![]() |
|
ทำไมเราถึงชอบน้ำตาล (Why We Love Sugar-The Sci Show) โพสโดย scishow
|
||

ทำไมเราถึงชอบน้ำตาล (Why We Love Sugar-The Sci Show)
ในมือของผม คือหนึ่งในสารที่วิเศษสุด มีพลังมากที่สุด และยอดเยี่ยมที่สุดในจักรวาลครับ จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะขอกินสัก..... อืมมม... อร่อยจังครับ
ท่านผู้ชมที่รักครับ ในมือผมนี่คือน้ำตาลทรายธรรมดาๆ ที่ได้มาจากหัวบีททำน้ำตาล (sugar beet) หรือไม่ก็จากอ้อย (sugarcane) แยกไม่ออกหรอกครับว่าเป็นอะไร แต่วันนี้เราจะเรียกมันตามชื่อวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ ซูโครส (sucrose) ครับ
โลกเรามีน้ำตาลอยู่หลายแบบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารรสหวานรับประทานได้ และจัดเป็นคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) คาร์โบไฮเดรต! คงเป็นคำที่ฟังดูน่าอร่อยที่สุดในภาษาอังกฤษแล้วล่ะ
นอกจากจะเป็นสาระสำคัญในการทำขนมต่างๆและทำให้เด็กไฮเปอร์แล้ว น้ำตาลเป็นหนึ่งในสารที่สำคัญที่สุดบนโลกเราครับ มันเป็นแหล่งพลังงานหลักของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก แต่ก็ไม่ใช่น้ำตาลอย่างที่เห็นอยู่นี่เป๊ะๆหรอก น้ำตาลนี่เป็นบ่อเกิดหลักของฝันผุมากกว่า
เล็กในระดับเซลล์ เวลาที่ทุกสิ่งบนโลกต้องการพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือแบคทีเรีย สิ่งแรกที่มันจะหาคือน้ำตาลครับ แล้วน้ำตาลมาจากไหนหรือจะถามให้ถูกคือ พลังงานที่ใช้ในการผลิตน้ำตาลนั้นมาจากไหน แน่นอนครับมาจากดวงอาทิตย์ เพื่อนรักของเรานั่นเอง
สารรสหวานนี้สามารถพบได้ในพืชทุกชนิด แต่แน่นอนว่าพบได้ในปริมาณที่แตกต่างกัน เพราะน้ำตาลเป็นผลผลิตหลักที่ได้จากการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) เราเคยพูดถึงกระบวนการสังเคราะห์แสงกันไปแล้วในรายการ Crash Course Biology ครับ แต่สำหรับตอนนี้ รู้ไว้แค่ว่า ความสำคัญของการที่พืชสามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และแสงอาทิตย์เป็นน้ำตาลได้นั้น สุดยอดมาก
โดยพื้นฐานแล้ว พืชใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการแยกโมเลกุลของน้ำออก และไฮโดรเจนที่ได้จากน้ำก็จะผนึกเข้ากับคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อผลิตกลูโคส (glucose) ครับ ที่จริงแล้วกระบวนการทั้งหมดนี้เก็บเอาพลังงานจากแสงอาทิตย์แล้วเก็บไว้ในรูปแบบพลังงานเคมี หรือน้ำตาลนั่นเอง
ผมกำลังกินแสงอาทิตย์อยู่ครับ มันอยู่ใต้ลิ้นผมด้วยล่ะ แย่แล้ว กินน้ำตาลไปเยอะเลยครับ จะต้องปวดท้องแน่ๆ
นอกจากกลูโคสแล้ว น้ำตาลอีกอย่างหนึ่งที่พืชผลิตได้ก็คือ ฟรุคโตส (fructose) ซึ่งมีสูตรทางเคมีเหมือนกัน แค่จัดเรียงต่างกันนิดหน่อย และถึงแม้ว่ามันจะคล้ายกันมากและให้พลังงานเท่ากัน ฟรุคโตสกลับมีรสหวานกว่ามาก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบใส่ นำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง (High-fructose Corn Syrup) ในเครื่องดื่มต่างๆ และยังเป็นเหตุว่าทำไมพืชจึงมีรสชาติแตกต่างกันไป ตั้งแต่มันเทศ (sweet potato) ที่มีรสหวานมาก ไปจนถึงมันฝรั่งธรรมดาที่ไม่หวานเลย ที่เรามักเรียกว่าเป็นอาหารประเภทแป้ง (starch) เพราะมันเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (complex carbohydrate) ซึ่งเป็นโมเลกุลน้ำตาลหลายโมเลกุลเกาะรวมกันนั่นเอง
ส่วนน้ำตาลทรายที่ได้จากอ้อยเป็น ซูโครส (sucrose) ซึ่งประกอบขึ้นด้วยกลูโคสหนึ่งโมเลกุลและฟรุคโตสหนึ่งโมเลกุลเชื่อมเข้าด้วยกัน
ประเด็นก็คือ น้ำตาลทุกชนิดมีความสำคัญทั้งนั้นครับ และเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงคิดว่ามันอร่อยมาก ก็เพราะว่าเราต้องการพลังงานในการดำรงชีวิต และน้ำตาลก็เป็นแหล่งพลังงานอย่างดี
ถ้าคุณคิดว่าผมกินน้ำตาลเยอะมากในวีดีโอนี้ ลองคิดดูครับว่าผมเพิ่งกินน้ำตาลไปแต่ 2-3 ช้อนชาเท่านั้น แต่ชาวอเมริกันทั่วไปกินน้ำตาลกันถึง 22 ช้อนชาต่อวัน เพราะฉะนั้น ผมยังอีกห่างไกลครับ
22 ช้อนชาต่อวันเชียวนะคุณ! ต้องไม่ดีต่อสุขภาพแน่นอน ผมไปค้นคว้ามานิดหน่อย และผมได้ค้นพบว่า จากการดื่มน้ำอัดลมอย่างเดียว ชาวอเมริกันก็ได้รับน้ำตาลประมาณ 50 ปอนด์ต่อปีแล้วครับ เราชาวอเมริกันบริโภคน้ำตาลกันเยอะเกินความจำเป็นมาก ซึ่งจริงๆแล้วควรจะเป็นแค่ประมาณ 6-9 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณน่าจะเลิกกินแต่ซีเรียลหวานๆนั่นซะที
เราไม่ได้อยู่บนโลกที่น้ำตาลมีอยู่อย่างไม่จำกัดนะครับ ที่จริงแล้ว อาหารรสหวานตามธรรมชาติมีอยู่ไม่มาก และถึงแม้คุณจะหาเจอ อย่างแอปเปิ้ลสักลัง มันก็ยากที่จะกินแอปเปิ้ลในปริมาณมากๆได้ โดยที่คุณไม่ได้ป่วยเป็นอะไรไปเสียก่อน แต่ทุกวันนี้เราเลี่ยงปัญหานั้นได้ด้วยการผลิตผลึกแป้งสีขาวที่ยอดเยี่ยมนี้ และยังมีน้ำเชื่อมข้าวโพด ฟรุคโตสสูงที่ทุกวันนี้ใส่ในอาหารทุกชนิด
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากได้คำแนะนำของผม ลองกินอะไรอย่างที่บรรพบุรุษมนุษย์ถ้ำของเราเคยกินกันดูครับ อย่างผักผลไม้ และอาจจะเพิ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเข้าไปนิดหน่อย และสุดท้ายขอแนะน้ำว่าอย่ากินน้ำตาลแบบนี้ครับ
ขอบคุณที่รับชม The Sci Show ตอนนี้ครับ ถ้าอยากเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำตาลให้มากขึ้นลองคลิ๊กเข้าไปที่ลิงค์ด้านล่าง นอกจากนั้นคุณยังสามารถถามคำถามของคุณและแนะนำเนื้อหาให้เราได้ ทั้งทางกล่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง และทาง Facebook และ Twitter ของเราครับ
(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)
| เรื่อง : | ทำไมเราถึงชอบน้ำตาล (Why We Love Sugar-The Sci Show) |
|---|---|
| ชื่อเจ้าของคลิป : | scishow |
| URL : | http://www.youtube.com/watch?v=f5zdr0COebw |
|
||||||
|
||||||
|
||||||
|
||||||
|
||||||
|
||||||
|
โพส : 14 พ.ค. 2556
เข้าชม : 192 ครั้ง
โพสโดย : panida
|
|
โพส : 29 เม.ย. 2556
เข้าชม : 4 ครั้ง
โพสโดย : deariiz
|
|
โพส : 29 เม.ย. 2556
เข้าชม : 3 ครั้ง
โพสโดย : deariiz
|
|
โพส : 24 เม.ย. 2556
เข้าชม : 5 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
|
ทำไมเราถึงชอบน้ำตาล (Why We Love Sugar-The Sci Show)
ในมือของผม คือหนึ่งในสารที่วิเศษสุด มีพลังมากที่สุด และยอดเยี่ยมที่สุดในจักรวาลครับ จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะขอกินสัก..... อืมมม... อร่อยจังครับ
ท่านผู้ชมที่รักครับ ในมือผมนี่คือน้ำตาลทรายธรรมดาๆ ที่ได้มาจากหัวบีททำน้ำตาล (sugar beet) หรือไม่ก็จากอ้อย (sugarcane) แยกไม่ออกหรอกครับว่าเป็นอะไร แต่วันนี้เราจะเรียกมันตามชื่อวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ ซูโครส (sucrose) ครับ
โลกเรามีน้ำตาลอยู่หลายแบบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารรสหวานรับประทานได้ และจัดเป็นคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) คาร์โบไฮเดรต! คงเป็นคำที่ฟังดูน่าอร่อยที่สุดในภาษาอังกฤษแล้วล่ะ
นอกจากจะเป็นสาระสำคัญในการทำขนมต่างๆและทำให้เด็กไฮเปอร์แล้ว น้ำตาลเป็นหนึ่งในสารที่สำคัญที่สุดบนโลกเราครับ มันเป็นแหล่งพลังงานหลักของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก แต่ก็ไม่ใช่น้ำตาลอย่างที่เห็นอยู่นี่เป๊ะๆหรอก น้ำตาลนี่เป็นบ่อเกิดหลักของฝันผุมากกว่า
เล็กในระดับเซลล์ เวลาที่ทุกสิ่งบนโลกต้องการพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือแบคทีเรีย สิ่งแรกที่มันจะหาคือน้ำตาลครับ แล้วน้ำตาลมาจากไหนหรือจะถามให้ถูกคือ พลังงานที่ใช้ในการผลิตน้ำตาลนั้นมาจากไหน แน่นอนครับมาจากดวงอาทิตย์ เพื่อนรักของเรานั่นเอง
สารรสหวานนี้สามารถพบได้ในพืชทุกชนิด แต่แน่นอนว่าพบได้ในปริมาณที่แตกต่างกัน เพราะน้ำตาลเป็นผลผลิตหลักที่ได้จากการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) เราเคยพูดถึงกระบวนการสังเคราะห์แสงกันไปแล้วในรายการ Crash Course Biology ครับ แต่สำหรับตอนนี้ รู้ไว้แค่ว่า ความสำคัญของการที่พืชสามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และแสงอาทิตย์เป็นน้ำตาลได้นั้น สุดยอดมาก
โดยพื้นฐานแล้ว พืชใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการแยกโมเลกุลของน้ำออก และไฮโดรเจนที่ได้จากน้ำก็จะผนึกเข้ากับคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อผลิตกลูโคส (glucose) ครับ ที่จริงแล้วกระบวนการทั้งหมดนี้เก็บเอาพลังงานจากแสงอาทิตย์แล้วเก็บไว้ในรูปแบบพลังงานเคมี หรือน้ำตาลนั่นเอง
ผมกำลังกินแสงอาทิตย์อยู่ครับ มันอยู่ใต้ลิ้นผมด้วยล่ะ แย่แล้ว กินน้ำตาลไปเยอะเลยครับ จะต้องปวดท้องแน่ๆ
นอกจากกลูโคสแล้ว น้ำตาลอีกอย่างหนึ่งที่พืชผลิตได้ก็คือ ฟรุคโตส (fructose) ซึ่งมีสูตรทางเคมีเหมือนกัน แค่จัดเรียงต่างกันนิดหน่อย และถึงแม้ว่ามันจะคล้ายกันมากและให้พลังงานเท่ากัน ฟรุคโตสกลับมีรสหวานกว่ามาก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบใส่ นำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง (High-fructose Corn Syrup) ในเครื่องดื่มต่างๆ และยังเป็นเหตุว่าทำไมพืชจึงมีรสชาติแตกต่างกันไป ตั้งแต่มันเทศ (sweet potato) ที่มีรสหวานมาก ไปจนถึงมันฝรั่งธรรมดาที่ไม่หวานเลย ที่เรามักเรียกว่าเป็นอาหารประเภทแป้ง (starch) เพราะมันเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (complex carbohydrate) ซึ่งเป็นโมเลกุลน้ำตาลหลายโมเลกุลเกาะรวมกันนั่นเอง
ส่วนน้ำตาลทรายที่ได้จากอ้อยเป็น ซูโครส (sucrose) ซึ่งประกอบขึ้นด้วยกลูโคสหนึ่งโมเลกุลและฟรุคโตสหนึ่งโมเลกุลเชื่อมเข้าด้วยกัน
ประเด็นก็คือ น้ำตาลทุกชนิดมีความสำคัญทั้งนั้นครับ และเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงคิดว่ามันอร่อยมาก ก็เพราะว่าเราต้องการพลังงานในการดำรงชีวิต และน้ำตาลก็เป็นแหล่งพลังงานอย่างดี
ถ้าคุณคิดว่าผมกินน้ำตาลเยอะมากในวีดีโอนี้ ลองคิดดูครับว่าผมเพิ่งกินน้ำตาลไปแต่ 2-3 ช้อนชาเท่านั้น แต่ชาวอเมริกันทั่วไปกินน้ำตาลกันถึง 22 ช้อนชาต่อวัน เพราะฉะนั้น ผมยังอีกห่างไกลครับ
22 ช้อนชาต่อวันเชียวนะคุณ! ต้องไม่ดีต่อสุขภาพแน่นอน ผมไปค้นคว้ามานิดหน่อย และผมได้ค้นพบว่า จากการดื่มน้ำอัดลมอย่างเดียว ชาวอเมริกันก็ได้รับน้ำตาลประมาณ 50 ปอนด์ต่อปีแล้วครับ เราชาวอเมริกันบริโภคน้ำตาลกันเยอะเกินความจำเป็นมาก ซึ่งจริงๆแล้วควรจะเป็นแค่ประมาณ 6-9 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณน่าจะเลิกกินแต่ซีเรียลหวานๆนั่นซะที
เราไม่ได้อยู่บนโลกที่น้ำตาลมีอยู่อย่างไม่จำกัดนะครับ ที่จริงแล้ว อาหารรสหวานตามธรรมชาติมีอยู่ไม่มาก และถึงแม้คุณจะหาเจอ อย่างแอปเปิ้ลสักลัง มันก็ยากที่จะกินแอปเปิ้ลในปริมาณมากๆได้ โดยที่คุณไม่ได้ป่วยเป็นอะไรไปเสียก่อน แต่ทุกวันนี้เราเลี่ยงปัญหานั้นได้ด้วยการผลิตผลึกแป้งสีขาวที่ยอดเยี่ยมนี้ และยังมีน้ำเชื่อมข้าวโพด ฟรุคโตสสูงที่ทุกวันนี้ใส่ในอาหารทุกชนิด
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากได้คำแนะนำของผม ลองกินอะไรอย่างที่บรรพบุรุษมนุษย์ถ้ำของเราเคยกินกันดูครับ อย่างผักผลไม้ และอาจจะเพิ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเข้าไปนิดหน่อย และสุดท้ายขอแนะน้ำว่าอย่ากินน้ำตาลแบบนี้ครับ
ขอบคุณที่รับชม The Sci Show ตอนนี้ครับ ถ้าอยากเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำตาลให้มากขึ้นลองคลิ๊กเข้าไปที่ลิงค์ด้านล่าง นอกจากนั้นคุณยังสามารถถามคำถามของคุณและแนะนำเนื้อหาให้เราได้ ทั้งทางกล่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง และทาง Facebook และ Twitter ของเราครับ
(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)
แบ่งปันให้เพื่อน |
|---|
|
||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||


