วิชา
Log in | วันเสาร์ที่ 20 ก.ย. 2557
 

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia: Crash Course World History)

โพสโดย crashcourse
 
กรุณารอสักครู่นะครับ
 

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia: Crash Course World History)

สวัสดีครับ ผม จอห์น กรีน และคุณกำลังรับชมรายการ Crash Course World History และวันนี้เราจะพูดกันถึง

“อิรัก”

ไม่ใช่ เจ้าลูกโลกอัจฉริยะ เราจะพูดถึงอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ต่างหาก

ผมชอบเมโสโปเตเมียเพราะมันสร้างสิ่งที่ผมชื่นชอบสองอย่างขึ้นมาครับ นั่นคือ ตัวอักษร และ ภาษี ทำไมผมถึงชอบภาษีน่ะหรอ เพราะก่อนที่จะมีภาษี สิ่งที่แน่นอนของชีวิตมีอยู่อย่างเดียว ก็คือความตาย น่ะสิ

“มิสเตอร์กรีนครับๆ คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังใช้คำพูดของมาร์ค ทเวน อยู่”

ฉันไม่ได้ใช้คำพูดของ มาร์ค ทเวน หรอก ตัวฉันในอดีต ฉันใช้คำพูดของ เบนจามิน แฟรงคลิน ต่างหาก ซึ่ง แฟรงคลินเองก็คงยกคำพูดของ ผู้แต่งบทละคร คริสโตเฟอร์ บูลลอค มาเหมือนกัน นายอาจจะฉลาดนะ แต่ฉันฉลาดมานานกว่า

ยังไงก็เถอะ ภาพวาดของวันนี้แสดงให้เราเห็นว่ากฎ “ตาต่อตา” (an eye for an eye) นั้น จะทำให้โลกเรากลายเป็นคนตาบอดข้างเดียวไป

ประมาณ 5,000 ปีก่อน ในดินแดนซึ่งอยู่ระหว่าแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส หรือ “เมโสโปเตเมีย” เริ่มเกิดเป็นชุมชนเมืองขึ้น คล้ายกับอารยธรรมที่เราเรียนกันไปเมื่อคราวก่อนอย่างอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

สังคมเมืองยุคแรกๆของอารยธรรมเมโสโปเตเมียเป็นสังคมแบบสังคมนิยม ที่ซึ่งเกษตรกรเก็บผลผลิตที่ได้มารวมกันไว้ในยุ้งฉางรวมของเมือง แล้วคนใช้แรงงานต่างๆ ทั้งคงงานทำเหล็ก คนงานก่อสร้าง หรือนายแบบ จะได้ค่าแรงเป็นผลผลิตทางการเกษตรในปริมาณเท่าๆกัน

“มิสเตอร์กรีนครับๆ สมัยนั้นมีนายแบบจริงๆหรอ ครูเก็กหน้าหล่อเป็นรึเปล่าครับ”

ตัวฉันตอนยังเด็ก ฉันล่ะเกลียดนายจริงๆ... โธ่... ดูสิว่าผมยอมทำเรื่องขายหน้าขนาดไหนเพื่อให้ความบันเทิงพวกคุณ ผมเก็กหน้าหล่อได้ที่สุดแค่นั้นแหละครับ ได้แค่นั้นจริงๆ

ยังไงก็เถอะ สมัยนั้นถ้าคุณอาศัยอยู่ในเมือง คุณมีโอกาสที่จะเป็นอย่างอื่นนอกจากคนเลี้ยงแกะได้ ด้วยเมืองแบบสังคมนิยมยุคแรกนี้ คุณจะวางใจได้ว่ายังไงก็จะยังมีกิน.... สแตน! ผมขอลูกโลกมาวางเพิ่มอีกอันนึงได้มั๊ย ผมรู้สึกว่าฉากนี้ยังมีลูกโลกไม่พอนะ.... น่านล่ะ ดีขึ้นเยอะเลย คุณรู้มั๊ยว่าเราสามารถบอกความสามารถของนักประวัติศาสตร์ได้จากจำนวนลูกโลกที่เขาหรือเธอมี

ถึงแม้ว่าคุณจะเลิกเลี้ยงแกะก็ได้ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่อยากเลิกอาชีพนั้น และหนึ่งในสิ่งที่ตกทอดกันมาของเมโสโปเตเมียก็คือความขัดแย้งระหว่างชนบทกับชุมชนเมือง คุณจะเห็นได้จากงานศิลปะหลายๆชิ้น เช่น มหากาพย์กิลกาเมช ที่กล่าวถึงเรื่องราวการต่อสู้ของเอนกิดูและกิลกาเมช

มหากาพย์กิลกาเมชเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ผมจะไม่พูดถึงมันมากแล้วกันครับ เพราะเราได้ให้ลิงค์เพื่อให้คุณไปหาอ่านเรื่องราวนี้เองแล้ว แต่ผมจะบอกสั้นๆว่า ถ้าสู้กันระหว่างชนบทและเมืองแล้ว เมืองชนะครับ

แล้วนครรัฐพวกนี้มีลักษณะยังไงบ้าง เราลองมาดูนครรัฐหนึ่งซึ่งเป็นบ้านเกิดของกิลกาเมชกัน นั่นคือเมืองอูรุค (Uruk) ครับ

เมืองอูรุคเป็นเมืองที่มีระบบคลองโยงใยไปทั่ว และมีวิหารใหญ่ๆหลายที่ ซึ่งเรียกว่า ซิกกูแรต (Ziggurat) นักบวชในวิหารเหล่านี้มีอำนาจมาก เพราะเชื่อว่าพวกเขาสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้โดยตรง
และนี่ก็เป็นพรสวรรค์ที่มีประโยชน์เสียด้วย เพราะเทพเจ้าของชาวเมโสโปเตเมีย ค่อนข้างขี้หงุดหงิดและออกจะใจร้ายอยู่สักหน่อย ตามตำนานมหากาพย์กิลกาเมช มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เทพเจ้าทรงพิโรธที่มนุษย์เราส่งเสียงดังรบกวนมากเกินไปในขณะที่เทพพยายามจะนอน เทพเจ้าจึงลงโทษด้วยการล้างบางเผ่าพันธุ์มนุษย์โดยให้น้ำท่วมโลก

จริงๆแล้วแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสก็จัดเป็นแม่น้ำที่ธรรมดามาก แต่ดินแดนแถบเมโสโปเตเมียเทียบไม่ได้กับดินแดนลุ่มแม่น้ำสินธุที่น้ำท่วมตามฤดูกาลและจัดระบบชลประทานได้ง่าย พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานทาสจำนวนมากเพื่อทำให้แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสเป็นประโยชน์ต่อการชลประทาน นอกจากนี้การเดินทางไปตามแม่น้ำสองสายนี้ก็ทำได้ยาก แถมคาดเดาช่วงน้ำท่วมได้ยากกว่าและเวลาที่ท่วมก็ท่วมอย่างรุนแรงด้วย

รุนแรง คาดเดายาก แถมเดินทางได้ยากด้วย โถ.... แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส เธอช่างทำให้ผมนึกถึงแฟนสมัยมหาวิทยาลัยของผมจริงๆ

เนื่องจากพื้นที่นี้มีภูมิอากาศที่ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวก็น้ำท่วมและเดี๋ยวก็สลับเป็นแห้งแล้ง จึงมีเหตุผลที่คนจะเชื่อกันว่าเทพเจ้าค่อนข้างมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ และนักบวชคนไหนที่สามารถทำพิธีให้เทพเจ้าพอใจได้จะเป็นคนสำคัญมากๆ

แต่ประมาณ 1,000 ปีหลังจากวิหารแห่งแรกถูกสร้างขึ้น ในหลายๆเมืองเช่นอูรุก ก็เริ่มมีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆที่ถูกสร้างขึ้นให้อลังการไม่แพ้กัน นั่นคือ พระราชวังครับ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีและระเบียบสังคมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมเป็นเทพเจ้ากลายมาเป็นมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในอำนาจนี้ไปมาไปอีกนานแสนนาน

กษัตริย์ ผู้ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้นำในกองทัพหรือไม่ก็เป็นเจ้าของที่ดินผู้ร่ำรวยนั้น จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับศาสนาด้วยส่วนหนึ่ง ยังไงน่ะเหรอครับ บ่อยครั้งที่พวกเขาต้อง “แต่งงานตามพิธีกรรม” หรือพูดง่ายๆก็คือ จู๋จี๋กับนักบวชหญิงของวิหารสำคัญในเมืองนั้นนั่นเอง พอแต่งงานเสร็จ กษัตริย์ก็จะรับบทเป็นกึ่งๆนักบวชไปด้วยโดยปริยาย

แล้วเรารู้กันได้ยังไงว่ากษัตริย์ในสมัยนั้นแต่งงานกับนักบวชหญิง เพราะพวกเขามีคลิปหลุดออกมาทางอินเทอร์เน็ตงั้นเหรอ ไม่ใช่ครับ เป็นเพราะพวกเขาบันทึกเรื่องพวกนี้เอาไว้ต่างหาก

อารยธรรมเมโสโปเตเมียได้ประดิษฐ์ภาษาเขียนขึ้นมา หรือจะให้เฉพาะเจาะจง ภาษาเขียนนั้นก็คือ อักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform)  แรกเริ่มมันไม่ได้มีไว้เพื่อให้เขียนจดหมายรักจีบกันนะครับ แต่มีไว้เพื่อบันทึกการค้าขายแลกเปลี่ยน อย่างเช่น เอาข้าวสาลีกี่มัดไปแลกกับแพะกี่ตัว ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ บันทึกอักษรคูนิฟอร์มส่วนใหญ่เป็นบันทึกเกี่ยวกับข้าวสาลีและแพะจริงๆ

แน่นอนว่าคุณไม่สามารถประเมินค่าความสำคัญของภาษาเขียนได้ แต่เรามาทำความเข้าใจกับสามข้อนี้กันก่อนครับ
ข้อแรก คนสมัยนั้นไม่ได้อ่านออกเขียนได้กันทุกคน ความสามารถในการอ่านเขียนจึงเป็นเหมือนการแบ่งชนชั้นไปด้วยกลายๆ ซึ่งความจริงข้อนี้ก็ยังคงอยู่ในปัจจุบันครับ ชาวเมโสโปเตเมียมีการใช้แรงงานทาส และพวกเขาก็มีกีฬาที่คล้ายโปโล แต่แทนที่จะขี่ม้า พวกเขากลับขี่หลังคนแทน ภาษาเขียนจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นกว้างขึ้น

ข้อสอง เมื่อมีภาษาเขียนก็มีการบันทึกประวัติศาสตร์อย่างจริงๆจังๆ แทนที่จะเป็นแค่การคาดเดาจากการค้นพบทางโบราณคดี

ข้อสาม ถ้าไม่มีภาษาเขียนผมก็คงไม่มีงานทำ เพราะฉะนั้นผมขอขอบคุณชาวเมโสโปเตเมียเป็นการส่วนตัวที่ทำให้ผมสามารถทำงานระหว่างนั่นเอนหลังอยู่บนเก้าอี้นวมได้

แล้วทำไมตัวอักษรแบบนี้เกิดขึ้นในดินแดนโมโปเตเมีย

ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวที่อุดมสมบูรณ์ (The Fertile Crescent) แห่งนี้ ถึงแม้ว่าจะอุดมสมบูรณ์มาก แต่กลับไม่มีวัตถุดิบอะไรอย่างอื่นเลยครับ และเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบอย่างโลหะมาทำเครื่องมือต่างๆ หินเพื่อใช้ในงานเกะสลัก หรือไม้เพื่อใช้เป็นฟืน ชาวเมโสโปเตเมียจำเป็นต้องค้าขายกับชนชาติอื่น

และท้ายที่สุดแล้ว การค้าขายจะนำเมโสโปเตเมียไปสู่การเป็นอาณาจักรที่แผ่ขยายอาณาเขตออกไปยังดินแดนอื่นๆด้วย

ช่วงการปกครองแบบนครรัฐของเมโสโปเตเมียสิ้นสุดลงเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล อาจจะเป็นเพราะความแห่งแล้ง และการเปลี่ยนทิศทางไหลของแม่น้ำ หรืออาจจะมีชนเผ่าเร่รอนย้ายเข้ามายึดครองเมืองที่มีสภาพแวดล้อมแย่อยู่แล้ว และตั้งรกรากให้เป็นเมืองของตัวเอง นอกเสียจากว่าจะเป็น.... อะไรรู้ไหมครับ... ชาวมองโกล

นครรัฐใหม่ของเมโสโปเตเมียนี้มีลักษณะคล้ายกับนครรัฐเดิมตรงที่มีวิหาร มีภาษาเขียน มีตำนานเชิดชูประวัติศาสตร์ของตัวเอง แต่ก็มีข้อแตกต่างที่สำคัญอยู่เหมือนกันครับ

เมืองที่อยู่กันแบบสังคมนิยมเริ่มแรกเริ่มเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบบริษัทเอกชน ที่ซึ่งประชากรสามารถผลิตผลผลิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องส่งส่วนหนึ่งของผลผลิต หรือภาษี ให้กับรัฐ เราอาจจะพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับภาษีกันเยอะ แต่ที่จริงแล้ว ภาษีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างระเบียบสังคมที่มีเสถียรภาพครับ

นอกจากนี้ด้านการเมืองยังแตกต่างกันด้วย เพราะบรรดาหัวหน้าเผ่าได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นกษัตริย์ ซึ่งพยายามจะแผ่ขยายอำนาจของตัวเองออกไปยังดินแดนอื่นๆ และยังพยายามส่งต่ออำนาจไปสู่ลูกชายของตัวเองด้วย และกษัตริย์ในยุคนี้ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ กษัตริย์ฮัมมูราบี ครับ กษัตริย์ฮัมมูราบีปกครองอาณาจักรใหม่ชื่อเมืองบาบิโลน (Babylon) เมื่อ 1792-1750 ปีก่อนคริสตกาล

สิ่งที่ทำให้กษัตริย์ฮัมมูราบีมีชื่อเสียงก็คือ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี
ซึ่งได้กำหนดทุกอย่างไว้ ตั้งแต่ราคาค่าจ้างวัว ไปจนถึง บทลงโทษของคนที่ทำตาคนอื่นบอดก็คือต้องถูกทิ่มตาให้บอดเช่นกัน  ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีอาจจะโหดร้ายเอามากๆเลยครับ อย่างเช่น หากผู้รับก่อสร้างสร้างบ้านที่ไม่แข็งแรง แล้วลูกชายเจ้าของบ้านเกิดต้องตายเพราะบ้านถล่มขึ้นมา บทลงโทษของผู้รับสร้างบ้านก็คือ ลูกชายของเขาต้องถูกประหารชีวิตเป็นการชดใช้ นึกออกเลยครับว่า ลูกชายของช่างก่อสร้างคงจะต้องคิดว่า “ไม่ยุติธรรมเลย ฉันเป็นแค่เด็กนะ นายน่าจะฆ่าพ่อฉันมากกว่าสิ”

พูดสั้นๆก็คือ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีให้ความหมายใหม่กับประโยคที่ว่า “ลงโทษอาชญากรรมอย่างสาสม” เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายนี้ก็ได้ริเริ่มแนวความคิดว่า ผู้ต้องหายังคงถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าทำผิดจริง (Presumption of Innocence) ด้วย

ในประมวลกฎหมายนี้ ฮัมมูราบีพยายามกำหนดบทบาทตัวเองให้มีสองบทบาทที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือ “ผู้เลี้ยงแกะ” (Shepherd) และ “บิดา” (Father)

“ข้าเป็นเหมือนชายเลี้ยงแกะผู้นำมาซึ่งสันติภาพ ร่มเงาแห่งกุศลของข้าจะปกคลุมไปทั่วนคร และทำให้ชาวสุเมเรียนและอาร์เคเดียนปลอดภัย ภายใต้การปกครองของข้า”

ในที่นี้ เราเห็นการเปลี่ยนอำนาจการปกครองและการคุมระเบียบจากเทพเจ้ามาเป็นมนุษย์อีกแล้วครับ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญทีเดียว แต่ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวอำนาจนั้นก็จะเปลี่ยนกลับไปอยู่ในมือเทพเจ้าอีกอยู่ดี

ถึงแม้ว่าอาณาจักรบาบิโลนจะมีอำนาจมากกว่าเมืองใดๆก่อนหน้านี้ และถึงแม้ว่าบาบิโลนจะเป็นเมืองที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสมัยการปกครองของกษัตริย์ฮัมมูราบี แต่ที่จริงแล้วบาบิโลนก็ไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้นครับ ที่สุดแล้วเมืองนี้ก็จะถูกยึดครองโดยชนเผ่าเร่ร่อนอีกตามรูปแบบเดิม

รูปแบบอาณาจักรแบบนี้จำเป็นต้องให้พลเมืองจ่ายภาษีอย่างสม่ำเสมอ เป็นแรงงานให้กับอาณาจักร และรับใช้ในกองทัพด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จะทำให้คุณไม่ค่อยชอบกษัตริย์ที่ปกครองสักเท่าไหร่ ดังนั้น พอคุณเห็นพวกชนเผ่าเร่ร่อนเข้ามารุกราน คุณก็อาจจะพูดว่า “ว่าไงพวกชนเผ่าเร่ร่อน บุกเข้ามาเลย อย่างน้อยพวกนายก็ดูเป็นคนดีกว่าไอ้คนที่แล้วนะ”

และสถานการณ์ก็เป็นแบบนั้นจนกระทั่งชาวอัสซีเรียนบุกเข้ามาน่ะครับ ชาวอัสซีเรียนมีชื่อเสียงดังกระฉ่อนว่าเป็นอันธพาลแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

อย่างไรก็ตาม ชาวอัสซีเรียได้ทิ้งรูปแบบองค์กรทางการเมืองที่สำคัญและยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์โลกไว้ นั่นคือ รูปแบบจักรวรรดิ (Empire)
แต่ปัญหาของ “จักรวรรดิ” อยู่ตรงที่ โดยความหมายแล้ว จักรวรรดิหนึ่งจะรวบรวมคนหลากหลายเชื้อชาติไว้ ซึ่งทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยาก

ดังนั้นเมื่อประมาณ 911 ปีก่อนคริสตกาล จักรวรรดินีโอ-อัสซีเรียน ได้แผ่ขยายอาณาเขตจากเดิมมีแค่เมืองเกิดที่ อาชูร์ และ นิเนอวาห์ กลายเป็นครอบคลุมพื้นที่เมโสโปเตเมียทั้งหมด ตั้งแต่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปจนถึงอียิปต์ด้วยในช่วง 860 ปีก่อนคริสตกาล

พวกเขาแผ่ขยายอาณาจักรได้ขนาดนี้ด้วยกองทัพที่เหี้ยมโหดและมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่โลกเราเคยพบมา
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ หนึ่ง กองทัพของพวกเขาปกครองกันแบบคุณธรรมนิยม (meritocracy) กล่าวคือ พวกเขาเลือกแม่ทัพไม่ใช่จากว่าพ่อของคนๆนั้นเป็นใครหรือเป็นชนชั้นไหน แต่เลือกจากความสามารถในการนำทัพของคนๆนั้น สแตน คำว่า “การนำทัพ” เป็นคำไหมนะ.... เป็นหรอ!!

อีกอย่าง พวกเขาโหดร้ายมากทีเดียวครับ พวกเขาจะส่งคนเป็นร้อยเป็นพันคนออกจากถิ่นกำเนิด เพื่อแยกพวกเขาออกจากประวัติศาสตร์พื้นเพและครอบครัว และยังส่งแรงงานมีฝีมือไปยังที่ต่างๆตามความต้องการด้วย นอกจากนี้ชาวอัสซีเรียนยังชอบไล่ล่าคนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นกบฏ และจับมาทรมานโดยตัดอวัยวะส่วนต่างๆออก และด้วยเหตุผลบางอย่าง จมูกมักจะโดนตัดกันบ่อยๆ

นอกจากนั้นก็ยังมีวิธีมาตรฐานทั่วไปของกองทัพโหดๆอย่าง การข่มขืน การปล้นสะดม และการทรมาน โดยทั้งหมดนี้ถูกกระทำโดยอ้างพระนามของ อาชูร์ (Ashure) ซึ่งเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวนีโอ-อัสซีเรียน และได้จุติมาเป็นกษัตริย์ของพวกเขา

ตามความเชื่อ เทพอาชูร์ควบคุมโลกมนุษย์ผ่านทางกษัตริย์ และตราบเท่าที่การแผ่ขยายอาณาจักรยังคงดำเนินไปอยู่โลกก็ยังคงดำรงอยู่ และหากการขยายอาณาจักรหยุดลง โลกก็จะสิ้นสุดเช่นกัน จากนั้นน้ำในแม่น้ำก็จะเปลี่ยนเป็นเลือด ผู้คนร้องห่มร้องไห้ และอื่นๆที่คุณคาดเดาได้เวลาเกิดวันสิ้นโลก

ชาวอัสซีเรียนเผยแผ่ความเชื่อแบบนี้ไปทั่ว พยายามชักจูงโดยใช้ทั้งสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ การอ่านเผยแพร่ความน่าเกรงขามของกษัตริย์ในงานรื่นเริงต่างๆ และทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้เกิดความเกรงกลัวในหมู่ผู้อยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิครับ ทำให้ผมนึกขึ้นได้ ถึงเวลาอ่านจดหมายเปิดผนึกแล้วครับ

วันนี้เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงคำว่า “น่าเกรงขาม” (awesome) แต่เรามาดูกันก่อนว่า วันนี้ช่องเก็บของมีอะไรอยู่ข้างใน โอ้.... สแตน นี่มัน ยูเรเนียมเค้กเหลือง (yellowcake uranium) นี่ สมัยเมโสโปเตเมียไม่มีหรอกนะ

“ถึง คำว่า ‘น่าเกรงขาม’ (awesome )

ผมรักคุณนะ และเหมือนผู้ใช้ภาษาอังกฤษร่วมสมัยทั่วๆไป ผมคงจะรักคุณมากไปหน่อย

คุณ ‘น่าเกรงขาม’ คำว่า น่าเกรงขาม คงจะเจ๋งสุดเจ๋ง และเจ๋งมากเสียจนเราลืมไปแล้วว่าจริงๆ คุณมีความหมายว่าอะไร ความหมายที่แท้จริงของคำว่า awesome ไม่ได้แปลได้แค่ว่า ‘เจ๋ง’ เท่านั้น แต่ยังหมายถึง ‘น่าหวาดกลัว’ (terrifying) สุดๆด้วย ความหมายของ awesome ที่จริงแล้วหมายถึง กลัวจนแข้งขาสั่น หายใจไม่คล่อง เหมือนต้องเผชิญหน้ากับสิ่งน่าหวาดกลัว ที่เรารู้ว่าอาจจะทำลายหรือให้พรเราก็ได้ นั่นล่ะ ‘ความน่าเกรงขาม’ (awe)

ผมขอโทษจริงๆที่ทำให้ความหมายของคุณเปลี่ยนไปและดูสำคัญน้อยลง พูดจากใจจริงนะ คุณเจ๋งมากๆ
ด้วยความปรารถนาดี

จอห์น กรีน”

สุดท้ายแล้วเกิดอะไรขึ้นกับชาวอัสซีเรียนน่ะเหรอ อย่างแรกก็คือ พวกเขาขยายอาณาจักรไปได้กว้างไกลกว่าถนนหนทางที่สร้างมาก ทำให้การปกครองแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อมุมมองทั้งหมดของคุณมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่า โลกจะสูญสิ้นหากคุณเกิดแพ้สงคราม และคุณเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกก็ดู... เหมือนจะพังทลายเลยล่ะครับ

และในที่สุดสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น เมื่อประมาณ 612 ปีก่อนคริสตกาล เมืองนิเนวาห์ถูกชนชาติอื่นยึดครอง จักรวรรดินีโอ-อัสซีเรียนจึงถึงจุดจบในที่สุด

แต่ความคิดเรื่อง จักรวรรดิ เพิ่งเริ่มต้นเองนะครับ คราวหน้าเราจะมาพูดถึง มัมมี่... อ่อ... ผมต้องพูดถึงเรื่องอื่นๆด้วยหรอ... แต่ผมอยากพูดถึงมัมมี่อย่างเดียวนี่นา ยังไงก็เถอะเราจะมาพูดกันถึงที่นี่ครับ

“ซูดาน”

ไม่ใช่!! โธ่เอ้ย!! ที่จริงแล้ว เราจะมาพูดถึง

“อียิปต์”

ใช่แล้วครับ ขอบคุณนะลูกโลกอัจฉริยะ พบกันคราวหน้าครับ

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

เรื่อง : อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia: Crash Course World History)
ชื่อเจ้าของคลิป : crashcourse
URL : http://www.youtube.com/watch?v=sohXPx_XZ6Y
 
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
โพส : 9 พ.ย. 2552
เข้าชม : 25,499 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 6 พ.ย. 2552
เข้าชม : 15,677 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 12 พ.ค. 2554
เข้าชม : 4,431 ครั้ง
ผู้สร้าง : Noo_Wow
โพส : 28 ม.ค. 2555
เข้าชม : 6,943 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 17 ก.พ. 2554
เข้าชม : 5,104 ครั้ง
ผู้สร้าง : ON_LEE
โพส : 9 พ.ย. 2555
เข้าชม : 6,972 ครั้ง
ผู้สร้าง : rangsan
 
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตอน 1-2
โพส : 13 ส.ค. 2557
เข้าชม : 61 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตอน 2-2
โพส : 13 ส.ค. 2557
เข้าชม : 56 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
สรุปสังคม
โพส : 20 ก.ค. 2557
เข้าชม : 0 ครั้ง
โพสโดย : dipper
สังคมศึกษา ม.ปลาย : ประวัติศาสตร์เบื้องต้น ตอนที่ 1
โพส : 19 ก.ค. 2556
เข้าชม : 3,281 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia: Crash Course World History)

สวัสดีครับ ผม จอห์น กรีน และคุณกำลังรับชมรายการ Crash Course World History และวันนี้เราจะพูดกันถึง

“อิรัก”

ไม่ใช่ เจ้าลูกโลกอัจฉริยะ เราจะพูดถึงอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ต่างหาก

ผมชอบเมโสโปเตเมียเพราะมันสร้างสิ่งที่ผมชื่นชอบสองอย่างขึ้นมาครับ นั่นคือ ตัวอักษร และ ภาษี ทำไมผมถึงชอบภาษีน่ะหรอ เพราะก่อนที่จะมีภาษี สิ่งที่แน่นอนของชีวิตมีอยู่อย่างเดียว ก็คือความตาย น่ะสิ

“มิสเตอร์กรีนครับๆ คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังใช้คำพูดของมาร์ค ทเวน อยู่”

ฉันไม่ได้ใช้คำพูดของ มาร์ค ทเวน หรอก ตัวฉันในอดีต ฉันใช้คำพูดของ เบนจามิน แฟรงคลิน ต่างหาก ซึ่ง แฟรงคลินเองก็คงยกคำพูดของ ผู้แต่งบทละคร คริสโตเฟอร์ บูลลอค มาเหมือนกัน นายอาจจะฉลาดนะ แต่ฉันฉลาดมานานกว่า

ยังไงก็เถอะ ภาพวาดของวันนี้แสดงให้เราเห็นว่ากฎ “ตาต่อตา” (an eye for an eye) นั้น จะทำให้โลกเรากลายเป็นคนตาบอดข้างเดียวไป

ประมาณ 5,000 ปีก่อน ในดินแดนซึ่งอยู่ระหว่าแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส หรือ “เมโสโปเตเมีย” เริ่มเกิดเป็นชุมชนเมืองขึ้น คล้ายกับอารยธรรมที่เราเรียนกันไปเมื่อคราวก่อนอย่างอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

สังคมเมืองยุคแรกๆของอารยธรรมเมโสโปเตเมียเป็นสังคมแบบสังคมนิยม ที่ซึ่งเกษตรกรเก็บผลผลิตที่ได้มารวมกันไว้ในยุ้งฉางรวมของเมือง แล้วคนใช้แรงงานต่างๆ ทั้งคงงานทำเหล็ก คนงานก่อสร้าง หรือนายแบบ จะได้ค่าแรงเป็นผลผลิตทางการเกษตรในปริมาณเท่าๆกัน

“มิสเตอร์กรีนครับๆ สมัยนั้นมีนายแบบจริงๆหรอ ครูเก็กหน้าหล่อเป็นรึเปล่าครับ”

ตัวฉันตอนยังเด็ก ฉันล่ะเกลียดนายจริงๆ... โธ่... ดูสิว่าผมยอมทำเรื่องขายหน้าขนาดไหนเพื่อให้ความบันเทิงพวกคุณ ผมเก็กหน้าหล่อได้ที่สุดแค่นั้นแหละครับ ได้แค่นั้นจริงๆ

ยังไงก็เถอะ สมัยนั้นถ้าคุณอาศัยอยู่ในเมือง คุณมีโอกาสที่จะเป็นอย่างอื่นนอกจากคนเลี้ยงแกะได้ ด้วยเมืองแบบสังคมนิยมยุคแรกนี้ คุณจะวางใจได้ว่ายังไงก็จะยังมีกิน.... สแตน! ผมขอลูกโลกมาวางเพิ่มอีกอันนึงได้มั๊ย ผมรู้สึกว่าฉากนี้ยังมีลูกโลกไม่พอนะ.... น่านล่ะ ดีขึ้นเยอะเลย คุณรู้มั๊ยว่าเราสามารถบอกความสามารถของนักประวัติศาสตร์ได้จากจำนวนลูกโลกที่เขาหรือเธอมี

ถึงแม้ว่าคุณจะเลิกเลี้ยงแกะก็ได้ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่อยากเลิกอาชีพนั้น และหนึ่งในสิ่งที่ตกทอดกันมาของเมโสโปเตเมียก็คือความขัดแย้งระหว่างชนบทกับชุมชนเมือง คุณจะเห็นได้จากงานศิลปะหลายๆชิ้น เช่น มหากาพย์กิลกาเมช ที่กล่าวถึงเรื่องราวการต่อสู้ของเอนกิดูและกิลกาเมช

มหากาพย์กิลกาเมชเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ผมจะไม่พูดถึงมันมากแล้วกันครับ เพราะเราได้ให้ลิงค์เพื่อให้คุณไปหาอ่านเรื่องราวนี้เองแล้ว แต่ผมจะบอกสั้นๆว่า ถ้าสู้กันระหว่างชนบทและเมืองแล้ว เมืองชนะครับ

แล้วนครรัฐพวกนี้มีลักษณะยังไงบ้าง เราลองมาดูนครรัฐหนึ่งซึ่งเป็นบ้านเกิดของกิลกาเมชกัน นั่นคือเมืองอูรุค (Uruk) ครับ

เมืองอูรุคเป็นเมืองที่มีระบบคลองโยงใยไปทั่ว และมีวิหารใหญ่ๆหลายที่ ซึ่งเรียกว่า ซิกกูแรต (Ziggurat) นักบวชในวิหารเหล่านี้มีอำนาจมาก เพราะเชื่อว่าพวกเขาสามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้โดยตรง
และนี่ก็เป็นพรสวรรค์ที่มีประโยชน์เสียด้วย เพราะเทพเจ้าของชาวเมโสโปเตเมีย ค่อนข้างขี้หงุดหงิดและออกจะใจร้ายอยู่สักหน่อย ตามตำนานมหากาพย์กิลกาเมช มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เทพเจ้าทรงพิโรธที่มนุษย์เราส่งเสียงดังรบกวนมากเกินไปในขณะที่เทพพยายามจะนอน เทพเจ้าจึงลงโทษด้วยการล้างบางเผ่าพันธุ์มนุษย์โดยให้น้ำท่วมโลก

จริงๆแล้วแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสก็จัดเป็นแม่น้ำที่ธรรมดามาก แต่ดินแดนแถบเมโสโปเตเมียเทียบไม่ได้กับดินแดนลุ่มแม่น้ำสินธุที่น้ำท่วมตามฤดูกาลและจัดระบบชลประทานได้ง่าย พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานทาสจำนวนมากเพื่อทำให้แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสเป็นประโยชน์ต่อการชลประทาน นอกจากนี้การเดินทางไปตามแม่น้ำสองสายนี้ก็ทำได้ยาก แถมคาดเดาช่วงน้ำท่วมได้ยากกว่าและเวลาที่ท่วมก็ท่วมอย่างรุนแรงด้วย

รุนแรง คาดเดายาก แถมเดินทางได้ยากด้วย โถ.... แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส เธอช่างทำให้ผมนึกถึงแฟนสมัยมหาวิทยาลัยของผมจริงๆ

เนื่องจากพื้นที่นี้มีภูมิอากาศที่ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวก็น้ำท่วมและเดี๋ยวก็สลับเป็นแห้งแล้ง จึงมีเหตุผลที่คนจะเชื่อกันว่าเทพเจ้าค่อนข้างมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ และนักบวชคนไหนที่สามารถทำพิธีให้เทพเจ้าพอใจได้จะเป็นคนสำคัญมากๆ

แต่ประมาณ 1,000 ปีหลังจากวิหารแห่งแรกถูกสร้างขึ้น ในหลายๆเมืองเช่นอูรุก ก็เริ่มมีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆที่ถูกสร้างขึ้นให้อลังการไม่แพ้กัน นั่นคือ พระราชวังครับ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีและระเบียบสังคมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมเป็นเทพเจ้ากลายมาเป็นมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในอำนาจนี้ไปมาไปอีกนานแสนนาน

กษัตริย์ ผู้ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้นำในกองทัพหรือไม่ก็เป็นเจ้าของที่ดินผู้ร่ำรวยนั้น จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับศาสนาด้วยส่วนหนึ่ง ยังไงน่ะเหรอครับ บ่อยครั้งที่พวกเขาต้อง “แต่งงานตามพิธีกรรม” หรือพูดง่ายๆก็คือ จู๋จี๋กับนักบวชหญิงของวิหารสำคัญในเมืองนั้นนั่นเอง พอแต่งงานเสร็จ กษัตริย์ก็จะรับบทเป็นกึ่งๆนักบวชไปด้วยโดยปริยาย

แล้วเรารู้กันได้ยังไงว่ากษัตริย์ในสมัยนั้นแต่งงานกับนักบวชหญิง เพราะพวกเขามีคลิปหลุดออกมาทางอินเทอร์เน็ตงั้นเหรอ ไม่ใช่ครับ เป็นเพราะพวกเขาบันทึกเรื่องพวกนี้เอาไว้ต่างหาก

อารยธรรมเมโสโปเตเมียได้ประดิษฐ์ภาษาเขียนขึ้นมา หรือจะให้เฉพาะเจาะจง ภาษาเขียนนั้นก็คือ อักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform)  แรกเริ่มมันไม่ได้มีไว้เพื่อให้เขียนจดหมายรักจีบกันนะครับ แต่มีไว้เพื่อบันทึกการค้าขายแลกเปลี่ยน อย่างเช่น เอาข้าวสาลีกี่มัดไปแลกกับแพะกี่ตัว ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ บันทึกอักษรคูนิฟอร์มส่วนใหญ่เป็นบันทึกเกี่ยวกับข้าวสาลีและแพะจริงๆ

แน่นอนว่าคุณไม่สามารถประเมินค่าความสำคัญของภาษาเขียนได้ แต่เรามาทำความเข้าใจกับสามข้อนี้กันก่อนครับ
ข้อแรก คนสมัยนั้นไม่ได้อ่านออกเขียนได้กันทุกคน ความสามารถในการอ่านเขียนจึงเป็นเหมือนการแบ่งชนชั้นไปด้วยกลายๆ ซึ่งความจริงข้อนี้ก็ยังคงอยู่ในปัจจุบันครับ ชาวเมโสโปเตเมียมีการใช้แรงงานทาส และพวกเขาก็มีกีฬาที่คล้ายโปโล แต่แทนที่จะขี่ม้า พวกเขากลับขี่หลังคนแทน ภาษาเขียนจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นกว้างขึ้น

ข้อสอง เมื่อมีภาษาเขียนก็มีการบันทึกประวัติศาสตร์อย่างจริงๆจังๆ แทนที่จะเป็นแค่การคาดเดาจากการค้นพบทางโบราณคดี

ข้อสาม ถ้าไม่มีภาษาเขียนผมก็คงไม่มีงานทำ เพราะฉะนั้นผมขอขอบคุณชาวเมโสโปเตเมียเป็นการส่วนตัวที่ทำให้ผมสามารถทำงานระหว่างนั่นเอนหลังอยู่บนเก้าอี้นวมได้

แล้วทำไมตัวอักษรแบบนี้เกิดขึ้นในดินแดนโมโปเตเมีย

ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวที่อุดมสมบูรณ์ (The Fertile Crescent) แห่งนี้ ถึงแม้ว่าจะอุดมสมบูรณ์มาก แต่กลับไม่มีวัตถุดิบอะไรอย่างอื่นเลยครับ และเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบอย่างโลหะมาทำเครื่องมือต่างๆ หินเพื่อใช้ในงานเกะสลัก หรือไม้เพื่อใช้เป็นฟืน ชาวเมโสโปเตเมียจำเป็นต้องค้าขายกับชนชาติอื่น

และท้ายที่สุดแล้ว การค้าขายจะนำเมโสโปเตเมียไปสู่การเป็นอาณาจักรที่แผ่ขยายอาณาเขตออกไปยังดินแดนอื่นๆด้วย

ช่วงการปกครองแบบนครรัฐของเมโสโปเตเมียสิ้นสุดลงเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล อาจจะเป็นเพราะความแห่งแล้ง และการเปลี่ยนทิศทางไหลของแม่น้ำ หรืออาจจะมีชนเผ่าเร่รอนย้ายเข้ามายึดครองเมืองที่มีสภาพแวดล้อมแย่อยู่แล้ว และตั้งรกรากให้เป็นเมืองของตัวเอง นอกเสียจากว่าจะเป็น.... อะไรรู้ไหมครับ... ชาวมองโกล

นครรัฐใหม่ของเมโสโปเตเมียนี้มีลักษณะคล้ายกับนครรัฐเดิมตรงที่มีวิหาร มีภาษาเขียน มีตำนานเชิดชูประวัติศาสตร์ของตัวเอง แต่ก็มีข้อแตกต่างที่สำคัญอยู่เหมือนกันครับ

เมืองที่อยู่กันแบบสังคมนิยมเริ่มแรกเริ่มเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบบริษัทเอกชน ที่ซึ่งประชากรสามารถผลิตผลผลิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องส่งส่วนหนึ่งของผลผลิต หรือภาษี ให้กับรัฐ เราอาจจะพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับภาษีกันเยอะ แต่ที่จริงแล้ว ภาษีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างระเบียบสังคมที่มีเสถียรภาพครับ

นอกจากนี้ด้านการเมืองยังแตกต่างกันด้วย เพราะบรรดาหัวหน้าเผ่าได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นกษัตริย์ ซึ่งพยายามจะแผ่ขยายอำนาจของตัวเองออกไปยังดินแดนอื่นๆ และยังพยายามส่งต่ออำนาจไปสู่ลูกชายของตัวเองด้วย และกษัตริย์ในยุคนี้ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ กษัตริย์ฮัมมูราบี ครับ กษัตริย์ฮัมมูราบีปกครองอาณาจักรใหม่ชื่อเมืองบาบิโลน (Babylon) เมื่อ 1792-1750 ปีก่อนคริสตกาล

สิ่งที่ทำให้กษัตริย์ฮัมมูราบีมีชื่อเสียงก็คือ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี
ซึ่งได้กำหนดทุกอย่างไว้ ตั้งแต่ราคาค่าจ้างวัว ไปจนถึง บทลงโทษของคนที่ทำตาคนอื่นบอดก็คือต้องถูกทิ่มตาให้บอดเช่นกัน  ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีอาจจะโหดร้ายเอามากๆเลยครับ อย่างเช่น หากผู้รับก่อสร้างสร้างบ้านที่ไม่แข็งแรง แล้วลูกชายเจ้าของบ้านเกิดต้องตายเพราะบ้านถล่มขึ้นมา บทลงโทษของผู้รับสร้างบ้านก็คือ ลูกชายของเขาต้องถูกประหารชีวิตเป็นการชดใช้ นึกออกเลยครับว่า ลูกชายของช่างก่อสร้างคงจะต้องคิดว่า “ไม่ยุติธรรมเลย ฉันเป็นแค่เด็กนะ นายน่าจะฆ่าพ่อฉันมากกว่าสิ”

พูดสั้นๆก็คือ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีให้ความหมายใหม่กับประโยคที่ว่า “ลงโทษอาชญากรรมอย่างสาสม” เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายนี้ก็ได้ริเริ่มแนวความคิดว่า ผู้ต้องหายังคงถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าทำผิดจริง (Presumption of Innocence) ด้วย

ในประมวลกฎหมายนี้ ฮัมมูราบีพยายามกำหนดบทบาทตัวเองให้มีสองบทบาทที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือ “ผู้เลี้ยงแกะ” (Shepherd) และ “บิดา” (Father)

“ข้าเป็นเหมือนชายเลี้ยงแกะผู้นำมาซึ่งสันติภาพ ร่มเงาแห่งกุศลของข้าจะปกคลุมไปทั่วนคร และทำให้ชาวสุเมเรียนและอาร์เคเดียนปลอดภัย ภายใต้การปกครองของข้า”

ในที่นี้ เราเห็นการเปลี่ยนอำนาจการปกครองและการคุมระเบียบจากเทพเจ้ามาเป็นมนุษย์อีกแล้วครับ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญทีเดียว แต่ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวอำนาจนั้นก็จะเปลี่ยนกลับไปอยู่ในมือเทพเจ้าอีกอยู่ดี

ถึงแม้ว่าอาณาจักรบาบิโลนจะมีอำนาจมากกว่าเมืองใดๆก่อนหน้านี้ และถึงแม้ว่าบาบิโลนจะเป็นเมืองที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสมัยการปกครองของกษัตริย์ฮัมมูราบี แต่ที่จริงแล้วบาบิโลนก็ไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้นครับ ที่สุดแล้วเมืองนี้ก็จะถูกยึดครองโดยชนเผ่าเร่ร่อนอีกตามรูปแบบเดิม

รูปแบบอาณาจักรแบบนี้จำเป็นต้องให้พลเมืองจ่ายภาษีอย่างสม่ำเสมอ เป็นแรงงานให้กับอาณาจักร และรับใช้ในกองทัพด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จะทำให้คุณไม่ค่อยชอบกษัตริย์ที่ปกครองสักเท่าไหร่ ดังนั้น พอคุณเห็นพวกชนเผ่าเร่ร่อนเข้ามารุกราน คุณก็อาจจะพูดว่า “ว่าไงพวกชนเผ่าเร่ร่อน บุกเข้ามาเลย อย่างน้อยพวกนายก็ดูเป็นคนดีกว่าไอ้คนที่แล้วนะ”

และสถานการณ์ก็เป็นแบบนั้นจนกระทั่งชาวอัสซีเรียนบุกเข้ามาน่ะครับ ชาวอัสซีเรียนมีชื่อเสียงดังกระฉ่อนว่าเป็นอันธพาลแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

อย่างไรก็ตาม ชาวอัสซีเรียได้ทิ้งรูปแบบองค์กรทางการเมืองที่สำคัญและยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์โลกไว้ นั่นคือ รูปแบบจักรวรรดิ (Empire)
แต่ปัญหาของ “จักรวรรดิ” อยู่ตรงที่ โดยความหมายแล้ว จักรวรรดิหนึ่งจะรวบรวมคนหลากหลายเชื้อชาติไว้ ซึ่งทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยาก

ดังนั้นเมื่อประมาณ 911 ปีก่อนคริสตกาล จักรวรรดินีโอ-อัสซีเรียน ได้แผ่ขยายอาณาเขตจากเดิมมีแค่เมืองเกิดที่ อาชูร์ และ นิเนอวาห์ กลายเป็นครอบคลุมพื้นที่เมโสโปเตเมียทั้งหมด ตั้งแต่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปจนถึงอียิปต์ด้วยในช่วง 860 ปีก่อนคริสตกาล

พวกเขาแผ่ขยายอาณาจักรได้ขนาดนี้ด้วยกองทัพที่เหี้ยมโหดและมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่โลกเราเคยพบมา
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ หนึ่ง กองทัพของพวกเขาปกครองกันแบบคุณธรรมนิยม (meritocracy) กล่าวคือ พวกเขาเลือกแม่ทัพไม่ใช่จากว่าพ่อของคนๆนั้นเป็นใครหรือเป็นชนชั้นไหน แต่เลือกจากความสามารถในการนำทัพของคนๆนั้น สแตน คำว่า “การนำทัพ” เป็นคำไหมนะ.... เป็นหรอ!!

อีกอย่าง พวกเขาโหดร้ายมากทีเดียวครับ พวกเขาจะส่งคนเป็นร้อยเป็นพันคนออกจากถิ่นกำเนิด เพื่อแยกพวกเขาออกจากประวัติศาสตร์พื้นเพและครอบครัว และยังส่งแรงงานมีฝีมือไปยังที่ต่างๆตามความต้องการด้วย นอกจากนี้ชาวอัสซีเรียนยังชอบไล่ล่าคนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นกบฏ และจับมาทรมานโดยตัดอวัยวะส่วนต่างๆออก และด้วยเหตุผลบางอย่าง จมูกมักจะโดนตัดกันบ่อยๆ

นอกจากนั้นก็ยังมีวิธีมาตรฐานทั่วไปของกองทัพโหดๆอย่าง การข่มขืน การปล้นสะดม และการทรมาน โดยทั้งหมดนี้ถูกกระทำโดยอ้างพระนามของ อาชูร์ (Ashure) ซึ่งเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวนีโอ-อัสซีเรียน และได้จุติมาเป็นกษัตริย์ของพวกเขา

ตามความเชื่อ เทพอาชูร์ควบคุมโลกมนุษย์ผ่านทางกษัตริย์ และตราบเท่าที่การแผ่ขยายอาณาจักรยังคงดำเนินไปอยู่โลกก็ยังคงดำรงอยู่ และหากการขยายอาณาจักรหยุดลง โลกก็จะสิ้นสุดเช่นกัน จากนั้นน้ำในแม่น้ำก็จะเปลี่ยนเป็นเลือด ผู้คนร้องห่มร้องไห้ และอื่นๆที่คุณคาดเดาได้เวลาเกิดวันสิ้นโลก

ชาวอัสซีเรียนเผยแผ่ความเชื่อแบบนี้ไปทั่ว พยายามชักจูงโดยใช้ทั้งสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ การอ่านเผยแพร่ความน่าเกรงขามของกษัตริย์ในงานรื่นเริงต่างๆ และทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้เกิดความเกรงกลัวในหมู่ผู้อยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิครับ ทำให้ผมนึกขึ้นได้ ถึงเวลาอ่านจดหมายเปิดผนึกแล้วครับ

วันนี้เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงคำว่า “น่าเกรงขาม” (awesome) แต่เรามาดูกันก่อนว่า วันนี้ช่องเก็บของมีอะไรอยู่ข้างใน โอ้.... สแตน นี่มัน ยูเรเนียมเค้กเหลือง (yellowcake uranium) นี่ สมัยเมโสโปเตเมียไม่มีหรอกนะ

“ถึง คำว่า ‘น่าเกรงขาม’ (awesome )

ผมรักคุณนะ และเหมือนผู้ใช้ภาษาอังกฤษร่วมสมัยทั่วๆไป ผมคงจะรักคุณมากไปหน่อย

คุณ ‘น่าเกรงขาม’ คำว่า น่าเกรงขาม คงจะเจ๋งสุดเจ๋ง และเจ๋งมากเสียจนเราลืมไปแล้วว่าจริงๆ คุณมีความหมายว่าอะไร ความหมายที่แท้จริงของคำว่า awesome ไม่ได้แปลได้แค่ว่า ‘เจ๋ง’ เท่านั้น แต่ยังหมายถึง ‘น่าหวาดกลัว’ (terrifying) สุดๆด้วย ความหมายของ awesome ที่จริงแล้วหมายถึง กลัวจนแข้งขาสั่น หายใจไม่คล่อง เหมือนต้องเผชิญหน้ากับสิ่งน่าหวาดกลัว ที่เรารู้ว่าอาจจะทำลายหรือให้พรเราก็ได้ นั่นล่ะ ‘ความน่าเกรงขาม’ (awe)

ผมขอโทษจริงๆที่ทำให้ความหมายของคุณเปลี่ยนไปและดูสำคัญน้อยลง พูดจากใจจริงนะ คุณเจ๋งมากๆ
ด้วยความปรารถนาดี

จอห์น กรีน”

สุดท้ายแล้วเกิดอะไรขึ้นกับชาวอัสซีเรียนน่ะเหรอ อย่างแรกก็คือ พวกเขาขยายอาณาจักรไปได้กว้างไกลกว่าถนนหนทางที่สร้างมาก ทำให้การปกครองแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อมุมมองทั้งหมดของคุณมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่า โลกจะสูญสิ้นหากคุณเกิดแพ้สงคราม และคุณเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกก็ดู... เหมือนจะพังทลายเลยล่ะครับ

และในที่สุดสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น เมื่อประมาณ 612 ปีก่อนคริสตกาล เมืองนิเนวาห์ถูกชนชาติอื่นยึดครอง จักรวรรดินีโอ-อัสซีเรียนจึงถึงจุดจบในที่สุด

แต่ความคิดเรื่อง จักรวรรดิ เพิ่งเริ่มต้นเองนะครับ คราวหน้าเราจะมาพูดถึง มัมมี่... อ่อ... ผมต้องพูดถึงเรื่องอื่นๆด้วยหรอ... แต่ผมอยากพูดถึงมัมมี่อย่างเดียวนี่นา ยังไงก็เถอะเราจะมาพูดกันถึงที่นี่ครับ

“ซูดาน”

ไม่ใช่!! โธ่เอ้ย!! ที่จริงแล้ว เราจะมาพูดถึง

“อียิปต์”

ใช่แล้วครับ ขอบคุณนะลูกโลกอัจฉริยะ พบกันคราวหน้าครับ

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

 
วิดีโอที่เกี่ยวข้องจาก
 
แบ่งปันให้เพื่อน
อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)
ส่ิิงโดย
ข้อความ
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา