Log in | วันจันทร์ที่ 11 ธ.ค. 2560 | 11:02 น.
 
 
เทศกาลท่องเที่ยว  
 
 

เที่ยววัดจีนยลศิลปะแดนมังกร เสริมความเฮงรับตรุษจีน

โพส : วันที่ 2 ก.พ. 2554 เวลา : 13:33 น.
โหวต : | เข้าชม : 5,014 ครั้ง

                                                                  พระประธานวัดเล่งเน่ยยี่


ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ สวัสดีปีใหม่ชาวไทยเชื้อสายจีนในวันนี้วันตรุษจีน หากดูย้อนไปในอดีต คนไทยกับคนจีนมีการติดต่อค้าขายกันมาช้านานเหมือนเป็นพี่น้องกัน จึงทำให้คนไทยกับคนจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ทำให้ในเมืองไทยของเรามีทั้งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
      
และเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน จึงขอรวมวัดจีนยอดฮิตซึ่งเป็นที่นิยมไหว้พระขอพรเสริมความเป็นสิริมงคลเพิ่มความเฮง เฮง เฮง ที่แรกคือ “วัดเล่งเน่ยยี่” หรือ “วัดมังกรกมลาวาส” ถนนเจริญกรุง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้เลือกชัยภูมิก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2414 และให้ชื่อว่า "วัดเล่งเน่ยยี่" อันมีความหมายคือ เล่ง แปลว่ามังกร เน่ย แปลว่าดอกบัว ยี่แปลว่าวัด ต่อมาภายหลังรัชกาลที่ 5 พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดมังกรกมลาวาส"
 
                       
                                                                         วัดเล่งเน่ยยี่


สถาปัตยกรรมของวัดแห่งนี้ก็โดดเด่นด้วยการวางผังแบบวังหลวงแต้จิ๋วโบราณ คือ มีวิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก ตรงกลางเป็นพระอุโบสถ ข้างหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า ใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุสำคัญในการสร้าง โดยภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระประธาน 3 องค์ด้วยกัน คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าในปัจจุบันกาล (เจ้าชายสิทธัตถะ), พระอมิตาภพุทธเจ้า เชื่อว่าเป็นอดีตพระพุทธเจ้าอยู่ในดินแดนพุทธเกษตรที่เรียกว่าแดนสุขาวดี, พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าในอดีตเช่นกัน เชื่อกันว่าท่านอยู่ในดินแดนพุทธเกษตรทางฝั่งทิศตะวันออก ตรงข้ามกับแดนสุขาวดี โดยพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์นี้ เปรียบเหมือนไตรรัตน์ของฝ่ายมหายานนั้นเอง
      
พูดถึงวัดเล่งเน่ยยี่แห่งแรกไปแล้ว ไป “วัดเล่งเน่ยยี่ 2” กันบ้าง โดยวัดแห่งนี้ได้รับพระราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้สร้างวัดและพระราชทานนามในปี พ.ศ.2540 ว่า “วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์” ตำบลโสนน้อย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

                            
                                                                         วัดเล่งเน่ยยี่2

แต่เดิมพื้นที่นี้เคยเป็นโรงเจขนาดเล็ก ต่อมาคณะสงฆ์จีนนิกายมีปณิธานจะพัฒนาที่ส่วนนี้ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแสดงความจงรักภักดี กตัญญูกตเวทิตาถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ที่คณะสงฆ์จีนนิกาย ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
      
ภายในพระอารามแห่งนี้ แบ่งเป็นสัดส่วนตามแบบวัดหลวง โดยลักษณะตัวอาคารมีทั้งหมด 4 ชั้น คือชั้นแรกเป็นหอฉันและกุฏิของสงฆ์ ชั้นที่ 2 ตรงกลางของชั้นนี้ มีวิหารจตุโลกบาลที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสุดอย่างโดดเด่นแลเห็นตั้งแต่หน้าประตูวัด ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานผู้ปกปักษ์รักษาพระพุทธสาสนา อันได้แก่ พระศรีอริยะเมตไตรยโพธิสัตว์ และธรรมบาลทั้งหลายคือ ท้าววิรุฬหกมหาราช ท้าวธตรัฐมหาราช ท้าวกุเวรมหาราช (เวชสุวรรณ) ท้าววิรูปักษ์มหาราช และเทพต่างๆอีก 8 องค์
 
                       
                                                    พระพุทธเจ้า 3 พระองค์ วัดเล่งเน่ยยี่ 2

ด้านข้างของวิหารจตุโลกบาล มีหอเล็กๆ 2 หลัง ขนาบทั้งทางด้านซ้ายคือ หอกลอง ภายในมีกลองใบใหญ่สีแดง ด้านข้างประดับด้วยลวดลายมังกร และทางด้านขวาของวิหารได้แก่ หอระฆัง ภายในมีระฆังสำริดขนาด 195 เซนติเมตร ถือเป็นระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งทั้งกลองและระฆังนี้นำมาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน
      
ส่วนชั้นที่ 3 เป็นที่ตั้งของ พระอุโบสถ ภายในตรงกลางประดิษฐานพระประธานคือพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ด้วยกัน ได้แก่ พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า และด้านข้างทั้งสองพระองค์ได้แก่ พระอมิตาภพุทธเจ้า และ พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า ถัดจากพระอุโบสถไปยังด้านหลังเป็น วิหารอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ภายในประดิษฐานพระอวโลกิเตศวรสหัสกรสหัสเนตรมหาโพธิสัตว์ หรือพระกวนอิมมหาโพธิสัตว์ปางพันมือพันตา แกะสลักจากไม้สักขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ส่วนชั้นที่ 4 มีวิหารสุขาวดีหมื่นพุทธ ที่ผนังรายล้อมด้วยพระพุทธรูปองค์เล็กๆ หนึ่งหมื่นพระองค์สีทองอร่าม

                      
                                                              พระเปเปอร์มาเช่ วัดเล่งฮกยี่

วัดต่อไปคือ “วัดเล่งฮกยี่” วัดจีนเพียงแห่งเดียวในจังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับแบบแปลนของวัดนี้จะเป็นแบบเดียวกับวัดเล่งเน่ยยี่ วัดเล่งฮกยี่ สร้างขึ้นราว พ.ศ.2449 ซึ่งคำว่า ฮก แปลว่าโชคลาภ วาสนา จึงมักมีคนเรียกวัดแห่งนี้ว่า วัดมังกรแห่งวาสนา ต่อมาเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี เพื่อทรงเปิดทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ - ฉะเชิงเทรา ก็ได้พระราชดำเนินทรงเยี่ยมวัดเล่งฮกยี่แห่งนี้ และทรงมีจิตศรัทธาพระราชทานเงินเพื่อบำรุงวัด พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า "วัดจีนประชาสโมสร"อันมีความหมายถึงว่า วัดแห่งนี้เป็นที่ชุมนุมของคนจีน
 
                     
                                                              ระฆังใบยักษ์วัดเล่งฮกยี่

ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้อยู่ที่พระประธาน คือ พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ เหมือนที่วัดเล่งเน่ยยี่ แต่พิเศษตรงที่พระประธานทั้ง 3 พระองค์นี้นำเข้ามาจากเมืองจีนและสร้างขึ้นจากกระดาษทั้งสิ้น หรือที่เรียกว่า "เปเปอร์มาเช่" แล้วปิดทอง ทำให้มีน้ำหนักเบา นอกจากนี้ยังมีรูปหล่อ 18 อรหันต์ ก็ยังทำด้วยกระดาษเช่นกัน และยังเก่าแก่ราว 200 ปีอีกด้วย
      
ภายในวัดยังมีรูปหล่อเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือ ไฉ่เซ่งเอี้ย องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ที่มากราบไหว้ที่วัดเล่งฮกยี่แห่งนี้ยังนิยมขอโชคลาภ และยังต้องตีระฆังใบยักษ์หล่อจากแต่จิ๋วหนักกว่า 1 ตัน 3 ครั้ง ด้วย
 
                     
                                                       พระเปเปอร์มาเช่วัดบำเพ็ญจีนพรต


อีกวัดที่มีพระเปเปอร์มาเช่คือ “วัดย่งฮกยี่” ตั้งอยู่ในตรอกวัดกันมาตุยาราม ถนนเยาวราช แต่เดิมนั้นเป็นเพียงวิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ร้าง กล่าวกันว่าสร้างโดยชาวจีนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และต่อมาพระอาจารย์สกเห็งจาริกมาจากประเทศจีน และได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ ท่านได้ปฏิสังขรณ์พร้อมกับเปลี่ยนชื่อวัดเป็นย่งฮกยี่ในปี พ.ศ.2430 และได้รับพระราชทานนามวัดจากรัชกาลที่ 5 ว่า "วัดบำเพ็ญจีนพรต"
 
                    
                                                            พระอรหันต์วัดบำเพ็ญจีนพรต

ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธาน 3 องค์ เช่นกัน ซึ่งแต่ละองค์นั้นทำจากกระดาษ หรือที่เรียกว่าเปเปอร์มาเช่ แล้วลงรักปิดทองจนดูเหมือนเป็นพระพุทธรูปหล่อ นอกจากนั้นแล้ว หากลองมองทางด้านข้างทั้งสองข้างของพระประธาน ก็จะเห็นพระอรหันต์ 18 องค์ในอิริยาบถต่างๆ กัน ซึ่งก็ทำจากกระดาษเปเปอร์มาเช่ด้วยเช่นกัน
      
นอกจากจะไหว้พระและเทพเจ้าในพระอุโบสถแล้ว ที่ชั้นสามจะมีรูปปั้นขนาดเล็กของเทพเจ้าจีนต่างๆ ส่วนชั้นสี่ประดิษฐานพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ และป้ายวิญญาณของบูรพาจารย์อดีตเจ้าอาวาส ในชั้นห้าประดิษฐานพระอวโลกิเตศวร และพระพุทธรูปพระศากยมุนีพุทธเจ้า

                               
                                                               วัดโพธิ์แมน อันซีนบางกอก

และวัดสุดท้ายมีดรีกรีเป็นถึงวัดอันซีนบางกอก นั้นก็คือ “วัดโพธิ์แมนคุณาราม“ ตั้งอยู่ ในซอยสาธุประดิษฐ์ 19 วัดแห่งนี้เป็นวัดจีนที่มีการผสมผสานของศิลปะแบบจีน-ไทย-ธิเบต ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในวัดอื่นๆ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 โดยพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ (โพธิ์แจ้งมหาเถระ) พร้อมด้วยประชาชนที่ศรัทธา
      
ภายในวิหารหน้าซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าอุโบสถ ด้านหน้าวิหารมีจารึกอักขระภาษาธิเบต ส่วนภายในเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอารยเมตไตรย์โพธิสัตว์ และพระเวทโพธิสัตว์ที่อยู่ด้านหลัง อีกทั้งยังมีท้าวจตุโลกบาลอยู่ประจำ 4 มุมของวิหาร ถัดไปเป็นพระอุโบสถที่ภายในประดิษฐานประธานองค์ใหญ่มีชื่อว่า "พระพุทธวัชรโพธิคุณ" ซึ่งเป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                       
                                                                      พระพุทธรูปวัดโพธิ์แมน

ด้านบนหลังคาประดิษฐานหมู่พระพุทธรูป 1,000 องค์ ส่วนผนังด้านข้างของอุโบสถทั้งสองด้านยังประดับตกแต่งด้วยภาพโมเสกขนาดใหญ่สีสันสดใสรูปพระอรหันต์ 500 รูป นอกจากนี้ด้านหลังโบสถ์ยังประดิษฐานพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ และพระกษิติครรภโพธิสัตว์ ทั้งยังมีศาลาที่เก็บสรีระของเจ้าคุณโพธิ์แจ้งมหาเถระ เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดโพธิ์แมนคุณาราม และผู้ออกแบบวัดให้สักการะด้วย
      
ในวาระขึ้นปีใหม่จีนนี้ขอให้ชาวไทยเชื้อสายจีนทุกท่านสมหวัง ร่ำรวย ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ

 

แหล่งที่มา :   ผู้จัดการออนไลน์

 
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้
 
 
  ความคิดเห็น
-- ไม่มีความคิดเห็น --