Log in | วันพุธที่ 24 เม.ย. 2562 | 22:55 น.
 
 
ผลงานวิชาการและงานวิจัย  
 
 

SHARE

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามโมเดลพุทธิปัญญาเพื่อส่งเสริมการรู้มโนทัศน์และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3

โพส : วันที่ 8 ก.พ. 2562 เวลา : 6:34 น.
โหวต : | เข้าชม : 22 ครั้ง
 

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามโมเดลพุทธิปัญญาเพื่อส่งเสริมการรู้มโนทัศน์และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ 75/75 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การดำเนินการแบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานใน 5 ส่วน คือ     1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 2) เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 3) ความต้องการในการพัฒนาการรู้มโนทัศน์และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 4) แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการรู้มโนทัศน์และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญ  และ 5) เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้และคู่มือการใช้ แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสม และวิเคราะห์ผลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากนั้นเลือกออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องอัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพแบบภาคสนาม      และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยการวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการต่อประสิทธิภาพของของผลลัพธ์ (E1/E2) ขั้นที่ 3 เป็นการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านค่าย ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive  sampling) เครื่องมือที่ใช้มีทั้งหมด 4 ชุด 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นในหน่วยการเรียนรู้เรื่องอัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) แบบทดสอบวัดการรู้มโนทัศน์เรื่องอัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ 3) แบบทดสอบวัดการแก้ปัญหาเรื่องอัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยเริ่มจากทดสอบวัดการรู้มโนทัศน์และการแก้ปัญหาเรื่องอัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละก่อนเรียน จากนั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และทดสอบวัดการรู้มโนทัศน์และการแก้ปัญหาเรื่องอัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละหลังเรียน พร้อมทั้งสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และขั้นที่ 4 เป็นการนำผลการทดลองใช้ที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ด้วยการเปรียบเทียบการรู้มโนทัศน์และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยสถิติทดสอบ t ระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (t – test  for dependent samples) และการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยการเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด ด้วยสถิติทดสอบ t แบบกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม (t – test for one sample)

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

  1. นักเรียนมีความต้องการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความเข้าใจในมโนทัศน์ของแต่ละเรื่อง พร้อมทั้งนำความรู้เหล่านั้นไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่หลักสูตรกำหนด และครูต้องมีการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้  
  2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามโมเดลพุทธิปัญญาเพื่อส่งเสริมการรู้มโนทัศน์และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ แบ่งเป็น 2ส่วน คือ 1) การเตรียมก่อนจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.1) การกำหนดโมเดลพุทธิปัญญา 1.2) การเตรียมมโนทัศน์และตัวอย่าง 1.3) การเตรียมสถานการณ์ปัญหา 1.4) การเตรียมเกมทางคณิตศาสตร์ และ 1.5) การเตรียมเครื่องมือในการวัดและประเมินผล และ 2) การจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 เปิดสมองต้อนรับการเรียนรู้ (Welcome) ขั้นที่ 2 แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ (Objective) ขั้นที่ 3 พัฒนามโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ (Concept) ขั้นที่ 4 ฝึกการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (Solving) และขั้นที่ 5 ประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment) และ 4) เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ ซึ่งรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้มีประสิทธิภาพ 78.25/75.26
  3. ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามโมเดลพุทธิปัญญาเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 พบว่า

      3.1) นักเรียนมีคะแนนการรู้มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

      3.2) นักเรียนมีคะแนนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

                      3.3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากขึ้นไป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

 
โดย : สุปราณี บุระ
 
 
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้