Log in | วันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2557 | 22:06 น.
 
 
   
โพสโดย : Glassesl3oy วันที่ : 20 ต.ค. 2553 เวลา : 13:32 น.

เทศน์มหาชาติมีทั้งหมดกี่กันฑ์ อะไรบ้าง

^^

 
ตอบโดย : Mamy&Daddy
วันที่ : 20 ต.ค. 2553
เวลา : 14:55 น.
คำตอบที่ 1

           เทศน์มหาชาติ มี ๑๓ กัณฑ์ เรียงตามลำดับดังนี้ครับ
ทศพร
หิมพานต์
ทานกัณฑ์
วนปเวสน์ (อ่านว่า วะนะปะเวด)
ชูชก
จุลพน
มหาพน
กุมาร
มัทรี
สักกบรรพ(อ่านว่าสักกะบับ)
มหาราช
ฉกษัตริย์ (คำหน้าอ่านว่า ฉะ  หรือถ้าออกเสียงแบบโบราณ เป็น ฉ้อ)
นครกัณฑ์
  ทั้งหมดนี้ ทานกัณฑ์ยาวที่สุด มี ๒๐๙ คาถา
 
 

 
ตอบโดย : medee
วันที่ : 20 ต.ค. 2553
เวลา : 15:59 น.
คำตอบที่ 2

ในเรื่องพระมาลัยคำหลวงซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์  ได้กล่าวถึงพระมาลัย ซึ่งเป็นพระเถระองค์หนึ่งแห่งโรหนคาม ลังกาทวีป เป็นพระอรหันต์ที่มีอิทธิฤทธิ์มาก มักจะไปโปรดสัตว์ในเมืองนรกเนือง ๆ ครั้งหนึ่งพระมาลัยเถระได้รับดอกบัวจากชายผู้หนึ่ง จะนำไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ระหว่างที่พระมาลัยนั่งคอยเพื่อจะเฝ้าพระศรีอาริยเมตไตรยนั้น ก็มีเทพยดาทยอยกันมานมัสการพระเจดีย์จุฬามณี  ทรงทราบว่าพระมาลัยมาจากชมพูทวีป จึงตรัสถามว่าชาวชมพูทวีปทำกุศลอย่างไรบ้าง  พระมาลัยทูลตอบว่า 

        “บางคนครองศีลไซร้ บางคนให้ทำทาน ทำอุโบสถสถานสถูป บ้างทำพระวิหารพระชินราช บ้างทำอาวาสในเมือง” และยังทูลต่อไปว่า “ชาวชมพูทวีปทำบุญกุศลก็เพื่อหวังพบพระศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตรยทั้งสิ้น”

        พระศรีอาริยเมตไตรยได้ทรงฟังดังนั้นจึงให้พระมาลัยมาบอกแก่ชาวโลกว่า
        “ให้ทำมหาชาติเนืองนันต์ เครื่องสิ่งละพันจงบูชาให้จบทิวาวันนั้น ตั้งประทีปพันบูชา ดอกปทุมาถ้วนพัน.........”

        อาจเป็นด้วยคำพูดของพระศรีอาริย์ตอนนี้เอง จึงเกิดความเชื่อกันมาตลอดว่า “การฟังเทศน์มหาชาติให้จบในวันเดียวกันจะได้บุญมาก และจะได้พบกับพระศาสานาของพระศรีอาริยเมตไตรยในที่สุด” พระศรีอาริย-เมตไตรยตรัสว่า พระองค์จะเสด็จมาอุบัติเมื่อสิ้นพุทธกาล คือ พ.ศ ๕๐๐๐

        มหาเวสสันดรชาดกฉบับภาษาบาลีประกอบด้วยพระคาถา(ฉันท์ชนิดหนึ่งชื่อปัฐยาวัตตฉันท์)จำนวน ๑,๐๐๐ พระคาถาจึงเรียกเป็นสำนวนชาวบ้านว่า “เทศน์คาถาพัน”

        ประเพณีการเทศน์มหาชาติของราษฎรนั้นปรกติมีระหว่างเดือน ๑๒ กับเดือนอ้าย(ตามปฏิทินจันทรคติ) อุบาสกอุบาสิกามักรับเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์คนละ ๑ กัณฑ์ ผู้ใดรับเป็นเจ้าของกัณฑ์ใด ก็จัดเครื่องบูชาและเมื่อถึงเวลาเทศน์กัณฑ์นั้นก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ เจ้าของกัณฑ์มักจะประกวดกันในการจัดเครื่องบูชาดอกไม้ธูปเทียนสำหรับถวายพระนั้น จัดเป็นชุดตามจำนวนพระคาถาในกัณฑ์ที่เป็นเจ้าของ เทศน์มหาชาติเป็นการบำเพ็ญกุศลที่ครึกครื้นในรอบปี

สถานที่ที่จะมีการเทศน์

        ชาวบ้านจะช่วยกันตกแต่งประดับประดาด้วยต้นกล้วยต้นอ้อยให้ดูเป็นป่าสมมติ  เหมือนกับว่าเป็นนิโครธาราม สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทานเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดก  นอกจากนั้นก็ประดับประดาด้วยราชวัตรฉัตรธงอีกด้วย  เวลาค่ำก็ตามประทีปโคมไฟ  ส่วนน้ำที่ตั้งในบริเวณปริมณฑลที่มีการเทศน์มหาชาติ ถือกันว่าเป็นน้ำมนต์ปัดเสนียดจัญไร

ความรู้บางประการในการจัดเทศน์มหาชาติ

๑.  เครื่องกัณฑ์

        ของที่ใส่กระจาดเป็นเครื่องกัณฑ์เทศน์ มีขนมต่างๆ อาหารแห้ง  เช่น ข้าวสาร ปลาแห้ง เนื้อเค็ม และส้มสูกลูกไม้ตามแต่จะหาได้  มักมีกล้วยทั้งเครือ มะพร้าวทั้งทลาย และอ้อยทั้งต้น  ตามคตินิยมว่าเป็นของป่าดังที่มีในเขาวงกต เครื่องกัณฑ์ที่ถูกแบบแผนปรากฏในเรื่อง  “ประเพณีการเทศน์มหาชาติ” ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  มีความตอนหนึ่งว่า

        เครื่องกัณฑ์มักมีเครื่องสรรพาหาร ผลไม้กับวัตถุปัจจัยคือเงินตราเรานี่ดี ๆ และผ้าไตร อันนี้เป็นธรรมเนียมไม่ใคร่ขาด ที่มีเครื่องบริขารอื่นต่าง ๆ เพิ่มเติมอีdด้วยก็มีมากบริขารสำหรับมหาชาติที่ถือว่าถูกแบบแผนนั้น มักจัดเป็นจตุปัจจัย คือ

          ผ้าไตรนั้นอนุโลมเป็นตัวจีวรปัจจัย 

          สรรพาหาร ผลไม้ อนุโลมเป็นบิณฑบาตปัจจัย  

          เสื่อ สาด อาสนะ ไม้กวาด เลื่อย สิ่ว ขวาน อนุโลมในเสนาสนะปัจจัย

          ยาและเครื่องยาต่าง ๆ น้ำผึ้ง น้ำตาล อนุโลมคิลานปัจจัยบริขาร

        ส่วนวัตถุปัจจัยได้แก่เงินเหรียญติดเทียนซึ่งปักบนเชิงรองพานตั้งไว้ หากมีผู้บริจาคเงินเป็นธนบัตรก็ใช้ไม้เล็ก ๆ คีบธนบัตรปักลงที่เทียนอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ก็ต้องจัดจัดเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ มีเทียนประจำกัณฑ์เล่มหนึ่งขนาดใหญ่พอจุดได้ตลอดเทศน์จบกัณฑ์ ปักไว้ข้างอาสนะสงฆ์ เมื่อพระขึ้นธรรมาสน์ เจ้าของกัณฑ์จะยกเครื่องกัณฑ์ขึ้นตั้งกราบพระผู้ที่จะแสดงเทศนาแล้วจึงจุดเทียนประจำกัณฑ์นี้  เครื่องบูชาอื่นที่เว้นไม่ได้ก็คือ ฉัตร, ธงรูปชายธง, ธูป, เทียนคาถา, ดอกไม้ อย่างละพันเท่าจำนวนคาถาที่ทั้งเรื่องมี จำนวนหนึ่งพันคาถา มีผ้าเขียนภาพระบายสีหรือปักด้วยไหมเป็นรูปภาพประจำกัณฑ์ทั้ง 13 กัณฑ์ที่เรียกว่า “ผ้าพระบฏ” หรือ “ภาพพระบฏ”  มีพานหมากใส่พลูถวายพระด้วย พานหมากหรือขันใส่หมากนี้ บางแห่งก็ประดับประดาอย่างสวยงามเรียกว่า “หมากพนม” คือเอาพานแว่นฟ้าสองชั้น ใส่หมากพลู จัดเป็นรูปพุ่มประดับด้วยฟักทอง มะละกอ เครื่องสดแกะสลัก ประดับด้วยดอกไม้สดก็มีบ้าง  สำหรับเทียนคาถาพันหนึ่งนั้น จะแบ่งปักบนขันสาครทำน้ำมนต์เท่าจำนวนคาถาของแต่ละกัณฑ์

        ในการเทศน์มหาชาติ  ปี่พาทย์จะทำเพลงตามทำนองที่กำหนดไว้ดังนี้คือ

๑.   กัณฑ์ทศพร               ๑๙     คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ สาธุการ

๒.   กัณฑ์หิมพานต์        ๑๓๔    คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ ตวงพระธาตุ

๓.    กัณฑ์ทานกัณฑ์     ๒๐๙     คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ พญาโศก

๔.   กัณฑ์วนปเวศน์        ๕๗     คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ พญาเดิน

๕.    กัณฑ์ชูชก             ๗๙      คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ เซ่นเหล้า

๖.    กัณฑ์จุลพน           ๓๕      คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ คุกพาทย์

๗.    กัณฑ์มหาพน         ๘๐      คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ เชิดกล้อง

๘.    กัณฑ์กุมาร          ๑๐๑      คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ โอดเชิดฉิ่ง

๙.   กัณฑ์มัทรี              ๙๐       คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ ทยอยโอด

๑๐. กัณฑ์สักบรรพ        ๔๓       คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ กลม

๑๑. กัณฑ์มหาราช        ๖๙        คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ กราวนอก

๑๒. กัณฑ์ฉกษัตริย์       ๓๖        คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ ตระนอน

๑๓. กัณฑ์นครกัณฑ์     ๔๘        คาถา      เพลงประจำกัณฑ์คือ กลองโยน

๒.  แหล่มหาชาติ

        การเทศน์มหาชาติเป็นทำนองต่าง ๆ นั้น เข้าใจว่าจะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ในหนังสือเยรินี มีกล่าวไว้ว่า “การเทศน์เป็นทำนองต่าง ๆ เพื่อชวนฟังยิ่งขึ้นนั้นมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลขุนหลวงหาวัด เห็นจะเป็นพระองค์นี้ทรงริเริ่มขึ้นก่อน แล้วต่อมาก็มีผู้อื่นเอาตัวอย่างบ้าง”

        แต่หนังสือมหาชาติคำหลวงซึ่งแต่งในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีลักษณะการแต่งอยู่หลายแบบ เมื่อเทศน์ก็เป็นเหมือนทำนองต่าง ๆ จึงเข้าใจว่าการเทศน์เป็นทำนองคงจะมีมาแต่โบราณ แต่มานิยมแพร่หลายในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

        เนื่องจากการเทศน์มหาชาติมีทำนองแปลก ๆ จึงมีการเล่นกันสนุกสนานอย่างหนึ่งเป็นส่วนประกอบของกัณฑ์นั้น ๆ นั่นคือการพรรณนาความนอกเรื่องพระบาลีที่เรียกว่า “แหล่เครื่องเล่น” หรือ “แหล่นอก”  มีเล่นเฉพาะในงานเทศน์มหาชาติของชาวบ้าน ซึ่งมักขาดไม่ได้ เป็นเครื่องเจริญศรัทธาและให้เป็นที่ติดใจในหมู่ผู้ฟังเทศน์

        คำว่า  “แหล่” มาจากคำว่า “แล” นั่นเอง เดิมเป็นคำเดียวกัน แต่มาใช้ต่างกัน    คำ “แล” เป็นคำลงท้ายของตอนหนึ่ง ๆ ในกัณฑ์และเป็นคำลงท้ายของกัณฑ์ สมัยก่อนเคยเอาใช้พูดกันเป็นภาษาตลาดแทนคำว่า “กัณฑ์” ก็มี  เช่น กัณฑ์ชูชก พูดกันว่า  “แหล่ชูชก” ต่อมาคำว่า “แหล่” ใช้แปรความหมายไปกลายเป็นคำซึ่งมีความหมายแยกจากคำ “แล” เดิม คือมาใช้เป็นชื่อของคำร้อยกรองที่มีลักษณะเป็นกลอนกล่าวถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใดสั้น ๆ สำหรับเป็นทำนองอย่างหนึ่งแทรกอยู่ในกัณฑ์บางกัณฑ์เพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินในทางขบขัน หรือให้มีรสแปลกออกไปจากเรื่องในกัณฑ์นั้น 

        แหล่ทุกแหล่มีชื่อเรียกไปตามเนื้อเรื่อง ส่วนมากมักพัวพันอยู่ในด้านนั้น ๆ  เช่น  กัณฑ์ชูชก  มีแหล่ชูชกหานาง กัณฑ์กุมาร มีแหล่ยานนาวา หรืออาจมีเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนั้นก็ได้ เช่น แหล่หนังญี่ปุ่น แหล่วัดอรุณ แหล่มโนราห์ แหล่พลายบัว เหล่านี้เรียกว่า “แหล่นอก” คือนอกไปจากท้องเรื่องตรงกันข้ามกับ “แหล่ใน”

        กัณฑ์ใดที่ความในพระบาลีเกี่ยวเนื่องด้วยสวรรค์และบุคคลชั้นสูงจะไม่มีแหล่นอกเรียกว่าเป็น “ธรรมจักร” ได้แก่ กัณฑ์ทศพร ทานกัณฑ์ วนปเวศน์ สักบรรพ ฉกษัตริย์ นครกัณฑ์ การว่าแหล่ว่าไปตามทำนองของกัณฑ์นั้น ๆ เช่น กํณฑ์ชูชกมีทำนองลีลาสะดุดกระตุกเมื่อแหล่ก็ว่าเป็นทำนองกระตุก ๆ จนมีชื่อเรียกเป็นทำนองพิเศษว่า  “คุดทะราดเหยียบกรวด” กัณฑ์มหาพนก็แทรกแหล่ได้ คือ “แหล่สระ” พระภิกษุที่เจ้าบทเจ้ากลอนก็จะว่ากลอนสดผสมไปด้วย เช่นเห็นผู้ฟังไม่ตั้งใจฟัง นั่งหลับบ้าง ท่านก็ว่ากระทบ เช่น  “คนที่ห่มสีเขียวทำไมไม่เหลียวมาบ้าง” หรือ “คนที่ห่มสีแดงทำไม่ไม่ตะแคงหูฟัง”

        ในสมัยรัชกาลที่  ๕   มีผู้แต่งแหล่นอกกันมาก  ผู้แต่งเดิมทีเดียวก็คงจะเป็นพระภิกษุที่ท่านเทศน์กัณฑ์นั้น ๆ   เพราะแหล่นอกใช้ฉพาะการเทศน์มหาชาติเท่านั้น  ไม่ใช้ในการร้องรำทำเพลงอื่น ๆ เมื่อแต่งกันมากเข้า แต่ละกัณฑ์ก็มีแหล่นอกต่าง ๆ  จึงเกิดแยกประเภทขึ้นเป็นพวก ๆ เรียกกันว่า “เครื่องเล่น”  เช่น แหล่พราหมณ์ต่าง ๆ  เรียกว่า “เครื่องเล่นชูชก” แหล่กินนร แหล่นารีผล แหล่เขา เรียก “เครื่องเล่นมหาพน” แหล่นอกไม่ว่าเครื่องเล่นจะเป็นอะไร มีทำนองเหมือนกัน เป็นอย่างเดียวกันหมด ลักษณะของกลอนแหล่เป็นอย่างเดียวกันกับกลอนเห่เรือซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น บทเห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง ทำให้เข้าใจว่า ผู้ริเริ่มแต่งแหล่จะเอาเค้ามาจากการเห่เรือ แต่ไม่ใช้ทำนองเห่เรือมาคิดเป็นทำนองใหม่ที่เรียกกันว่า “แหล่