Log in | วันอาทิตย์ที่ 24 มิ.ย. 2561 | 19:54 น.
 
 
ความรู้ทั่วไป  
 
 

คุณกำลังละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น โดยไม่รู้ตัว อยู่หรือไม่ ?

โพส : วันที่ 28 ก.ย. 2559 เวลา : 13:24 น.
โหวต : | เข้าชม : 4,250 ครั้ง

 

ภาพ : ถูกลิขสิทธิ์จาก Shutterstock

 

           คนไทยหลายคนมักละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว และขาดความเข้าใจในสิทธิพื้นฐานของแต่ละบุคคล จึงมักเกิดเหตุการณ์จากการล้อเลียน เยาะเย้ยขำ ๆ หรืออำ พร้อมข้ออ้างว่า “คิดมากทำไม แค่ล้อเล่นขำๆ จริงจังไปไหม”
 

           แต่ในความเป็นจริงนั้น การกระทำที่ส่งผลต่อจิตใจคนอื่น โดยกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นนั้น ในทางสากลถือเป็นการดูถูกเหยียดหยาม ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หลายต่อหลายครั้งสังคมหรือคนรอบข้างอาจมองข้ามเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น ที่บางครั้งก็ยากจะเยียวยาความรู้สึกผู้ถูกละเมิดให้กลับเป็นดังเดิมได้เพราะคนแต่ละคนมีความรักและห่วงแหนในเกียรติยศของตนเอง 

            ในทางทฤษฏีแล้ว การแสดงกระทำแบบเหยียดหยาม แบบนี้เป็นทัศนคติที่ค่อนข้างน่ากลัว เพราะมันคือการมองแบบ “เลือกจัดกลุ่ม” หรือ "เลือกปฎิบัติ" ว่าคนเหล่านี้นั้นเป็นคนประเภทไหน หรือการจัดประเภทแบบพวกเขาพวกเรา

            ยิ่งในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยล่ะว่า ภัยจากการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้น รุนแรงขึ้น โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักที่สามารถกระจายข้อมูลได้อย่างงรวดเร็ว  ฉนั้น..ไม่แน่ว่าวันหนึ่งคุณอาจตกเป็น 'จำเลยสังคม' โดยไม่รู้ตัว  

 

มาทำความรู้จักความหมายของ"สิทธิมนุษยชน"
 

มีผู้ให้คำนิยาม " สิทธิมนุษยชน " ไว้หลายความหมาย เช่น

           จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) ข้อ 1 ที่ระบุไว้ว่า

            บุคคลชอบที่จะมีสิทธิและเสรีภาพประดามีที่ระบุไว้ในปฏิญาณนี้ ทั้งนี้โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่างในเรื่องใดๆ เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่นใด ชาติหรือสังคมอันเป็นที่มาเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นใด นอกจากนี้การจำแนกข้อแตกต่างโดยอาศัยมูลฐานแห่งสถานะทางการเมืองทางดุลอาณาหรือทางเรื่องระหว่างประเทศของประเทศ หรือดินแดนซึ่งบุคคลสังกัดจะทำมิได้ ทั้งนี้ไม่ว่าดินแดนดังกล่าวจะเป็นเอกราชอยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเองหรืออยู่ภายใต้การจำกัดแห่งอธิปไตยอื่นใด1
 

           หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนได้รับอย่างเสมอภาคกันเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสันติสุข มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพ มีไมตรีจิต และมีความเมตตาต่อกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ ภาษา ศาสนา สถานภาพทางกาย หรือสุขภาพ2
 

           หมายถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการคุ้นครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฏหมายไทยหรือสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี3
 

           หมายถึง สิทธิของความเป็นมนุษย์ ผู้ที่เป็นมนุษย์ย่อมมีสิทธิดังกล่าว ตั้งแต่เกิดจนตายโดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มนุษย์เท่านั้นที่มีสิทธินี้ และสิทธินี้เกิดขึ้นโดยติดตัวมนุษยตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย4
 

           หมายถึง สิทธิของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง โดยหลักบังคับของกฏหมายภายใต้หลักการเกียรติศักดิ์ สิทธิที่เท่าเทียมกัน ความเสมอภาค ที่จะเป็นการส่งเสริมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข5
 

           หมายถึง สิทธิที่ทุกคนมีอยู่ในฐานะเป็นมนุษย์ ทั้งสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในส่วนบุคคลและสิทธิในการอยู่ร่วมกันในสังคม สิทธิในความเป็นมนุษย์นั้น มีทั้งสิทธิตามกฏหมายและสิทธิที่มีอยู่โดยไม่ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของกฏหมาย แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากมาตรฐานเพื่อความถูกต้อง ความเป็นธรรม หรือความยุติธรรม แต่เดิมสิทธิมนุษยชนจะกล่าวถึงในชื่ออื่น เช่น สิทธิในธรรม สิทธิในธรรมชาติ เป็นต้น6
 

           หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียมกันในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิ เพื่อดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ ภาษาศาสนา และสถานภาพทางกายและสุขภาพรวมทั้งความเชื่อทางการเมือง หรือความเชื่ออื่นๆที่ขึ้นกับพื้นฐานทางสังคม สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถ่ายทอดหรือโอนให้แก่ผู้อื่นได้7
 

 

าพ : ถูกลิขสิทธิ์จาก Shutterstock


ลักษณะของสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ
           ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ คือ


           1. สิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน(Primary Right) มนุษย์ที่เกิดมาในโลก ต่างมีความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์


           2. สิทธิส่วนบุคคล(Personal Right) เป็นสิทธิส่วนตัวของบุคคลที่ผู้อื่นจะล่วงละเมิดมิได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเเต่ละบุคคล


           3. สิทธิของพลเมือง(Civil Right) เป็นสิทธิของประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองเเห่งรัฐ เป็นสิทธิที่เกี่ยวข้องตามกฏหมาของรัฐ ซึ่งสิทธิพลเมืองได้เเก่


               3.1 สิทธิทางสังคม (Social Rigth) เป็นสิทธิของประชาชนทางสังคมที่จะได้รับบริการจากสังคม ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม เช่น สิทธิการเข้าถึงการบริการสาธารนะ เป็นต้น


               3.2 สิทธิทางสวัสดิการสังคม (Social Welfare Right) เป็นสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะได้รับสวัสดิการทางสังคม เช่น สิทธิการได้รับการศึกษา ฯลฯ


               3.3 สิทธิทางวัฒนธรรม (Cultural Right) ได้เเก่ สิทธิเข้าร่วมในพิธีกรรม ประเพณีวัฒนธรรม ของประชาคมในด้านศิลปะต่างๆ6
 

สิทธิมนุษยชน เกี่ยวอย่างไร กับการชีวิตประจำวันของเรา ?

           เพื่อให้มีชีวิตที่ดีในสังคม ได้แก่ สิทธิต่าง ๆ ดังนี้


           - สิทธิในชีวิต ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้และได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัยได้รับการตอบสนองตามความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย

              ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าด้วยกันทั้งสิ้น ไม่วาจะเป็นบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อการดำรงชีวิตอยู่เป็นพิเศษจากผู้อื่น เช่น คนพิการ คนชรา ฯลฯ ดั

           - สิทธิในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ถูกต้อง คนในสังคมต้องให้โอกาสกับคนที่เคยกระทำไม่ถูกต้อง ให้โอกาสคนเหล่านี้ได้รับการอบรมแก้ไขและพัฒนาตนเองใหม่ ให้สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น

           - สิทธิในการยอมรับนับถือ หมายถึง การที่บุคคลพึงปฏิบัติต่อกันด้วยการยอมรับซึ่งกันและกัน ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและคุณค่าของชีวิตด้วยความเท่าเทียมกัน6

 

ภาพ : ถูกลิขสิทธิ์จาก Shutterstock
 

สิทธิมนุษยชนกับโลกออนไลน์

          -  การถ่ายภาพและคลิปของเด็กเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก

            หลายคนอาจโพสต์หรือแชร์คลิปเด็กเพราะความน่ารัก น่าเอ็นดู แต่น้อยคนจะรู้ว่า การกระทำเหล่านี้กลับเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็กและเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 

            องค์กรปกป้องสิทธิเด็ก จึงได้มีการเรียกร้องสังคม ถ่าย-โพสต์-แชร์ คลิปเด็กและผู้ถูกกระทำในโลกออนไลน์ว่า เข้าข่ายละเมิดสิทธิ สามารถฟ้องเอาผิดตามกฎหมายได้ ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมากับเด็กจะเป็นอย่างไร          

      

       -  พฤติกรรมขี้ฟ้องบนโลกออนไลน์ / คนไทยบางคนเห็นการวิจารณ์คนอื่นเป็นเรื่องสนุก


        “ใครมีเรื่องเล่า E-มนุษย์ป้าพวกนี้ส่งมาได้เลย เราต้องสกัดป้าๆ เหล่านี้” โพสต์ของแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจหนึ่ง 
      
        ซึ่งพิจารณาดูแล้ว ไม่ต่างจากการชี้ชวนให้ผู้คนเข้ามาร่วมแสดงความเกลียดชังต่อกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

        สิ่งหนึ่งที่สำคัญของการทำแฟนเพจในลักษณะสะท้อนปัญหาสังคมน่าจะทำในเชิงสร้างสรรค์ ต้องระมัดระวังอย่าสร้างเพจปลุกปั่นหรือสร้างความแตกแยก
      
        “ไม่กล้าพูดคุยต่อหน้า แต่จะกล้ามากๆ ในโลกโซเชียลมีเดีย”

        ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) อธิบายถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่ง ที่ใช้งานในลักษณะถ่ายภาพคนที่ทำตัวไม่เหมาะไม่ควรแล้วนำมาโพสต์ประจานบนโลกออนไลน์
      
        วิธีการการถ่ายภาพพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือล้อเลียน แล้วนำมาโพสต์ในเพจต่างๆ เหล่านี้ เช่น หน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาด การแต่งหน้าขาววอกปากแดงเหมือนลิง ฯลฯ  หากมองอีกแง่มุมนั้นสะท้อนว่า บุคคลในสังคมกำลังขาดในเรื่องการปฏิสัมพันธ์ และความกล้าแสดงออก แทนที่จะเข้าไปบอกกล่าวโดยตรง แต่เลือกที่จะถ่ายภาพแล้วนำมาประจานในโซเชียลฯ
      
        “หน้าเพจเฟซบุ๊ก คนจะรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ มีความสะใจที่จะได้พูดประณามพฤติกรรมเหล่านี้ แต่มันจะดีกว่าถ้าเลิกใช้สมาร์ทโฟนแล้ว เข้าไปพูดกับเขาตรงๆ
      
        “นั่นเพราะเราขาดทักษะการสื่อสารที่จะไปบอกเขาว่า.. อย่าทำอย่างนี้นะ คือเราพูดแนะนำเขาไม่เป็น แต่เรามีทักษะในการใช้สมาร์ทโฟน ถ่ายรูปแล้วก็เขียนประณาม

         แสดงให้เห็นว่า มนุษย์รุ่นนี้เนี่ย เป็นมนุษย์ที่ไม่มีทักษะ face to face ทุกคนเพิกเฉยเรื่องที่จะเข้าไปพูดกับเขาตรงๆ แต่ว่าเรากล้าพูดเรื่องนี้ในพื้นที่ส่วนตัวบนออนไลน์ เพราะว่าโซเชียล 'มนุษย์มือถือ' ทำให้คนขาดทักษะการพูดคุยต่อหน้า ขาดทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะว่าเราไม่กล้าไปบอกเขา แต่เรามีทักษะเป็นเลิศแบบการสื่อสารแบบโซเชียลฯ ”
      

       ตัวอย่างการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีผลกระทบถึงชีวิต ได้แก่ กรณีเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อมีสองมือปืนบุกรุกที่สำนักงานใหญ่ของหนังสือพิมพ์หนังสือพิมพ์ล้อเลียน-เสียดสีของฝรั่งเศส “ชาร์ลี เอ็บโด”  ใช้ปืนกวาดยิงผู้ที่อยู่ในสำนักงานเสียชีวิตหลายราย เพราะมีการวาดการ์ตูนเสียดสีเชื้อชาติและศาสนา

 

กฏหมายการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับโลกออนไลน์

            โพสต์ด่าคนอื่นผิด กม.-หมื่นประมาทด้วยการโฆษณา 
       
             ว่ากันด้วยเรื่องกฎหมาย ที่หลายคนอยากรู้ว่า กรณีนี้จะฟ้องร้องได้หรือไม่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) เคยกล่าวถึงการโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท ด้วยคำพูดที่รุ่นแรงหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย มีสิทธิ์โดนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี เเละปรับไม่เกิน 100,000 บาท 

            “การโพสต์ข้อความในอินเตอร์เน็ต ไม่ว่า คนโพสต์จะเป็น “ผู้ใด” หากทำให้คนอื่นเสียหาย ก็เป็นความผิดตามกฎหมายได้ เนื่องจากการหมิ่นประมาทถ้าได้โพสต์หรือกล่าวพาดพิง ถึงใครให้คนอื่นฟัง ก็ถือเป็นการ “ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม”

 

             ถ้าข้อความที่โพสต์ ทำให้ผู้อ่านรู้สึก ไม่ดีกับผู้ที่ถูกกล่าวพาดพิงย่อมเป็นการโพสต์หรือกล่าวที่อาจเข้าข่าย “โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง” ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายได้ และเมื่อได้โพสต์ในอินเตอร์เน็ต ถือเป็นการ “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา”

       

          ถ่ายสนุก คอมเมนต์เอามันส์ ระวังโดนจับ-ปรับไม่รู้ตัว

          ฟังคำเตือนจาก พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ระบุว่า การถ่ายภาพบุคคลโดยที่เจ้าของไม่อนุญาต ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ถ้านำภาพไปเผยแพร่ทำให้บุคคลในภาพเกิดความเสียหายจะมีความผิดทางอาญา และหากเป็นภาพลักษณะลามกก็จะมีความผิดเพิ่มขึ้นอีก

           "นอกจากนี้ยังมีกรณีเผยแพร่ประเภทคลิปความรุนแรง คือ มีการทะเลาะหรือแสดงอาการเหวี่ยงวีนในสื่อใดก็ตาม หากทำให้บุคคลในคลิปนั้นๆ เกิดความเสียหาย เจ้าตัวก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลที่ถ่ายคลิปได้เช่นกัน ในข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

          ซึ่งหากมีการแจ้งความดำเนินคดี จะต้องดูที่มาของภาพและข้อความว่าผิดข้อไหนบ้าง จากมีการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์จะมีความผิดเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท"
       

เปิดมิติใหม่ รณรงค์ทางสังคม

        ธาม อธิบายถึงปรากฏการณ์เพจในลักษณะข้างต้นที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้  

          “ในทางหนึ่ง มันจะมีปัญหาก็ต่อเมื่อเราเปิดเผยรูปเขา เปิดเผยใบหน้าจริงของเขา ในลักษณะดูถูกเหยียดหยาม ใช้คำหยาบคาย แต่ถ้าไม่ได้ทำถึงขั้นนั้นแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเป็นการระวังภัย หรือว่าเป็นปรากฎการณ์การพูดคุยทางสังคมรูปแบบหนึ่ง
      
         ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต้องพึงระวังในเรื่องการหมิ่นประมาท ไม่ละเมิดอัตลักษณ์ อาทิ รูปใบหน้า ชื่อเสียงเรียงนาม หยามเกียรติ หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย เพราะเป็นไปได้ว่าเขาอาจทำไปโดยไม่ดั่งใจ ไม่มีควรนำมาประณามแบบโจ๋งครึ่ม

      
          สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือ ผู้ใช้งานโซเชียลฯ ต้องพึงระวังในเรื่องการแสดงความคิดเห็น
      
        “ผู้ที่เข้าไปสังฆกรรมกับเพจเหล่านี้ต้องเข้าใจกฏเกณฑ์ เพราะฉะนั้น แอดมินต้องมีความชัดเจนตรงนี้ด้วย เช่น เราต้องการพูดถึงปัญหาส่วนรวมไม่ใช่มุ่งเน้นวิพากษ์วิจารณ์มนุษย์ป้าคนใด เราไม่ต้องการประณามใคร

 

1.ต้องไม่ละเมิดสิทธิอัตลักษณ์ส่วนบุคคล

2.ต้องไม่ประณาม ประจาน ในลักษณะที่เป็นความผิดเฉพาะตัวบุคคล

3. อย่าใช้วาจาสร้างความเกลียดชัง และ

4. ถ้าเป็นมุกตลก ต้องขำแบบสร้างสัน ไม่ใช่ขำแล้วไม่ได้แก้ปัญหาอะไร


      
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนของเพจลักษณะนี้นำอารมณ์เข้ามาเป็นสีสันไม่ใช่เรื่องผิด
        
“การใช้อารมณ์ขันไม่ผิด
 แต่ต้องดูว่าถ้าการทำให้ผู้ถูกขำในเรื่องนั้นสร้างความอับอายต่อสาธารณะ 
 หรือว่าดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นคนหรือเปล่า”
      
        
 
 
 
เนื้อหาเรียบเรียงจาก 
Astv ผู้จัดการ Live
"ชาร์ลี เอ็บโด กับการ์ตูนเสียดสี-ล้อเลียน" เว็บเด็กดีดอทคอม
"เหยื่อรังแกออนไลน์! วัฒนธรรมเห่ากัดคนไม่รู้จักในโลกโซเชียล!" โดย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
"“คลิปเด็ก” ถ่าย โพสต์ แชร์...มองให้ลึกกว่าความน่ารัก?" โดยสถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยนเรศวร
สิทธิมนุษย์ชน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในอินเตอร์เน็ต
"คิดก่อน "ถ่าย-แชร์" ก่อนเป็น "มนุษย์กล้อง" นักละเมิดสิทธิ" โดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

แหล่งที่มา :         http://m.naewna.com/view/columntoday/25559      

 
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้
 
 
  ความคิดเห็น
-- ไม่มีความคิดเห็น --