วิชา
Log in | วันศุกร์ที่ 31 ต.ค. 2557
 

มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 101ตอนที่ 4: เกษตรกรรมเปลี่ยนโลก

โพสโดย 23andMe
 
กรุณารอสักครู่นะครับ
 

มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 101: เกษตรกรรมเปลี่ยนโลก (Human Prehistory 101: Agriculture Rocks Our World)

เมื่อถึงช่วง 14,000 ปีก่อน ยุคน้ำแข็งก็เริ่มทุเลาลง เมื่อน้ำแข็งละลายระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้นและแนวชายฝั่งก็เปลี่ยนแปลง สิ่งกีดขวางตามธรรมชาติระหว่างกลุ่มประชากรบางแห่งหายไป ขณะที่บางแห่งก็ปรากฏขึ้นมาใหม่ อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

บางพื้นที่ก็อุดมไปด้วยพืชและสัตว์มากมาย จนกระทั่งมนุษย์ไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหาอาหารอีกต่อไป แต่เลือกที่จะตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ และดำรงชีพด้วยการหาอาหารที่ขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติ เมื่อมนุษย์เริ่มเพาะปลูกเมล็ดพืชที่พบได้ใกล้ที่อาศัย พวกเขาก็สามารถสำรองเสบียงอาหารและอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นได้ตลอดปี

เมื่อมนุษย์อยู่เป็นหลักแหล่งมากขึ้น พวกเขาก็มีโอกาสที่จะแสวงหา.... ความสุขด้านอื่นมากขึ้น จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น และไม่นานการใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนก็เริ่มเป็นอุปสรรคกับการสร้างครอบครัว
ในบางพื้นที่ ฤดูแล้งหรือฤดูหนาวที่โหดร้ายทำให้พืชและสัตว์ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นมีปริมาณไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ มนุษย์ต่างกลุ่มทั่วโลกจึงเริ่มค้นพบสิ่งเดียวกัน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนสังคมมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติไปตลอดกาล

พวกเขาพัฒนาเกษตรกรรมขึ้น มันไม่ใช่ทางเลือกที่สบายนัก
การล่าสัตว์หรือการหาของป่าอาจหาอาหารให้ครอบครัวได้โดยทำงานเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ แต่เกษตรกรรมเป็นงานหนัก และต้องทำงานกันเต็มเวลา แต่เกษตรกรรมให้ผลผลิตมากกว่า และสามารถสร้างอาหารให้ประชากรกลุ่มใหญ่ได้อย่างสม่ำเสมอ ผู้คนจึงพึ่งพาพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นๆ

พืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมีความแตกต่างทางพันธุกรรม เกษตรกรยุคแรกเริ่มจึงเลือกเพาะพันธุ์พืชที่มีเมล็ดใหญ่กว่า และรวงที่เอื้อต่อการเก็บเกี่ยวมากกว่า นอกจากนี้ยังเริ่มเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ดุร้ายที่พบเห็นได้ในพื้นที่ด้วย

หมู่บ้านเริ่มขยายใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์ และกลายมาเป็นเมือง ผู้คนที่ลงหลักปักฐานก็เริ่มแยกตัวออกห่างธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อประมาณ 6,000 ปีก่อนในดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotemia) เมืองที่มั่งคั่ง มีอำนาจ และระเบียบสังคมแบบใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น คนที่ควบคุมปริมาณเมล็ดธัญพืชเป็นผู้มีอำนาจ และบางคนก็ไม่จำเป็นต้องหาหรือผลิตอาหารเองอีกต่อไป แต่สามารถทำงานอื่นแลกอาหารได้

สังคมเกษตรกรรมกลายเป็นวิถีชีวิตหลักของมนุษย์ทั่วโลกในเวลาไม่นาน ประชากรโลกจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้มีแรงงานในการผลิตพืชผลได้มากขึ้นอีก เพื่อให้สามารถผลิตอาหารให้ประชากรที่เพิ่มขึ้นได้อิ่มท้อง เราต้องทำถางป่าเพื่อทำพื้นที่เพาะปลูก บางครั้ง เมืองทั้งเมืองอาจต้องย้ายถิ่นเมื่อดินในพื้นที่ไม่สามารถทนต่อการเพาะปลูกซ้ำๆหลายครั้งได้อีก และผู้คนต้องพาสัตว์ออกไปไกลสุดทุ่งหญ้าออกไปเรื่อยๆ เพื่อให้ปศุสัตว์ได้เล็มหญ้า

กลุ่มคนที่เคยถูกแยกจากกันก็กลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อพวกเขาเดินทางเพื่อหาผืนดินใหม่ๆ แรงงาน หรือเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยน สัตว์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อการเดินทางทำให้วัฒนธรรมที่ห่างไกลกันเชื่อมโยงถึงกันได้ ส่วนครอบครัวที่เกิดจากการเชื่อมโยงกันระหว่างคนต่างเชื้อชาติทำให้เอกลักษณ์ทางพันธุกรรมผสมผสานกันระหว่างคนในทวีป

ทั่วทั้งโลก เกษตรกรที่เริ่มโยกย้ายถิ่นฐานมาพบเจอกับกลุ่มนักล่าและหาของป่า (hunter-gatherer) ยกตัวอย่างเช่น ในทวีปแอฟริกาแถบตอนใต้ของซาฮารา เกษตรกรเริ่มแผ่ขยายบริเวณออกไปทางตะวันออกและทางใต้ จากพื้นที่ประเทศแคเมอรูนในปัจจุบันเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน ระหว่างทางพวกเขาได้พบเจอและกลืนคนที่เคยอยู่ที่นั่นมาก่อนเป็นพันๆปีเข้ามา กลุ่มนักล่าและหาของป่าบางคนที่อาศัยอยู่ใกล้กับชุมชนของเกษตรกรได้เริ่มทำการเพาะปลูกบ้างเช่นกัน แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ติดตามสัตว์ป่าออกไปในบริเวณที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก

เมื่อถึงช่วง 1,500 ปีก่อน เกษตรกรรมก็เป็นหัวใจหลักของทวีปแอฟริกาแถบตอนใต้ของซาฮารา แต่ทะเลทรายคาลาฮารี ซึ่งไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ก็ยังคงเป็นที่อาศัยของกลุ่มนักล่าและหาของป่า ซึ่งไม่ได้คงวิถีชีวิตเดิมของพวกเขาไว้เท่านั้น แต่ยังคงใช้ “ภาษาคลิ๊ก” (Click Language) ที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกเกษตรกรรมเป็นผู้ชนะ เมื่อเกษตรกรในแต่ละทวีปขยายจำนวนและกลืนกลุ่มนักล่าและหาของป่าไป ความแตกต่างทางพันธุกรรมในแต่ละทวีปก็เริ่มจางหายไป เตรียมทางให้บทล่าสุดในเรื่องราวของมนุษย์

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

เรื่อง : มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 101ตอนที่ 4: เกษตรกรรมเปลี่ยนโลก
ชื่อเจ้าของคลิป : 23andMe
URL : http://www.youtube.com/watch?v=IVHD9wGlbho
 
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
โพส : 25 มี.ค. 2553
เข้าชม : 11,201 ครั้ง
ผู้สร้าง : Ticc
โพส : 3 ก.พ. 2555
เข้าชม : 2,943 ครั้ง
ผู้สร้าง : Noo_Wow
โพส : 1 ต.ค. 2552
เข้าชม : 28,062 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 1 มิ.ย. 2553
เข้าชม : 8,672 ครั้ง
ผู้สร้าง : ON_LEE
โพส : 17 มิ.ย. 2553
เข้าชม : 29,654 ครั้ง
ผู้สร้าง : ON_LEE
โพส : 11 ม.ค. 2553
เข้าชม : 16,993 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
Guinea_ Ebola Virus Claims Lives
โพส : 4 ก.ค. 2557
เข้าชม : 717 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
พืช โครงสร้าง วัฏจักรชีวิต ตอน 1
โพส : 28 พ.ค. 2557
เข้าชม : 2,695 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
พืช โครงสร้าง วัฏจักรชีวิต ตอน 2
โพส : 28 พ.ค. 2557
เข้าชม : 1,056 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
พืช โครงสร้าง วัฏจักรชีวิต ตอน 3
โพส : 28 พ.ค. 2557
เข้าชม : 798 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 

มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 101: เกษตรกรรมเปลี่ยนโลก (Human Prehistory 101: Agriculture Rocks Our World)

เมื่อถึงช่วง 14,000 ปีก่อน ยุคน้ำแข็งก็เริ่มทุเลาลง เมื่อน้ำแข็งละลายระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้นและแนวชายฝั่งก็เปลี่ยนแปลง สิ่งกีดขวางตามธรรมชาติระหว่างกลุ่มประชากรบางแห่งหายไป ขณะที่บางแห่งก็ปรากฏขึ้นมาใหม่ อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

บางพื้นที่ก็อุดมไปด้วยพืชและสัตว์มากมาย จนกระทั่งมนุษย์ไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหาอาหารอีกต่อไป แต่เลือกที่จะตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ และดำรงชีพด้วยการหาอาหารที่ขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติ เมื่อมนุษย์เริ่มเพาะปลูกเมล็ดพืชที่พบได้ใกล้ที่อาศัย พวกเขาก็สามารถสำรองเสบียงอาหารและอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นได้ตลอดปี

เมื่อมนุษย์อยู่เป็นหลักแหล่งมากขึ้น พวกเขาก็มีโอกาสที่จะแสวงหา.... ความสุขด้านอื่นมากขึ้น จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น และไม่นานการใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนก็เริ่มเป็นอุปสรรคกับการสร้างครอบครัว
ในบางพื้นที่ ฤดูแล้งหรือฤดูหนาวที่โหดร้ายทำให้พืชและสัตว์ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นมีปริมาณไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ มนุษย์ต่างกลุ่มทั่วโลกจึงเริ่มค้นพบสิ่งเดียวกัน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนสังคมมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติไปตลอดกาล

พวกเขาพัฒนาเกษตรกรรมขึ้น มันไม่ใช่ทางเลือกที่สบายนัก
การล่าสัตว์หรือการหาของป่าอาจหาอาหารให้ครอบครัวได้โดยทำงานเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ แต่เกษตรกรรมเป็นงานหนัก และต้องทำงานกันเต็มเวลา แต่เกษตรกรรมให้ผลผลิตมากกว่า และสามารถสร้างอาหารให้ประชากรกลุ่มใหญ่ได้อย่างสม่ำเสมอ ผู้คนจึงพึ่งพาพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นๆ

พืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมีความแตกต่างทางพันธุกรรม เกษตรกรยุคแรกเริ่มจึงเลือกเพาะพันธุ์พืชที่มีเมล็ดใหญ่กว่า และรวงที่เอื้อต่อการเก็บเกี่ยวมากกว่า นอกจากนี้ยังเริ่มเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ดุร้ายที่พบเห็นได้ในพื้นที่ด้วย

หมู่บ้านเริ่มขยายใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์ และกลายมาเป็นเมือง ผู้คนที่ลงหลักปักฐานก็เริ่มแยกตัวออกห่างธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อประมาณ 6,000 ปีก่อนในดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotemia) เมืองที่มั่งคั่ง มีอำนาจ และระเบียบสังคมแบบใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น คนที่ควบคุมปริมาณเมล็ดธัญพืชเป็นผู้มีอำนาจ และบางคนก็ไม่จำเป็นต้องหาหรือผลิตอาหารเองอีกต่อไป แต่สามารถทำงานอื่นแลกอาหารได้

สังคมเกษตรกรรมกลายเป็นวิถีชีวิตหลักของมนุษย์ทั่วโลกในเวลาไม่นาน ประชากรโลกจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้มีแรงงานในการผลิตพืชผลได้มากขึ้นอีก เพื่อให้สามารถผลิตอาหารให้ประชากรที่เพิ่มขึ้นได้อิ่มท้อง เราต้องทำถางป่าเพื่อทำพื้นที่เพาะปลูก บางครั้ง เมืองทั้งเมืองอาจต้องย้ายถิ่นเมื่อดินในพื้นที่ไม่สามารถทนต่อการเพาะปลูกซ้ำๆหลายครั้งได้อีก และผู้คนต้องพาสัตว์ออกไปไกลสุดทุ่งหญ้าออกไปเรื่อยๆ เพื่อให้ปศุสัตว์ได้เล็มหญ้า

กลุ่มคนที่เคยถูกแยกจากกันก็กลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อพวกเขาเดินทางเพื่อหาผืนดินใหม่ๆ แรงงาน หรือเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยน สัตว์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อการเดินทางทำให้วัฒนธรรมที่ห่างไกลกันเชื่อมโยงถึงกันได้ ส่วนครอบครัวที่เกิดจากการเชื่อมโยงกันระหว่างคนต่างเชื้อชาติทำให้เอกลักษณ์ทางพันธุกรรมผสมผสานกันระหว่างคนในทวีป

ทั่วทั้งโลก เกษตรกรที่เริ่มโยกย้ายถิ่นฐานมาพบเจอกับกลุ่มนักล่าและหาของป่า (hunter-gatherer) ยกตัวอย่างเช่น ในทวีปแอฟริกาแถบตอนใต้ของซาฮารา เกษตรกรเริ่มแผ่ขยายบริเวณออกไปทางตะวันออกและทางใต้ จากพื้นที่ประเทศแคเมอรูนในปัจจุบันเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน ระหว่างทางพวกเขาได้พบเจอและกลืนคนที่เคยอยู่ที่นั่นมาก่อนเป็นพันๆปีเข้ามา กลุ่มนักล่าและหาของป่าบางคนที่อาศัยอยู่ใกล้กับชุมชนของเกษตรกรได้เริ่มทำการเพาะปลูกบ้างเช่นกัน แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ติดตามสัตว์ป่าออกไปในบริเวณที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก

เมื่อถึงช่วง 1,500 ปีก่อน เกษตรกรรมก็เป็นหัวใจหลักของทวีปแอฟริกาแถบตอนใต้ของซาฮารา แต่ทะเลทรายคาลาฮารี ซึ่งไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ก็ยังคงเป็นที่อาศัยของกลุ่มนักล่าและหาของป่า ซึ่งไม่ได้คงวิถีชีวิตเดิมของพวกเขาไว้เท่านั้น แต่ยังคงใช้ “ภาษาคลิ๊ก” (Click Language) ที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกเกษตรกรรมเป็นผู้ชนะ เมื่อเกษตรกรในแต่ละทวีปขยายจำนวนและกลืนกลุ่มนักล่าและหาของป่าไป ความแตกต่างทางพันธุกรรมในแต่ละทวีปก็เริ่มจางหายไป เตรียมทางให้บทล่าสุดในเรื่องราวของมนุษย์

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

 
วิดีโอที่เกี่ยวข้องจาก
 
แบ่งปันให้เพื่อน
อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)
ส่ิิงโดย
ข้อความ
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา