Log in | วันศุกร์ที่ 22 ส.ค. 2557 | 7:01 น.
 
 
แผนการสอน  
 
 

การบริหารจิตและการเจริญปัญญา

วิชา : สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม   ระดับชั้น : ม.1
โพส : วันที่ 21 เม.ย. 2554
โหวต : | เข้าชม : 4,587 ครั้ง
 
 
 
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1
 
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การบริหารจิตและการเจริญปัญญา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง การบริหารจิต เวลา 2 ชั่วโมง
 
สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด

การฝึกจิตให้มีสมาธิในชีวิตประจำวันนั้น ย่อมทำให้จิตมีความพร้อมต่อการทำกิจวัตรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการสวดมนต์ แผ่เมตตานั้น เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมก่อนการทำสมาธิ

 
ตัวชี้วัด / จุดประสงค์การเรียนรู้

ตัวชี้วัด
   ส 1.1
   ม1/7   สวดมนต์ แผ่เมตตา บริหารจิต และเจริญปัญญาด้วยอานาปานสติหรือตามแนวทางของศาสนาที่ตนนับถือตามที่กำหนด

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. สวดมนต์ แผ่เมตตา และทำสมาธิตามหลักอานาปานสติได้
2. อธิบายความหมาย และประโยชน์ของการทำสมาธิ รวมถึงสามารถนำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอได้

 
สาระการเรียนรู้

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารจิตและเจริญปัญญา
    - ความหมายและประโยชน์ของสมาธิ
    - การเตรียมการปฏิบัติ
    - การสวดมนต์แปลและแผ่เมตตา
2. กระบวนการฝึกสมาธิตามหลักอานาปานสติ

 
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

ความสามารถในการคิด 
 - ทักษะการคิดวิเคราะห์
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
 - กระบวนการปฏิบัติ        

 
คุณลักษณะอันพึงประสงค์

1. มีวินัย
2. มุ่งมั่นในการทำงาน

 
กิจกรรมการเรียนรู้

(วิธีสอนแบบกระบวนการปฏิบัติ)
ครูสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับการทำสมาธิ
นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน ประจำหน่วยการเรียนรู้ที่ 7               

ชั่วโมงที่ 1
1. ครูเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการฝึกให้นักเรียนทำสมาธิ  เช่น  ห้องจริยธรรม หรือห้องพุทธศาสน์ หรือห้องที่มีบรรยากาศเหมาะสมไกลจากเสียงอึกทึกครึกโครม
2. ครูให้นักเรียนสวดมนต์แปล แผ่เมตตา (การสวดมนต์นั้นครูควรให้นักเรียนกล่าวคำนมัสการพระรัตนตรัย บทสรรเสริญพระพุทธคุณ บทสรรเสริญพระธรรมคุณ บทสรรเสริญพระสังฆคุณ)
3. เมื่อนักเรียนแผ่เมตตาแล้วครูให้นักเรียนนั่งสมาธิ คือ นั่งขัดสมาธิ เอามือขวาทับมือซ้าย เท้าขวาทับเท้าซ้าย นั่งสบายๆ ตั้งกายให้ตรง ไม่เกร็ง และต้องคอยระวังไม่ให้หลังงอ เพราะจะทำให้เสียบุคลิก ครูปฏิบัติให้นักเรียนดูเป็นแบบอย่าง แล้วให้นักเรียนปฏิบัติตาม (นักเรียนเคยทำสมาธิบ้างแล้วเมื่อเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษา)ในชั้นนี้ครูจึงสามารถให้นักเรียนฝึกทำสมาธิตามขั้นตอนที่ครูเสนอแนะได้
4. ให้นักเรียนหลับตาพอสบาย ตั้งศูนย์กลางสมาธิไว้ที่ลมหายใจ ให้สังเกตว่าลมกระทบตรงไหนชัดเจนก็ให้กำหนดจุดนั้นเพียงจุดเดียว เช่น บริเวณช่องจมูก โพรงจมูก หรือริมฝีปากบน เป็นต้น
5. ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อลมหายใจเข้า ก็ให้กำหนดว่า  “เข้า”   เมื่อหายใจออกก็ให้จิตกำหนดว่า   “ออก”   นักเรียนอาจภาวนาในใจเวลาหายใจเข้าว่า   “พุท”   และเวลาหายใจออกว่า “โธ”   เป็น   พุทโธ   เรื่อยไปจนจิตสงบก็ได้ หรือนักเรียนอาจใช้วิธีนับเลขก็ได้ โดยเวลาหายใจเข้าและออกจนสุดแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ ทั้งนี้ควรนับเฉพาะตอนหายใจออกก็พอ ตอนหายใจเข้าไม่ต้องนับ ระหว่างนับหนึ่งถึงสิบ ต้องคอยระวังอย่าให้เผลอ ถ้าเผลอก็ให้ตั้งต้นนับใหม่ทำเรื่อยไปจนกว่าจะมีสติสมาธิแน่วแน่
6. ครูให้นักเรียนทำสมาธิประมาณ 10-15 นาที หรือตามความเหมาะสม
7. เมื่อนักเรียนออกจากสมาธิแล้ว ครูตรวจสอบการทำสมาธิของนักเรียน และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำสมาธิ  โดยให้นักเรียนแต่ละคนเล่าความรู้สึก  และปัญหาอุปสรรคต่างๆ ระหว่างการทำสมาธิ ครูแนะนำนักเรียนแต่ละราย จนนักเรียนมีความเข้าใจเพื่อนำไปปรับปรุงในการปฏิบัติครั้งต่อไป
8. ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การปฏิบัติสมาธิในระยะแรกๆ จิตอาจจะฟุ้งซ่าน สงบอยู่กับลมหายใจได้ยากหรือไม่นาน จึงต้องอาศัยความพยายามหมั่นฝึกบ่อยๆ จนเป็นกิจวัตร จึงจะเกิดผลจากการปฏิบัติ จิตจะสงบเยือกเย็นขึ้น จะคิดหรือเลิกคิดเรื่องใดๆ ได้ฉับไวขึ้น ความจำดีขึ้น จิตแจ่มใสเบิกบาน
9. ครูมอบหมายให้นักเรียนทำสมาธิเสมอในเวลาว่าง หรือก่อนนอน หรือตอนที่ตื่นในเวลาเช้าตามความเหมาะสม แล้วรายงานครูผู้สอนในชั่วโมงต่อไป  

ชั่วโมงที่
2
1. ครูทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับวิธีการทำสมาธิตามหลักอานาปานสติ และให้นักเรียนแต่ละคนเล่าว่าได้ทำสมาธิในเวลาใดบ้าง และผลเป็นอย่างไร
2. ครูนำซีดี หรือภาพเกี่ยวกับขั้นตอนการทำสมาธิของบุคคลกลุ่มต่างๆ มาให้นักเรียนดูและอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า รูปแบบหรือขั้นตอนการทำสมาธิของแต่ละกลุ่มบุคคลอาจมีความแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับวัยของนักเรียนนั้นใช้วิธีการทำสมาธิแบบอานาปานสติที่ใช้กำหนดลมหายใจเข้า  “พุท”  หายใจออกว่า  “โธ”  หรือใช้วิธีการนับเลขก็ได้
3. ครูให้นักเรียนสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย แผ่เมตตา และทำสมาธิ โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที หรือตามความเหมาะสม
4. ครูให้นักเรียนแต่ละคนเล่าผลของการปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับชั่วโมงก่อน ในกรณีที่นักเรียนยังมีปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ครูก็แนะนำเป็นรายๆ ไป
5. ให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำสมาธิ โดยมีครูเสนอแนะเพิ่มเติม
6. ครูมอบหมายให้นักเรียนทำสมาธิทุกวันในโอกาสที่เหมาะสม ตลอดภาคเรียน และบันทึกผลการปฏิบัติใบแบบบันทึกการปฏิบัติตนในการบริหารจิต ครูตรวจสอบการบันทึกการปฏิบัติตนในการทำสมาธิทุกเดือน  และแนะนำนักเรียนเป็นรายบุคคล เมื่อจบภาคเรียนแล้ว ให้นักเรียนทุกคนส่งแบบบันทึกการปฏิบัติตนในการบริหารจิต 

 
การวัดผลและประเมินผล
 

วิธีการ 

เครื่องมือ 

เกณฑ์ 

 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน

 แบบทดสอบก่อนเรียน

 ร้อยละ 50 ผ่านเกณฑ์

 นักเรียนทำแบบบันทึกการปฏิบัติตนในการ
 บริหารจิต

 แบบบันทึกการปฏิบัติตนในการบริหารจิต

 ปฏิบัติได้ 10 ครั้งขึ้นไปผ่านเกณฑ์

 สังเกตพฤติกรรมการทำสมาธิของนักเรียน

 แบบสังเกตพฤติกรรมการทำสมาธิ

 ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์


 
สื่อ / แหล่งการเรียนรู้

สื่อการเรียนรู้  
1. หนังสือเรียน พระพุทธศาสนา ม.1
2. หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม
      1) ญาณสังวร, สมเด็จพระ (เจริญ สุวฑฒโน).หลักพระพุทธศาสนา.  กรุงเทพมหานคร:ประกายพริก,2526.
      2) วศิน อินทสระ ,หลักธรรมอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอ.ไอ. เอ. จำกัด (เครือนำทอง), 
          2548.
3. ซีดี เรื่อง การบริหารจิต

แหล่งการเรียนรู้
1. ห้องสมุด
2. ห้องจริยธรรม หรือห้องพุทธศาสน์
3. แหล่งข้อมูลสารสนเทศ  
    - http://www.dhammathai.org/treatment/concentration                 

 
เอกสารแนบ

ไฟล์ใบงาน:

ไฟล์แบบทดสอบ:

 
 
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา