วิชา
Log in | วันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2557
 

คาเฟอีน! (Caffeine!-The Sci Show)

โพสโดย scishow
 
กรุณารอสักครู่นะครับ
 

คาเฟอีน! (Caffeine!-The Sci Show)

พอเราเริ่มได้รู้จักกันมากขึ้น คุณคงสังเกตเห็นแล้วว่า ผมเป็นคนที่พลังงานล้นเหลือ ผมมักจะเสียงดัง พูดเร็วไปหน่อย และตื่นเต้นกับอะไรเนิร์ดๆได้มากผิดปรกติ และคุณคงคิดว่า วันๆแฮงค์ต้องกินทั้งกาแฟ กระทิงแดง โค้ก ไดเอ็ดโค้ก กาแฟ กระทิงแดง เยอะแยะไปหมด กระตุ้นตัวเองตลอดเวลา

แต่คุณเข้าใจผิดครับ เครื่องจักรนี้ไม่ต้องใช้คาเฟอีนในการทำงาน!

นานๆที ผมก็ดื่มโค้กอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ปรกติแล้วผมจะพยายามเลี่ยงยากระตุ้นประสาท (psychoactive drug) ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลก อาจจะดูขัดกับโลกปัจจุบันที่ “บ้า” คาเฟอีนกันเหลือเกิน และผมใช้คำว่า “บ้า” เพราะว่าทุกวันนี้มีคนเป็นล้านๆยอมจ่ายเงินซื้อกาแฟ 12 ออนซ์ในราคาที่แพงกว่า น้ำมันเชื้อเพลิง 1 แกลลอน ผมแทบไม่อยากพูดถึงเพื่อนๆผม เวลาที่ไม่ได้มีคาเฟอีนในร่างกายสองสามวันเลยด้วย ทั้งกระวนกระวาย ขี้หงุดหงิด บ่นว่าปวดหัวอยู่นั่น เหมือนคาเฟอีนมีผลแรงน่าดูเลย

ถ้าไม่มีของรสชาติหวานอื่นๆที่เรามักใส่ลงไป คาเฟอีนด้วยตัวของมันเองเป็นสารแอลคาลอยด์ลักษณะเป็นผงสีขาว รสชาติขมครับ หมายความว่า คาเฟอีนมีรสชาติ และคือเหตุผลว่าทำไมโค้กธรรมดากับโค้กไร้คาเฟอีนรสชาติไม่เหมือนกัน

พวกเราบริโภคคาเฟอีนกว่า 260 ล้านปอนด์ต่อปี และแม้ส่วนใหญ่สกัดได้จากชาหรือกาแฟ แต่ก็ยังมีแหล่งคาเฟอีนอื่นๆตามธรรมชาติอีกครับ เช่นพืชในแถบแอฟริกาใต้สองชนิด เยอร์บามาเท (Yerba Matte) และ กัวรานา (Guarana) อย่างหลังนี่คุณคงเคยผ่านหูมาบ้าง เพราะมันใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มชูกำลังหลายยี่ห้อ นอกจากนี้ยังมีพืชที่เรียกว่า เมล็ดโคลา (Kola Nut) ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นในแถบแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง และคนแถบนั้นจะเคี้ยวเมล็ดโคลาเพราะฤทธิ์กระตุ้นประสาทของมัน และครึ่งหนึ่งเมล็ดโคล่ายังถูกใช้เป็นสารปรุงแต่งในน้ำอัดลมชื่อดังที่ยังคงใช้ชื่อเดียวกันอยู่ในปัจจุบัน

แต่เนื่องจากผู้ชมรายการผมทุกท่านมักมีความคิดวิเคราะห์ขี้สงสัยเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ คุณคงจะสงสัยแล้วว่า ทำไม ทำไมมันถึงกระตุ้นประสาทเราได้ คาเฟอีนทำงานยังไง

พูดง่ายๆก็คือมันหลอกสมองของคุณให้คิดว่าคุณไม่เหนื่อยครับ

คาเฟอีน หรือที่นักเคมีเรียกกันว่า 1,3,7-Trymethylxanthine  นั้น มีโครงสร้างคล้ายกับโมเลกุลที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างการเราที่ชื่อว่า อะดีโนซีน (adenosine)

อะดีโนซีนจะจับรีเซพเตอร์ (receptor) ที่อยู่ในสมอง ซึ่งทำให้ระบบประสาทของเรารู้สึกผ่อนคลาย และทำให้คุณรู้สึกง่วงนอนในที่สุด

แต่คาเฟอีนจะไปจับรีเซพเตอร์ดังกล่าวในสมอง ก่อนที่อะดีโนซีนจะเข้าไปทำหน้าที่ของมันได้ และแทนที่จะทำให้เซลล์ประสาทผ่อนคลาย คาเฟอีนจะกระตุ้นเซลล์ประสาท ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น ทำให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น และผลัดความรู้สึกอ่อนเพลียออกไป

คนที่ชื่นชอบคาเฟอีนชอบความรู้สึกตื่นตัว ความรู้สึกของปฏิกิริยาเคมีปลอมๆที่เกิดในสมองนั้น

คาเฟอีนจะทำปฏิกิริยาอยู่ในกระแสเลือดคุณตั้งแต่แรกที่คุณดื่มเข้าไป และมีครึ่งชีวิต (half-life) ในร่างกายคุณอยู่ประมาณ 6 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า 6 ชั่วโมงหลังจากเริ่มดื่มไปครั้งแรก คุณจะรู้สึกถึงผลของมันน้อยลงครึ่งหนึ่ง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องดื่มกาแฟเรื่อยๆ ตลอดทั้งวันเพื่อคงความตื่นตัวอย่างที่กาแฟแก้วแรกให้

มีคำถามว่า คาเฟอีน เป็นสารเสพติดหรือไม่ เกือบใช่ครับ แต่ทางเทคนิคแล้วยังไม่ใช่ ร่างกายเราสามารถ “ติด” คาเฟอีนได้ แต่การเลิกคาเฟอีนแบบหักดิบจะไม่ก่อให้เกิดอาการถอนยา (withdrawal symptom) เหมือนการเลิกนิโคตินหรือโคเคน แน่นอนคุณจะปวดหัวนิด หงุดหงิดหน่อย แต่อีกวันสองวันก็จะหายครับ ผมสัญญา

คาเฟอีนอาจจะรู้สึกเหมือนเสพติดได้ แต่จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องของความเคยชินมากกว่า เพราะมันไม่เข้าข่ายความหมายของสารเสพติดในเชิงวิทยาศาสตร์ มันต่างกับโคเคนตรงที่ นักวิทยาศาสตร์บอกว่า คาเฟอีน “ไม่เป็นอันตรายต่อสังคม” และมันไม่ได้ไปเปิดวงจรในสมองซึ่งก่อให้เกิดความสุขและเสพติด (brain reward circuit) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำไปสู่การเสพติดสารของร่างกายที่แท้จริง

คราวนี้ลองย้อนมาดูเพื่อนของผมคนหนึ่ง เขาดื่มน้ำอัดลม Mountain Dew ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน แถมยังผสมผเสกับกาแฟเอสเปรสโซอีกหลายช๊อต ผมควรต้องเป็นห่วงว่าเขาจะรับคาเฟอีนเข้าไปมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย โชคดีที่คำตอบคือ ไม่ครับ

แพทย์แนะนำว่าเราควรควบคุมปริมาณคาเฟอีนที่เข้าสู่ร่างกายให้น้อยกว่า 300 มิลิกรัมต่อวัน ซึ่งปริมาณเท่ากับกาแฟขนาด 12 ออนซ์ประมาณ 2 ถ้วย ถ้าให้เทียบกัน กระทิงแดงหนึ่งกระป๋องมีปริมาณคาเฟอีน 80 มิลิกรัม ส่วนยาเม็ดคาเฟอีนอย่าง “no dose” มีปริมาณคาเฟอีน 200 มิลิกรัมต่อเม็ด แต่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของคุณ คุณจะต้องรับคาเฟอีนเข้าร่างกาย 6-7 กรัมเป็นอย่างน้อยถึงจะเป็นอันตรายครับ ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ยาก นอกเสียจากคุณมุ่งมั่นตั้งใจมากและมีคาเฟอีนอยู่กับตัวเป็นโหลๆ

เพราะฉะนั้น จนกว่าเพื่อนผมจะสามารถดื่มกาแฟได้ 50-100 แก้วต่อวัน ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีท้องใครใหญ่พอทำอย่างนั้น เขาก็จะปลอดภัยครับ

ข่าวดีก็คือตอนนี้เราไม่ต้องกังวลและผ่อนคลายได้หน่อยแล้วครับ

ขอบคุณที่รับชมรายการ The Sci Show ครับ ผมจะกินโค้กล่ะนะ ถ้าคุณอยากเรียนรู้เกี่ยวกับคาเฟอีนให้มากกว่านี้ เราใส่ลิงค์ไว้ด้านล่างแล้วครับ และถ้าคุณมีคำถามหรือยากแนะนำให้เราพูดเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก็สามารถติดต่อกับเราได้ทาง Facebook หรือ Twitter ของเรา และในกล่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างด้วยครับ

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

เรื่อง : คาเฟอีน! (Caffeine!-The Sci Show)
ชื่อเจ้าของคลิป : scishow
URL : http://www.youtube.com/watch?v=Xl1XBJLfIDU
 

คาเฟอีน! (Caffeine!-The Sci Show)

พอเราเริ่มได้รู้จักกันมากขึ้น คุณคงสังเกตเห็นแล้วว่า ผมเป็นคนที่พลังงานล้นเหลือ ผมมักจะเสียงดัง พูดเร็วไปหน่อย และตื่นเต้นกับอะไรเนิร์ดๆได้มากผิดปรกติ และคุณคงคิดว่า วันๆแฮงค์ต้องกินทั้งกาแฟ กระทิงแดง โค้ก ไดเอ็ดโค้ก กาแฟ กระทิงแดง เยอะแยะไปหมด กระตุ้นตัวเองตลอดเวลา

แต่คุณเข้าใจผิดครับ เครื่องจักรนี้ไม่ต้องใช้คาเฟอีนในการทำงาน!

นานๆที ผมก็ดื่มโค้กอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ปรกติแล้วผมจะพยายามเลี่ยงยากระตุ้นประสาท (psychoactive drug) ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลก อาจจะดูขัดกับโลกปัจจุบันที่ “บ้า” คาเฟอีนกันเหลือเกิน และผมใช้คำว่า “บ้า” เพราะว่าทุกวันนี้มีคนเป็นล้านๆยอมจ่ายเงินซื้อกาแฟ 12 ออนซ์ในราคาที่แพงกว่า น้ำมันเชื้อเพลิง 1 แกลลอน ผมแทบไม่อยากพูดถึงเพื่อนๆผม เวลาที่ไม่ได้มีคาเฟอีนในร่างกายสองสามวันเลยด้วย ทั้งกระวนกระวาย ขี้หงุดหงิด บ่นว่าปวดหัวอยู่นั่น เหมือนคาเฟอีนมีผลแรงน่าดูเลย

ถ้าไม่มีของรสชาติหวานอื่นๆที่เรามักใส่ลงไป คาเฟอีนด้วยตัวของมันเองเป็นสารแอลคาลอยด์ลักษณะเป็นผงสีขาว รสชาติขมครับ หมายความว่า คาเฟอีนมีรสชาติ และคือเหตุผลว่าทำไมโค้กธรรมดากับโค้กไร้คาเฟอีนรสชาติไม่เหมือนกัน

พวกเราบริโภคคาเฟอีนกว่า 260 ล้านปอนด์ต่อปี และแม้ส่วนใหญ่สกัดได้จากชาหรือกาแฟ แต่ก็ยังมีแหล่งคาเฟอีนอื่นๆตามธรรมชาติอีกครับ เช่นพืชในแถบแอฟริกาใต้สองชนิด เยอร์บามาเท (Yerba Matte) และ กัวรานา (Guarana) อย่างหลังนี่คุณคงเคยผ่านหูมาบ้าง เพราะมันใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มชูกำลังหลายยี่ห้อ นอกจากนี้ยังมีพืชที่เรียกว่า เมล็ดโคลา (Kola Nut) ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นในแถบแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง และคนแถบนั้นจะเคี้ยวเมล็ดโคลาเพราะฤทธิ์กระตุ้นประสาทของมัน และครึ่งหนึ่งเมล็ดโคล่ายังถูกใช้เป็นสารปรุงแต่งในน้ำอัดลมชื่อดังที่ยังคงใช้ชื่อเดียวกันอยู่ในปัจจุบัน

แต่เนื่องจากผู้ชมรายการผมทุกท่านมักมีความคิดวิเคราะห์ขี้สงสัยเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ คุณคงจะสงสัยแล้วว่า ทำไม ทำไมมันถึงกระตุ้นประสาทเราได้ คาเฟอีนทำงานยังไง

พูดง่ายๆก็คือมันหลอกสมองของคุณให้คิดว่าคุณไม่เหนื่อยครับ

คาเฟอีน หรือที่นักเคมีเรียกกันว่า 1,3,7-Trymethylxanthine  นั้น มีโครงสร้างคล้ายกับโมเลกุลที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างการเราที่ชื่อว่า อะดีโนซีน (adenosine)

อะดีโนซีนจะจับรีเซพเตอร์ (receptor) ที่อยู่ในสมอง ซึ่งทำให้ระบบประสาทของเรารู้สึกผ่อนคลาย และทำให้คุณรู้สึกง่วงนอนในที่สุด

แต่คาเฟอีนจะไปจับรีเซพเตอร์ดังกล่าวในสมอง ก่อนที่อะดีโนซีนจะเข้าไปทำหน้าที่ของมันได้ และแทนที่จะทำให้เซลล์ประสาทผ่อนคลาย คาเฟอีนจะกระตุ้นเซลล์ประสาท ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น ทำให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น และผลัดความรู้สึกอ่อนเพลียออกไป

คนที่ชื่นชอบคาเฟอีนชอบความรู้สึกตื่นตัว ความรู้สึกของปฏิกิริยาเคมีปลอมๆที่เกิดในสมองนั้น

คาเฟอีนจะทำปฏิกิริยาอยู่ในกระแสเลือดคุณตั้งแต่แรกที่คุณดื่มเข้าไป และมีครึ่งชีวิต (half-life) ในร่างกายคุณอยู่ประมาณ 6 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า 6 ชั่วโมงหลังจากเริ่มดื่มไปครั้งแรก คุณจะรู้สึกถึงผลของมันน้อยลงครึ่งหนึ่ง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องดื่มกาแฟเรื่อยๆ ตลอดทั้งวันเพื่อคงความตื่นตัวอย่างที่กาแฟแก้วแรกให้

มีคำถามว่า คาเฟอีน เป็นสารเสพติดหรือไม่ เกือบใช่ครับ แต่ทางเทคนิคแล้วยังไม่ใช่ ร่างกายเราสามารถ “ติด” คาเฟอีนได้ แต่การเลิกคาเฟอีนแบบหักดิบจะไม่ก่อให้เกิดอาการถอนยา (withdrawal symptom) เหมือนการเลิกนิโคตินหรือโคเคน แน่นอนคุณจะปวดหัวนิด หงุดหงิดหน่อย แต่อีกวันสองวันก็จะหายครับ ผมสัญญา

คาเฟอีนอาจจะรู้สึกเหมือนเสพติดได้ แต่จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องของความเคยชินมากกว่า เพราะมันไม่เข้าข่ายความหมายของสารเสพติดในเชิงวิทยาศาสตร์ มันต่างกับโคเคนตรงที่ นักวิทยาศาสตร์บอกว่า คาเฟอีน “ไม่เป็นอันตรายต่อสังคม” และมันไม่ได้ไปเปิดวงจรในสมองซึ่งก่อให้เกิดความสุขและเสพติด (brain reward circuit) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำไปสู่การเสพติดสารของร่างกายที่แท้จริง

คราวนี้ลองย้อนมาดูเพื่อนของผมคนหนึ่ง เขาดื่มน้ำอัดลม Mountain Dew ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน แถมยังผสมผเสกับกาแฟเอสเปรสโซอีกหลายช๊อต ผมควรต้องเป็นห่วงว่าเขาจะรับคาเฟอีนเข้าไปมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย โชคดีที่คำตอบคือ ไม่ครับ

แพทย์แนะนำว่าเราควรควบคุมปริมาณคาเฟอีนที่เข้าสู่ร่างกายให้น้อยกว่า 300 มิลิกรัมต่อวัน ซึ่งปริมาณเท่ากับกาแฟขนาด 12 ออนซ์ประมาณ 2 ถ้วย ถ้าให้เทียบกัน กระทิงแดงหนึ่งกระป๋องมีปริมาณคาเฟอีน 80 มิลิกรัม ส่วนยาเม็ดคาเฟอีนอย่าง “no dose” มีปริมาณคาเฟอีน 200 มิลิกรัมต่อเม็ด แต่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของคุณ คุณจะต้องรับคาเฟอีนเข้าร่างกาย 6-7 กรัมเป็นอย่างน้อยถึงจะเป็นอันตรายครับ ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ยาก นอกเสียจากคุณมุ่งมั่นตั้งใจมากและมีคาเฟอีนอยู่กับตัวเป็นโหลๆ

เพราะฉะนั้น จนกว่าเพื่อนผมจะสามารถดื่มกาแฟได้ 50-100 แก้วต่อวัน ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีท้องใครใหญ่พอทำอย่างนั้น เขาก็จะปลอดภัยครับ

ข่าวดีก็คือตอนนี้เราไม่ต้องกังวลและผ่อนคลายได้หน่อยแล้วครับ

ขอบคุณที่รับชมรายการ The Sci Show ครับ ผมจะกินโค้กล่ะนะ ถ้าคุณอยากเรียนรู้เกี่ยวกับคาเฟอีนให้มากกว่านี้ เราใส่ลิงค์ไว้ด้านล่างแล้วครับ และถ้าคุณมีคำถามหรือยากแนะนำให้เราพูดเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก็สามารถติดต่อกับเราได้ทาง Facebook หรือ Twitter ของเรา และในกล่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างด้วยครับ

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

 
วิดีโอที่เกี่ยวข้องจาก
เข้าชม : 97 ครั้ง
โพสโดย : TED-Ed
เข้าชม : 71 ครั้ง
โพสโดย : TED-Ed
เข้าชม : 102 ครั้ง
โพสโดย : AsapSCIENCE
 
แบ่งปันให้เพื่อน
อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)
ส่ิิงโดย
ข้อความ