วิชา
Log in | วันพุธที่ 26 พ.ย. 2557
 

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Valley Civilization: Crash Course World History)

โพสโดย crashcourse
 
กรุณารอสักครู่นะครับ
 

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Valley Civilization: Crash Course World History)

สวัสดีครับ ผม จอห์น กรีน และนี่คือรายการ Crash Course World History วันนี้เรามาเริ่มบทเรียนด้วยคำถามกันก่อน “ทำไมฉันถึงมีชีวิตอยู่” อีกอย่างทำไมฉันถึงไม่มีลูกตาเนี่ย เอาล่ะ ค่อยดีขึ้นหน่อย

หากเราจะตอบคำถามนั้นเราต้องจัดระเบียบความคิดใหม่ทั้งหมด อย่างเช่นเราควรให้คุณค่ากับอะไร เราควรใช่ชีวิตอย่างไร เราควรจะกินเนื้อสัตว์หรือเปล่า และเราควรจะทิ้งแฟนคนนั้น ซึ่งเป็นคนดีมากแต่ติดหนึบกับเราเสียจนเกินงามหรือเปล่า เรื่องทั้งหมดนี้....

“ครูครับๆ ครูกำลังพูดถึงผมอยู่เหรอครับ”

ใช่ ฉันกำลังพูดถึงนาย ตัวฉันตอนเด็ก ฉันกำลังบอกอยู่ว่าหนึ่งในเหตุผลที่เราศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ก็เพื่อให้นายเป็นแฟนที่แย่น้อยลงได้ แต่เราจะมาพูดเรื่องนั้นกันทีหลัง

วันนี้เราจะมาพูดถึง “อารยธรรม” (civilization) ครับ แต่ก่อนเราจะคุยกันเรื่องนี้ได้ เราต้องมาพูดกันเรื่องการพูดถึง “อารยธรรม” ก่อน เพราะคำๆนี้เป็นคำที่คลุมเครือ ที่จริงแล้ว คลุมเครือมากขนาดผมต้องหันไปหากล้องที่สองเพื่อพูดเรื่องนี้ครับ

การรวมกลุ่มของมนุษย์บางกลุ่มถูกมองว่าเป็น “อารยธรรม” ในขณะที่ชนเผ่าเร่รอนอื่นๆไม่จัดว่าเป็น ยกเว้นถ้าคุณเป็น.... พูดพร้อมกับผมเลยครับ... “พวกมองโกล”

การเรียกรูปแบบทางสังคมหนึ่งว่าเป็น “อารยธรรม” เหมือนกับคุณกำลังบอกเป็นนัยๆ ว่ารูปแบบสังคมอื่นๆไม่ใช่
ซึ่งก็เหมือนไปเรียกกลุ่มอื่นๆว่าเป็นพวกไม่มีอารยธรรมหรือเป็นพวก “คนเถื่อน” (barbarians) นั่นแหละ

ผมขออธิบายหน่อยครับ คำว่า barbarian หรือ คนเถื่อน นั้นเป็นคำที่มาจากภาษากรีก โดยความหมายเดิมของคำนี้หมายถึง “ใครก็ตามที่ไม่ได้พูดภาษากรีกโบราณ” เพราะชาวกรีกโบราณฟังภาษาอื่นไม่รู้เรื่อง และได้ยินเป็นแค่เสียง “bar bar bar bar” เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าพูดกันง่ายๆ เราต่างก็เป็นคนเถื่อนกันทั้งนั้นครับ

อารยธรรมไม่ได้เหมือนเรื่องอื่นๆที่เราชอบเรียนรู้กันครับ มันเป็นการสั่งสมความรู้ ไม่มีใครอยู่ดีๆก็ตื่นขึ้นมาในเมืองธีปส์ (Thebes) แล้วพูดกับตัวเองว่า “เป็นเช้าที่สดใสอะไรเช่นนี้ นี่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงสุดยอดของอารยธรรมอียิปต์เลยนะนี่” อย่างไรก็ตาม การศึกษาอารยธรรมก็มีประโยชน์ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณลองเปรียบเทียบอารยธรรมหนึ่งกับอีกอารยธรรมหนึ่ง แต่จะไม่มีประโยชน์ถ้าคุณเปรียบเทียบอารยธรรมกับกลุ่มสังคมที่ไม่มีอารยธรรม เพราะฉะนั้นเราจะพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ครับ

ใช่ ฉันกำลังจะพูดถึงเรื่องการเป็นแฟนที่ดีแล้ว ใจเย็นๆ ไอ้จิ้งหรีดน้อย

แล้วคำว่า “อารยธรรม” หมายถึงอะไรกันแน่ การชี้ชัดว่าที่ไหนเป็นอารยธรรมก็คล้ายๆกับการตรวจโรคล่ะครับ ถ้าคุณมีอาการอย่างที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้ คุณก็อาจจะเป็นอารยธรรมก็ได้

อย่างแรก ผลิตผลส่วนเกิน (surplus production) เมื่อคนๆหนึ่งสามารถผลิตอาหารเพียงพอให้คนหลายคนได้ การสร้างเมือง (city) ก็เป็นไปได้ ซื่อการอยู่รวมกันเป็นเมืองก็เป็นอีกหนึ่งอาการของการเป็นอารยธรรมด้วย

นี่นำไปสู่การมีอาชีพความชำนาญเฉพาะด้าน (specialization of labor) ซึ่งนำไปสู่การค้าขายแลกเปลี่ยน (trade) อีกขั้น กล่าวคือ ถ้าคนทำอาชีพเก็บลูกเบอร์รี่กันทุกคน ก็ไม่มีเหตุผลจะต้องค้าขายแลกเปลี่ยนกัน เพราะผมมีเบอร์รี่ คุณก็มีเบอร์รี่ แต่ถ้าผมทำอาชีพเก็บเบอร์รี่ แต่คุณทำค้อนขาย เราก็มีเหตุให้ค้าขายกันได้

นอกจากนี้ อารยธรรมยังถูกเชื่อมโยงกับการแบ่งชนชั้นทางสังคม (social stratification) และอำนาจการบริหารแบบศูนย์กลาง (centralized government) ความเชื่อที่คนในสังคมยึดถือร่วมกัน (shared value) เช่นศาสนา และการบันทึกภาษาเขียน (writing) ด้วย และที่สำคัญที่สุด อย่างน้อยในอารยธรรมแรกๆ มักจะเชื่อมโยงกับลุ่มแม่น้ำต่างๆเสมอ

สมัยนี้เวลาจะสร้างเมืองสักเมือง ก็แค่กำหนดพิกัดแล้วก็ลงมือสร้างได้เลย แต่เมื่อห้าพันปีก่อน อารยธรรมต่างๆมักจะมีความเชื่อมโยงกับลุ่มแม่น้ำเสมอ อย่างลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส ลุ่มแม่น้ำหวงโห (The Yellow River) ลุ่มแม่น้ำไนล์ (The Nile) ลุ่มแม่น้ำอเมซอน (The Amazon)

ทำไมต้องไปอยู่ตามลุ่มแม่น้ำด้วย ก็เพราะมันเป็นที่ราบ มีน้ำส่งถึง และพอถึงฤดูที่แม่น้ำท่วมสูง น้ำก็จะนำพาเอาดินเลนที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแกการเพราะปลูกมาไว้ริมแม่น้ำด้วย

เอาล่ะเราพูดถึงอารยธรรมอื่นๆ ไปบ้างแล้ว ตอนนี้มาพูดถึงที่นี่กันดีกว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (The Indus Valley Civilization) ซึ่งเป็นอารยธรรมโปรดของผมเลยครับ

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบของลุ่มแม่น้ำสินธุในอินเดีย มันเป็นที่ๆเหมาะกับการก่อตั้งอารยธรมมโบราณมาก เพราะแม่น้ำนี้ท่วมสูงถึงปีละสองครั้ง ทำให้พื้นที่นี้สร้างปริมาณอาหารต่อเอเคอร์ได้มากกว่าที่ไหนๆบนโลก

เรารู้ว่าอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุรุ่งเรื่องเมื่อนานมาแล้ว ประมาณช่วง 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล.... แล้วทำไมคำถามนี้ต้องมาเหมือนลอยไปลอยมาอยู่ที่หัวผมตลอดเวลาด้วยล่ะเนี่ย

ผู้คนในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุได้ติดต่อค้าขายกับคนในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย มาตั้งแต่ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล เรารู้ด้วยว่าอารยธรรมนี้เป็นอารยธรรมโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยนักโบราณคดีได้ขุดพบแหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุกว่า 1,500 จุดด้วยกัน

แล้วเรารู้อะไรเกี่ยวกับอารยธรรมนี้บ้าง ไปดูที่ Thought Bubble กันครับ

ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุมาจากการขุดค้นทางโบราณคดี เพราะถึงแม้อารยธรรมนี้จะมีภาษาเขียนเพื่อบันทึกเหตุการณ์ เรายังไม่สามารถอ่านภาษานี้ออก และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏเห็นว่ามีหินโรเซ็ตตา (Rosetta Stone) มาช่วยเราถอดรหัสภาษานี้ได้.... ผมหมายถึงหินโรเซ็ตตาจริงๆ ไม่ใช่โปรแกรมสอนภาษานะ.... แต่ถ้าพูดจริงๆ ก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ

สิ่งที่เรารู้ก็คือพวกเขามีเมืองที่น่าทึ่งมาก เมืองฮารัปปา (Harappa) และเมืองโมเหนโจ-ดาโร (Mohenjo-Daro) เป็นสองเมืองที่เรารู้จักดีที่สุด ในเมืองมีบ้านหลายชั้นสร้างจากก้อนอิฐขนาดเท่าๆกันตั้งอยู่อย่างหนาแน่น ตามถนนหนทางเป็นเส้นตรง ผมหมายถึงนี่ไม่ได้เป็นแค่เมืองฮูสตันในแบบเมืองโบราณนะครับ ถ้าจะเทียบ มันเที่ยวได้กับเมืองใหญ่อย่างชิคาโกเลยล่ะ นี่หมายความว่าพวกเขาน่าจะมีรูปแบบการปกครองและการจัดผังเมือง แต่เราไม่รู้ว่าอะไรทำให้รัฐบาลนี้มีอำนาจในการปกครอง

เมืองของพวกเขาถูกออกแบบมาให้ตั้งอยู่ในทิศทางที่รับลมได้ดี ทำให้เหมือนมีเครื่องปรับอากาศตามธรรมชาติ
แถมยังเป็นเมืองที่สะอาดด้วย เมืองส่วนใหญ่เชื่อเข้ากับระบบระบายน้ำส่วนกลางที่ใช้แรงดึงดูดช่วยนำพาของเสียและน้ำเน่าออกจากเมืองผ่านร่องระบายน้ำใต้ดิน นี่เป็นระบบระบายน้ำเสียที่เมืองในทวีปยุโรปหลายเมืองในยุค ศตวรรษที่ 18 จะต้องอิจฉาเลยล่ะ

ส่วนอาคารสาธารณะขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองนั้น ไม่ใช่ทั้งวัดหรือวัง แต่เป็นที่อาบน้ำสาธารณะ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ตั้งชื่อให้ว่า “The Great Bath” (ห้องอาบน้ำใหญ่) เราไม่รู้ว่ามันมีไว้เพื่ออะไร แต่เนื่องจากวัฒนธรรมอินเดียยุคหลังๆให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ (ritual purity) ซึ่งเป็นรากฐานของระบบวรรณะ (caste system) มาก นักประวัติศาสตร์บางคนจึงตั้งสมมุติฐานว่า The Great Bath นี้น่าจะมีไว้เพื่อให้ชาวเมืองมาทำพิธีชำระล้างทางศาสนา

พวกเขายังแลกเปลี่ยนค้าขายกันด้วย
หนึ่งในสิ่งสำคัญที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุสร้างคือ ตราสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้บนสินค้าและแผ่นดินเผา ตราสัญลักษณ์พวกนี้มีอักษรที่เรายังถอดรหัสไม่ได้ และมีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกัน มีทั้งรูปสัตว์และสัตว์ประหลาด หนึ่งในภาพที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือรูปชายคนหนึ่งที่สวมใส่หมวกประดับด้วยเขาควายนั่งอยู่ระหว่างเสือและกระทิง เราไม่รู้ว่าภาพนี้หมายถึงอะไร แต่นายคนนี้ดูเหมือนจะมีพลังอำนาจมาก เพราะดูเหมือนเขาจะสามารถควบคุมเสือได้ด้วย

แล้วสัญลักษณ์พวกนี้ทำให้เรารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาทำการค้าขายแลกเปลี่ยน เพราะเราพบสัญลักษณ์นี้ในเมโสโปเตเมีย ไม่ใช่ที่ลุ่มแม่น้ำสินธุ นอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบโลหะสำริด ซึ่งไม่ใช่วัสดุท้องถิ่นของลุ่มแม่น้ำสินธุในบริเวณนี้ด้วย พวกเขาแลกเปลี่ยนสินค้าอะไรกันงั้นเหรอ ผ้าฝ้ายครับ โดยผ้าฝ้ายเป็นสินค้าส่งออกที่น่าสนใจมากถึงขนาดจะได้เป็นหัวข้อสุดท้ายที่เราจะพูดถึงกันในวีดีโอชุดนี้ด้วย

แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับคนในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุก็คือ พวกเขารักสันติ ถึงแม้นักโบราณคดีจะขุดพบแหล่งอารยธรรมนี้ถึง 1,500 จุด พวกเขาพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามน้อยมาก และเกือบจะไม่มีอาวุธให้เห็นเลยด้วย

ขอบคุณมากครับ Thought Bubble เอาล่ะก่อนที่เราจะพูดถึงจุดสิ้นสุดของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เราตัดมาที่ช่วง “อ่านจดหมายเปิดผนึก” กันก่อนครับ

โห... เวทมนต์ชัดๆ!

อยากรู้จังว่าวันนี้ “ช่องเก็บของ” จะมีอะไรให้ผม อ้อ!! เสื้อผ้าหรูๆ สงสัยช่องเก็บของคงคิดว่าผมแต่งตัวไม่ดีพอ ไม่เหมาะกับโอกาศนี้มั๊งครับ

วันนี้เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงเหล่านักประวัติศาสตร์ครับ

“ถึงนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย

The Great Bath (ห้องอาบน้ำใหญ่) เนี่ยนะ! ห้องอาบน้ำใหญ่! ผมพยายามจะทำให้ประวัติศาสตร์น่าสนใจ แต่พวกคุณกลับตั้งชื่อสถานที่ให้ชวนนึกถึง เทียนหอม เกลือใส่อ่างอาบน้ำ กับแชมพูสระผมเนี่ยนะ! ผมเข้าใจ ชื่อน่าเบื่อๆทางประวัติศาสตร์มันก็ไม่ใช่ความผิดขอพวกคุณทั้งหมด คุณไม่ได้ตั้งชื่อให้ “ต้นร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐ” (The Federalist Paper) “จักรวรรดิออสโตร-ฮังกาเรียน” (Austro-Hungarian Empire) หรือ “จอห์น สมิทธ์” แต่พอคุณมีโอกาสได้ตั้งชื่อให้อะไรสักอย่างคุณกลับเลือกชื่อ “ห้องอาบน้ำใหญ่” เนี่ยนะ! ทำไม่ไม่ตั้งว่า “ห้องอาบน้ำในตำนานแห่งโมเฮนโจ-ดาโร” “สุดยอดห้องอาบน้ำแห่งห้องอาบน้ำทั้งหลาย” “สระน้ำสวรรค์” “ความชุ่มชื้นลึกลับแห่งโมเฮนโจ-ดาโร” หรือ “ที่เปียกมหัศจรรย์” เล่า!! ชื่อ ห้องอาบน้ำใหญ่ จริงเหรอ! คุณตั้งได้ดีกว่านั้นน่า!

ด้วยความปรารถนาดี

จอห์น กรีน”

สุดท้ายเกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนี้เหรอครับ ก็ สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นก็คือ พวกเขาไม่ได้ผสมผสานไปเป็นชาวฮินดูของอินเดียและก็ไม่ได้ไปเป็นชาวมุสลิมปากีสถานด้วย กลุ่มชนเหล่านี้น่าจะย้ายเข้ามาในพื้นที่ในภายหลัง

ในช่วงประมาณ 1750 ปีก่อนคริสตกาล อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุก็เสื่อมลงจนสุดท้ายหายไปเลย ทำไมเป็นอย่างนั้น นักประวัติศาสตร์มีทฤษฎีสามอย่างครับ

ทฤษฎีแรกคือ ถูกยึดครอง (conquest) การไม่มีอาวุธไว้ป้องกันตัวกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่แย่ เป็นไปได้ว่าคนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุถูกชนชาติอื่นยึดครอง

ทฤษฎีที่สองคือ มหัตภัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (environmental disaster) เป็นไปได้ว่าพวกเขาทำลายตัวเอง โดยการทำลายสภาพแวดล้อม

ทฤษฎีที่สามคือ แผ่นดินไหว (earthquake) ทฤษฎีนี้น่าสนใจครับ อาจจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ได้เปลี่ยนกระแสน้ำในแม่น้ำมากเสียจนแม่น้ำสายย่อยบางสายอาจจะแห้งไปเลย และเมื่อไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอทำการเกษตร เมืองก็ไม่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรได้มากพอ คนก็เลยเก็บของย้ายไปหาพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า กลายเป็นว่าผมทำให้พวกเขาดูเป็นชนเผ่าเร่ร่อนไปเลย จริงๆแล้วพวกเขาคงจะย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นแล้วเริ่มทำการเกษตรเหมือนเดิมแหละครับ

ผมทำคุณเบื่อแล้วสิ แล้วผมยังไม่ได้บอกวิธีเป็นแฟนที่ดีขึ้นให้คุณฟังเลย เพราะฉะนั้น ผมจะบอกเลยแล้วกันครับ

เราไม่รู้หรอกว่าทำไมอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุถึงสิ้นสุดลง แต่เราก็ไม่รู้ด้วยเหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร คนเหล่านี้เขาสร้างเมือง ขุดสระว่ายน้ำ และทำตราสัญลักษณ์ที่สวยงามหรูหราขึ้นมาทำไม อาจจะมีแรงจูงใจมาจากความหิวโหย ความหวาดกลัว ความปรารถนาที่จะมีเพื่อน ความต้องการอยู่ใกล้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือความรู้สึกทั่วๆไปที่ว่าชีวิตเมืองน่าจะดีกว่าแค่เก็บของป่ากินไปวันๆ

การคิดวิเคราะห์ว่าอะไรผลักดันให้คนเหล่านี้สร้างโครงสร้างสังคมแบบนั้นช่วยให้เราคิดถึงวิธีที่เราวางโครงสร้างชีวิตของเราเอง
พูดง่ายๆก็คือ นายเกาะติดแฟนหนึบ เพราะถูกความหวาดกลัวและความปรารถนาที่จะมีใครสักคนผลักดันให้เป็นแบบนั้น และแฟนของนายรู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องน่ารำคาญ เพราะแค่ต้องรับผิดชอบตัวเองก็เหนื่อยพออยู่แล้ว และยังจะต้องมารับผิดชอบนายอีก

อีกอย่าง การติดหนึบกับแฟนมันไม่ได้ช่วยอะไรแฟนนายเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นชีวิตในลุ่มแม่น้ำสินธุในยุคสำริดหรือชีวิตในโรงเรียนในยุคปัจจุบัน การใช้ชีวิตคือการร่วมมือกัน อย่างการแลกเปลี่ยนผ้ากับโลหะสำริด ช่วยกันสร้างเมือง และร่วมมือกันเพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตมนุษย์ดำเนินไปได้อย่างดี

คราวหน้า เราจะเดินทางไปที่นี่ ไปยังดินแดนเมโสโปเตเมียที่ร้อนระอุ
ในระหว่างนั้น ถ้าคุณมีคำถามก็ทิ้งไว้ที่กล่องคอมเมนท์ด้านล่างครับ ทีมกึ่งผู้เชี่ยวชาญของเราจะพยายามมาตอบคำถามให้ ขอบคุณที่รับชม แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าครับ

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

เรื่อง : อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Valley Civilization: Crash Course World History)
ชื่อเจ้าของคลิป : crashcourse
URL : http://www.youtube.com/watch?v=n7ndRwqJYDM
 
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
โพส : 24 มิ.ย. 2556
เข้าชม : 2,334 ครั้ง
ผู้สร้าง : kai
โพส : 2 ต.ค. 2552
เข้าชม : 11,048 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 17 ก.พ. 2554
เข้าชม : 4,169 ครั้ง
ผู้สร้าง : ON_LEE
โพส : 18 มิ.ย. 2555
เข้าชม : 6,729 ครั้ง
ผู้สร้าง : Noo_Wow
โพส : 28 ต.ค. 2552
เข้าชม : 20,919 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 5 ต.ค. 2552
เข้าชม : 38,855 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
หนังสือ ติวเข้ม O-NET Get 100 วิชาสังคมศึกษา ม.ต้น
โพส : 25 พ.ย. 2557
เข้าชม : 0 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
History of Thanksgiving Day_ by Studies Weekly
โพส : 7 ต.ค. 2557
เข้าชม : 216 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตอน 1-2
โพส : 13 ส.ค. 2557
เข้าชม : 114 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตอน 2-2
โพส : 13 ส.ค. 2557
เข้าชม : 107 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Valley Civilization: Crash Course World History)

สวัสดีครับ ผม จอห์น กรีน และนี่คือรายการ Crash Course World History วันนี้เรามาเริ่มบทเรียนด้วยคำถามกันก่อน “ทำไมฉันถึงมีชีวิตอยู่” อีกอย่างทำไมฉันถึงไม่มีลูกตาเนี่ย เอาล่ะ ค่อยดีขึ้นหน่อย

หากเราจะตอบคำถามนั้นเราต้องจัดระเบียบความคิดใหม่ทั้งหมด อย่างเช่นเราควรให้คุณค่ากับอะไร เราควรใช่ชีวิตอย่างไร เราควรจะกินเนื้อสัตว์หรือเปล่า และเราควรจะทิ้งแฟนคนนั้น ซึ่งเป็นคนดีมากแต่ติดหนึบกับเราเสียจนเกินงามหรือเปล่า เรื่องทั้งหมดนี้....

“ครูครับๆ ครูกำลังพูดถึงผมอยู่เหรอครับ”

ใช่ ฉันกำลังพูดถึงนาย ตัวฉันตอนเด็ก ฉันกำลังบอกอยู่ว่าหนึ่งในเหตุผลที่เราศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ก็เพื่อให้นายเป็นแฟนที่แย่น้อยลงได้ แต่เราจะมาพูดเรื่องนั้นกันทีหลัง

วันนี้เราจะมาพูดถึง “อารยธรรม” (civilization) ครับ แต่ก่อนเราจะคุยกันเรื่องนี้ได้ เราต้องมาพูดกันเรื่องการพูดถึง “อารยธรรม” ก่อน เพราะคำๆนี้เป็นคำที่คลุมเครือ ที่จริงแล้ว คลุมเครือมากขนาดผมต้องหันไปหากล้องที่สองเพื่อพูดเรื่องนี้ครับ

การรวมกลุ่มของมนุษย์บางกลุ่มถูกมองว่าเป็น “อารยธรรม” ในขณะที่ชนเผ่าเร่รอนอื่นๆไม่จัดว่าเป็น ยกเว้นถ้าคุณเป็น.... พูดพร้อมกับผมเลยครับ... “พวกมองโกล”

การเรียกรูปแบบทางสังคมหนึ่งว่าเป็น “อารยธรรม” เหมือนกับคุณกำลังบอกเป็นนัยๆ ว่ารูปแบบสังคมอื่นๆไม่ใช่
ซึ่งก็เหมือนไปเรียกกลุ่มอื่นๆว่าเป็นพวกไม่มีอารยธรรมหรือเป็นพวก “คนเถื่อน” (barbarians) นั่นแหละ

ผมขออธิบายหน่อยครับ คำว่า barbarian หรือ คนเถื่อน นั้นเป็นคำที่มาจากภาษากรีก โดยความหมายเดิมของคำนี้หมายถึง “ใครก็ตามที่ไม่ได้พูดภาษากรีกโบราณ” เพราะชาวกรีกโบราณฟังภาษาอื่นไม่รู้เรื่อง และได้ยินเป็นแค่เสียง “bar bar bar bar” เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าพูดกันง่ายๆ เราต่างก็เป็นคนเถื่อนกันทั้งนั้นครับ

อารยธรรมไม่ได้เหมือนเรื่องอื่นๆที่เราชอบเรียนรู้กันครับ มันเป็นการสั่งสมความรู้ ไม่มีใครอยู่ดีๆก็ตื่นขึ้นมาในเมืองธีปส์ (Thebes) แล้วพูดกับตัวเองว่า “เป็นเช้าที่สดใสอะไรเช่นนี้ นี่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงสุดยอดของอารยธรรมอียิปต์เลยนะนี่” อย่างไรก็ตาม การศึกษาอารยธรรมก็มีประโยชน์ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณลองเปรียบเทียบอารยธรรมหนึ่งกับอีกอารยธรรมหนึ่ง แต่จะไม่มีประโยชน์ถ้าคุณเปรียบเทียบอารยธรรมกับกลุ่มสังคมที่ไม่มีอารยธรรม เพราะฉะนั้นเราจะพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ครับ

ใช่ ฉันกำลังจะพูดถึงเรื่องการเป็นแฟนที่ดีแล้ว ใจเย็นๆ ไอ้จิ้งหรีดน้อย

แล้วคำว่า “อารยธรรม” หมายถึงอะไรกันแน่ การชี้ชัดว่าที่ไหนเป็นอารยธรรมก็คล้ายๆกับการตรวจโรคล่ะครับ ถ้าคุณมีอาการอย่างที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้ คุณก็อาจจะเป็นอารยธรรมก็ได้

อย่างแรก ผลิตผลส่วนเกิน (surplus production) เมื่อคนๆหนึ่งสามารถผลิตอาหารเพียงพอให้คนหลายคนได้ การสร้างเมือง (city) ก็เป็นไปได้ ซื่อการอยู่รวมกันเป็นเมืองก็เป็นอีกหนึ่งอาการของการเป็นอารยธรรมด้วย

นี่นำไปสู่การมีอาชีพความชำนาญเฉพาะด้าน (specialization of labor) ซึ่งนำไปสู่การค้าขายแลกเปลี่ยน (trade) อีกขั้น กล่าวคือ ถ้าคนทำอาชีพเก็บลูกเบอร์รี่กันทุกคน ก็ไม่มีเหตุผลจะต้องค้าขายแลกเปลี่ยนกัน เพราะผมมีเบอร์รี่ คุณก็มีเบอร์รี่ แต่ถ้าผมทำอาชีพเก็บเบอร์รี่ แต่คุณทำค้อนขาย เราก็มีเหตุให้ค้าขายกันได้

นอกจากนี้ อารยธรรมยังถูกเชื่อมโยงกับการแบ่งชนชั้นทางสังคม (social stratification) และอำนาจการบริหารแบบศูนย์กลาง (centralized government) ความเชื่อที่คนในสังคมยึดถือร่วมกัน (shared value) เช่นศาสนา และการบันทึกภาษาเขียน (writing) ด้วย และที่สำคัญที่สุด อย่างน้อยในอารยธรรมแรกๆ มักจะเชื่อมโยงกับลุ่มแม่น้ำต่างๆเสมอ

สมัยนี้เวลาจะสร้างเมืองสักเมือง ก็แค่กำหนดพิกัดแล้วก็ลงมือสร้างได้เลย แต่เมื่อห้าพันปีก่อน อารยธรรมต่างๆมักจะมีความเชื่อมโยงกับลุ่มแม่น้ำเสมอ อย่างลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส ลุ่มแม่น้ำหวงโห (The Yellow River) ลุ่มแม่น้ำไนล์ (The Nile) ลุ่มแม่น้ำอเมซอน (The Amazon)

ทำไมต้องไปอยู่ตามลุ่มแม่น้ำด้วย ก็เพราะมันเป็นที่ราบ มีน้ำส่งถึง และพอถึงฤดูที่แม่น้ำท่วมสูง น้ำก็จะนำพาเอาดินเลนที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแกการเพราะปลูกมาไว้ริมแม่น้ำด้วย

เอาล่ะเราพูดถึงอารยธรรมอื่นๆ ไปบ้างแล้ว ตอนนี้มาพูดถึงที่นี่กันดีกว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (The Indus Valley Civilization) ซึ่งเป็นอารยธรรมโปรดของผมเลยครับ

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบของลุ่มแม่น้ำสินธุในอินเดีย มันเป็นที่ๆเหมาะกับการก่อตั้งอารยธรมมโบราณมาก เพราะแม่น้ำนี้ท่วมสูงถึงปีละสองครั้ง ทำให้พื้นที่นี้สร้างปริมาณอาหารต่อเอเคอร์ได้มากกว่าที่ไหนๆบนโลก

เรารู้ว่าอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุรุ่งเรื่องเมื่อนานมาแล้ว ประมาณช่วง 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล.... แล้วทำไมคำถามนี้ต้องมาเหมือนลอยไปลอยมาอยู่ที่หัวผมตลอดเวลาด้วยล่ะเนี่ย

ผู้คนในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุได้ติดต่อค้าขายกับคนในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย มาตั้งแต่ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล เรารู้ด้วยว่าอารยธรรมนี้เป็นอารยธรรมโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยนักโบราณคดีได้ขุดพบแหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุกว่า 1,500 จุดด้วยกัน

แล้วเรารู้อะไรเกี่ยวกับอารยธรรมนี้บ้าง ไปดูที่ Thought Bubble กันครับ

ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุมาจากการขุดค้นทางโบราณคดี เพราะถึงแม้อารยธรรมนี้จะมีภาษาเขียนเพื่อบันทึกเหตุการณ์ เรายังไม่สามารถอ่านภาษานี้ออก และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏเห็นว่ามีหินโรเซ็ตตา (Rosetta Stone) มาช่วยเราถอดรหัสภาษานี้ได้.... ผมหมายถึงหินโรเซ็ตตาจริงๆ ไม่ใช่โปรแกรมสอนภาษานะ.... แต่ถ้าพูดจริงๆ ก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ

สิ่งที่เรารู้ก็คือพวกเขามีเมืองที่น่าทึ่งมาก เมืองฮารัปปา (Harappa) และเมืองโมเหนโจ-ดาโร (Mohenjo-Daro) เป็นสองเมืองที่เรารู้จักดีที่สุด ในเมืองมีบ้านหลายชั้นสร้างจากก้อนอิฐขนาดเท่าๆกันตั้งอยู่อย่างหนาแน่น ตามถนนหนทางเป็นเส้นตรง ผมหมายถึงนี่ไม่ได้เป็นแค่เมืองฮูสตันในแบบเมืองโบราณนะครับ ถ้าจะเทียบ มันเที่ยวได้กับเมืองใหญ่อย่างชิคาโกเลยล่ะ นี่หมายความว่าพวกเขาน่าจะมีรูปแบบการปกครองและการจัดผังเมือง แต่เราไม่รู้ว่าอะไรทำให้รัฐบาลนี้มีอำนาจในการปกครอง

เมืองของพวกเขาถูกออกแบบมาให้ตั้งอยู่ในทิศทางที่รับลมได้ดี ทำให้เหมือนมีเครื่องปรับอากาศตามธรรมชาติ
แถมยังเป็นเมืองที่สะอาดด้วย เมืองส่วนใหญ่เชื่อเข้ากับระบบระบายน้ำส่วนกลางที่ใช้แรงดึงดูดช่วยนำพาของเสียและน้ำเน่าออกจากเมืองผ่านร่องระบายน้ำใต้ดิน นี่เป็นระบบระบายน้ำเสียที่เมืองในทวีปยุโรปหลายเมืองในยุค ศตวรรษที่ 18 จะต้องอิจฉาเลยล่ะ

ส่วนอาคารสาธารณะขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองนั้น ไม่ใช่ทั้งวัดหรือวัง แต่เป็นที่อาบน้ำสาธารณะ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ตั้งชื่อให้ว่า “The Great Bath” (ห้องอาบน้ำใหญ่) เราไม่รู้ว่ามันมีไว้เพื่ออะไร แต่เนื่องจากวัฒนธรรมอินเดียยุคหลังๆให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ (ritual purity) ซึ่งเป็นรากฐานของระบบวรรณะ (caste system) มาก นักประวัติศาสตร์บางคนจึงตั้งสมมุติฐานว่า The Great Bath นี้น่าจะมีไว้เพื่อให้ชาวเมืองมาทำพิธีชำระล้างทางศาสนา

พวกเขายังแลกเปลี่ยนค้าขายกันด้วย
หนึ่งในสิ่งสำคัญที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุสร้างคือ ตราสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้บนสินค้าและแผ่นดินเผา ตราสัญลักษณ์พวกนี้มีอักษรที่เรายังถอดรหัสไม่ได้ และมีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกัน มีทั้งรูปสัตว์และสัตว์ประหลาด หนึ่งในภาพที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือรูปชายคนหนึ่งที่สวมใส่หมวกประดับด้วยเขาควายนั่งอยู่ระหว่างเสือและกระทิง เราไม่รู้ว่าภาพนี้หมายถึงอะไร แต่นายคนนี้ดูเหมือนจะมีพลังอำนาจมาก เพราะดูเหมือนเขาจะสามารถควบคุมเสือได้ด้วย

แล้วสัญลักษณ์พวกนี้ทำให้เรารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาทำการค้าขายแลกเปลี่ยน เพราะเราพบสัญลักษณ์นี้ในเมโสโปเตเมีย ไม่ใช่ที่ลุ่มแม่น้ำสินธุ นอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบโลหะสำริด ซึ่งไม่ใช่วัสดุท้องถิ่นของลุ่มแม่น้ำสินธุในบริเวณนี้ด้วย พวกเขาแลกเปลี่ยนสินค้าอะไรกันงั้นเหรอ ผ้าฝ้ายครับ โดยผ้าฝ้ายเป็นสินค้าส่งออกที่น่าสนใจมากถึงขนาดจะได้เป็นหัวข้อสุดท้ายที่เราจะพูดถึงกันในวีดีโอชุดนี้ด้วย

แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับคนในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุก็คือ พวกเขารักสันติ ถึงแม้นักโบราณคดีจะขุดพบแหล่งอารยธรรมนี้ถึง 1,500 จุด พวกเขาพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามน้อยมาก และเกือบจะไม่มีอาวุธให้เห็นเลยด้วย

ขอบคุณมากครับ Thought Bubble เอาล่ะก่อนที่เราจะพูดถึงจุดสิ้นสุดของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เราตัดมาที่ช่วง “อ่านจดหมายเปิดผนึก” กันก่อนครับ

โห... เวทมนต์ชัดๆ!

อยากรู้จังว่าวันนี้ “ช่องเก็บของ” จะมีอะไรให้ผม อ้อ!! เสื้อผ้าหรูๆ สงสัยช่องเก็บของคงคิดว่าผมแต่งตัวไม่ดีพอ ไม่เหมาะกับโอกาศนี้มั๊งครับ

วันนี้เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงเหล่านักประวัติศาสตร์ครับ

“ถึงนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย

The Great Bath (ห้องอาบน้ำใหญ่) เนี่ยนะ! ห้องอาบน้ำใหญ่! ผมพยายามจะทำให้ประวัติศาสตร์น่าสนใจ แต่พวกคุณกลับตั้งชื่อสถานที่ให้ชวนนึกถึง เทียนหอม เกลือใส่อ่างอาบน้ำ กับแชมพูสระผมเนี่ยนะ! ผมเข้าใจ ชื่อน่าเบื่อๆทางประวัติศาสตร์มันก็ไม่ใช่ความผิดขอพวกคุณทั้งหมด คุณไม่ได้ตั้งชื่อให้ “ต้นร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐ” (The Federalist Paper) “จักรวรรดิออสโตร-ฮังกาเรียน” (Austro-Hungarian Empire) หรือ “จอห์น สมิทธ์” แต่พอคุณมีโอกาสได้ตั้งชื่อให้อะไรสักอย่างคุณกลับเลือกชื่อ “ห้องอาบน้ำใหญ่” เนี่ยนะ! ทำไม่ไม่ตั้งว่า “ห้องอาบน้ำในตำนานแห่งโมเฮนโจ-ดาโร” “สุดยอดห้องอาบน้ำแห่งห้องอาบน้ำทั้งหลาย” “สระน้ำสวรรค์” “ความชุ่มชื้นลึกลับแห่งโมเฮนโจ-ดาโร” หรือ “ที่เปียกมหัศจรรย์” เล่า!! ชื่อ ห้องอาบน้ำใหญ่ จริงเหรอ! คุณตั้งได้ดีกว่านั้นน่า!

ด้วยความปรารถนาดี

จอห์น กรีน”

สุดท้ายเกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนี้เหรอครับ ก็ สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นก็คือ พวกเขาไม่ได้ผสมผสานไปเป็นชาวฮินดูของอินเดียและก็ไม่ได้ไปเป็นชาวมุสลิมปากีสถานด้วย กลุ่มชนเหล่านี้น่าจะย้ายเข้ามาในพื้นที่ในภายหลัง

ในช่วงประมาณ 1750 ปีก่อนคริสตกาล อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุก็เสื่อมลงจนสุดท้ายหายไปเลย ทำไมเป็นอย่างนั้น นักประวัติศาสตร์มีทฤษฎีสามอย่างครับ

ทฤษฎีแรกคือ ถูกยึดครอง (conquest) การไม่มีอาวุธไว้ป้องกันตัวกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่แย่ เป็นไปได้ว่าคนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุถูกชนชาติอื่นยึดครอง

ทฤษฎีที่สองคือ มหัตภัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (environmental disaster) เป็นไปได้ว่าพวกเขาทำลายตัวเอง โดยการทำลายสภาพแวดล้อม

ทฤษฎีที่สามคือ แผ่นดินไหว (earthquake) ทฤษฎีนี้น่าสนใจครับ อาจจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ได้เปลี่ยนกระแสน้ำในแม่น้ำมากเสียจนแม่น้ำสายย่อยบางสายอาจจะแห้งไปเลย และเมื่อไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอทำการเกษตร เมืองก็ไม่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรได้มากพอ คนก็เลยเก็บของย้ายไปหาพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า กลายเป็นว่าผมทำให้พวกเขาดูเป็นชนเผ่าเร่ร่อนไปเลย จริงๆแล้วพวกเขาคงจะย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นแล้วเริ่มทำการเกษตรเหมือนเดิมแหละครับ

ผมทำคุณเบื่อแล้วสิ แล้วผมยังไม่ได้บอกวิธีเป็นแฟนที่ดีขึ้นให้คุณฟังเลย เพราะฉะนั้น ผมจะบอกเลยแล้วกันครับ

เราไม่รู้หรอกว่าทำไมอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุถึงสิ้นสุดลง แต่เราก็ไม่รู้ด้วยเหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร คนเหล่านี้เขาสร้างเมือง ขุดสระว่ายน้ำ และทำตราสัญลักษณ์ที่สวยงามหรูหราขึ้นมาทำไม อาจจะมีแรงจูงใจมาจากความหิวโหย ความหวาดกลัว ความปรารถนาที่จะมีเพื่อน ความต้องการอยู่ใกล้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือความรู้สึกทั่วๆไปที่ว่าชีวิตเมืองน่าจะดีกว่าแค่เก็บของป่ากินไปวันๆ

การคิดวิเคราะห์ว่าอะไรผลักดันให้คนเหล่านี้สร้างโครงสร้างสังคมแบบนั้นช่วยให้เราคิดถึงวิธีที่เราวางโครงสร้างชีวิตของเราเอง
พูดง่ายๆก็คือ นายเกาะติดแฟนหนึบ เพราะถูกความหวาดกลัวและความปรารถนาที่จะมีใครสักคนผลักดันให้เป็นแบบนั้น และแฟนของนายรู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องน่ารำคาญ เพราะแค่ต้องรับผิดชอบตัวเองก็เหนื่อยพออยู่แล้ว และยังจะต้องมารับผิดชอบนายอีก

อีกอย่าง การติดหนึบกับแฟนมันไม่ได้ช่วยอะไรแฟนนายเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นชีวิตในลุ่มแม่น้ำสินธุในยุคสำริดหรือชีวิตในโรงเรียนในยุคปัจจุบัน การใช้ชีวิตคือการร่วมมือกัน อย่างการแลกเปลี่ยนผ้ากับโลหะสำริด ช่วยกันสร้างเมือง และร่วมมือกันเพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตมนุษย์ดำเนินไปได้อย่างดี

คราวหน้า เราจะเดินทางไปที่นี่ ไปยังดินแดนเมโสโปเตเมียที่ร้อนระอุ
ในระหว่างนั้น ถ้าคุณมีคำถามก็ทิ้งไว้ที่กล่องคอมเมนท์ด้านล่างครับ ทีมกึ่งผู้เชี่ยวชาญของเราจะพยายามมาตอบคำถามให้ ขอบคุณที่รับชม แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าครับ

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

 
วิดีโอที่เกี่ยวข้องจาก
 
แบ่งปันให้เพื่อน
อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)
ส่ิิงโดย
ข้อความ
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา