่เจาะช่องไว้เป็นลูกกรง พระประธานเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรง เครื่องปราง มารวิชัย งดงามเป็นที่ยิ่ง หน้าบันไม้สักลงรักปิด ทองสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ หยุดเศียรนาคหน้าราหูล้อมรอบด้วยหมู่เทพพนม 26 องค์ ตรงอาสนสงฆ์มีจารึก เป็นกาพย์ ์สุภาพและกาพย์ยานี วัดหน้าพระเมรุได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วิหารน้อยหรือ วิหารเขียน มีบานประตูไม้แกะสลักฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในเคยมีจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบปัจจุบันลบเลือนมาก และมีพระพุทธรูปประทับห้อย พระบาทสมัยทวารวดีประดิษฐานอยู่

 

 
ตอบโดย : deawkung
วันที่ : 21 ต.ค. 2553
เวลา : 14:55 น.
คำตอบที่ 3


จิตรกรรม

 

จิตรกรรมก็เช่นเดียวกับงานแขนงอื่นของช่างหลวงช่างสมัยอยุธยาได้ใช้เป็นสื่อสะท้อนศรัทธาความเชื่อในพุทธศาสนา วาดไว้ในอุโบสถ หรือวิหาร หรือบนสมุดภาพช่างใช้สีฝุ่นผสมกาวระบายเรียบ ตัดเส้นแสดงความรู้สึกนึกคิด ผ่านฝีมืออันแม่นยำ เป็นที่ประจักษ์มาก่อนในงานช่างสุโขทัย


จิตรกรรมสมัยอยุธยา


จิตรกรรมสมัยอยุธยา คือจิตรกรรมไทยประเพณีที่มีอายุเริ่มตั้งแต่การสถาปนากรุงศรีอยุธยา ขึ้นเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 1893 จนถึง พ.ศ. 2310 ลักษณะงานมีรูปแบบ องค์ประกอบ เทคนิค และวัฒนธรรม ตามแบบจิตรกรรมไทยประเพณีภาคกลางที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย จีน เขมร และอิทธิพล ของศิลปไทยยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา ในระยะแรกใช้สีในวรรณะเอกรงค์ ต่อมาเมื่อมีการติดต่อกับต่าง ประเทศ ทำให้มีสีต่างๆ เพิ่มเข้ามา นิยมเขียนเรื่องอดีตพุทธ พุทธประวัติ ทศชาติชาดก เทพชุมนุมและ ภาพลวดลายต่างๆ ปิดทองที่ภาพสำคัญและทำลายดอกไม้ร่วงที่พื้นหลังภาพ สถานที่ตั้งจิตรกรรมส่วน ใหญ่พบที่อุโบสถ ปรางค์ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร กุฏิ ตู้พระธรรม สมุดข่อย และพระบฏ

 
 
 
 
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา