วิชา
Log in | วันอาทิตย์ที่ 20 เม.ย. 2557
 

มหาตมะ คานธี: ช่วงกลางชีวิต (Mahatma Gandhi: Middle Years)

โพสโดย MuseandThinker
 
กรุณารอสักครู่นะครับ
 

มหาตมะ คานธี: ช่วงกลางชีวิต (Mahatma Gandhi: Middle Years)

ในประเทศแอฟริกาใต้ ช่วงปี 1890 ทั้งชาวแอฟริกันและอินเดียต่างก็ต้องจำนนต่อความต้องการของเจ้านายผิวขาว อยู่ภายใต้กฎหมายที่พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดิน หรือแม้กระทั่งเดินตามถนนในยามวิกาล

“ในฐานะทนายความ เขาเชื่อว่าถ้ากฎหมายเปลี่ยน พฤติกรรมคนก็จะเปลี่ยนตาม ดังนั้น ตั้งแต่ปี 1893-1906 เขามุ่งมั่นที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนกฎหมาย แต่ปัญหาก็คือคนอังกฤษฉลาดกว่านั้น พอเขาเปลี่ยนกฎหมายได้หนึ่งข้อ พวกเขาก็บัญญัติกฎหมายอีกข้อมาแทน เพื่อกีดกันเชื้อชาติได้เหมือนเดิมแต่ในวิธีที่ต่างออกไป”

เมื่อตกเป็นเหยื่อของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ คานธีตัดสินใจลงมืออย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และรวบรวมคนจากหลายเชื้อชาติและศาสนามาอยู่รวมกันเป็นชุมชนเดียว โดยทุกคนมีความเสมอภาค ตัวเขาเองก็ปฏิบัติต่อครอบครัว ซึ่งรวมถึงลูกชายสี่คนของเขา แบบเดียวกับคนอื่นเช่นกัน

เขารับใช้กองทัพอังกฤษโดยทำหน้าที่เป็นหน่วยห่ามคนเจ็บในสงคราม Boar War ในปี 1906 เมื่อชนเผ่าซูลูลุกฮือขึ้นต่อต้าน

“ประสบการณ์ในสงครามครั้งนี้เองที่ทำให้เขาประจักษ์ถึงความรุนแรงของมนุษย์ นั่นเป็นตอนที่เขารู้ว่าสงครามนี้ไม่ใช่แค่สงครามระหว่างคนสองชนชาติ แต่เป็นการสังหารหมู่”

เขารู้สึกขยะแขยงที่เห็นปืนกลของอังกฤษเข่นฆ่าชาวเผ่าซูลูที่มีเพียงหอกเป็นอาวุธ เขาเห็นเหล่าทหารสนุกสนานกับการเข่นฆ่า และเขาต้องคอยเก็บซากส่วนของคนเจ็บที่ถูกทิ้งให้ตายอย่างทุกข์ทรมาน

“เขาเริ่มคิดถึงการที่ชาวอังกฤษมีอำนาจเหนือชนเผ่าซูลู ครุ่นคิดว่าการมีอำนาจเหนือกว่าคืออะไร และเขาก็ย้อนกลับมาคิดถึงอำนาจของเขาเอง การที่เขามีอำนาจเหนือครอบครัวของเขา โดยเฉพาะกับภรรยาของเขา มีบางเวลาที่เขาก็เคยเป็นสามีที่โหดร้ายจอมหึงหวงและกดขี่ภรรยาเช่นกัน และเมื่อเปรียบเทียบกับการที่คนอังกฤษกดขี่ชาวซูลู เขาก็หันกลับมามองตัวเองว่า แล้วตัวเขาเองมีส่วนผิดในการใช้พฤติกรรมกดขี่ยังไงบ้าง”

ในปี 1906 มีกฎหมายใหม่กำหนดให้ชาวอินเดียทุกคนต้องลงทะเบียนและเก็บลายนิ้วมือกับทางรัฐ ซึ่งกฎหมายนี้บังคับให้หญิงชาวอินเดียต้องเปลื้องผ้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อจดบันทึกตำหนิในร่างกาย ชาวอินเดีย 3,000 คนได้รวมตัวที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กเพื่อวางแผนทิศทางการต่อต้าน

“ทันใดนั้น พ่อค้าชาวมุสลิมยืนขึ้น กำมือแน่นแล้วพูดว่า ‘พระเจ้าเป็นพยาน ข้าฯยอมติดคุกดีกว่าต้องทำตามกฎหมายนี้’ และคานธีไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย เขาไม่เคยคิดเรื่องยอมเข้าคุกมาก่อน แต่เขารู้ได้โดยสัญชาตญานว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้อง เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า ‘เราสาบานว่า เราจะยอมติดคุก และจะอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเพิกถอนกฎหมายนี้’”

สุนทรพจน์ของคานธีจุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือมวลชนรวมตัวกันทำการอารยะขัดขืน (civil disobedience) ภายใต้การนำของเขา มวลชนยอมรับการทารุณจากตำรวจ ยอมรับความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญโดยไม่ตอบโต้

“เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาตระหนักว่า หากใจของมนุษย์ปิดรับแล้ว จะทำยังไงก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของเขาได้ การใช้เหตุผลกับคนๆนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะใจเขาขุ่นมัวไปด้วยอคติ ถ้าใช้เหตุผลไม่ได้ ใช้ความรุนแรกก็ไม่ถูกต้อง เราควรจะทำอย่างไร เขาจึงค้นพบวิธีการที่เรียกว่า การต่อสู้แบบอหิงสา เป็นครั้งแรกในแอฟริกาใต้ คุณจะยืนหยัดขึ้นต่อหน้าศัตรู บอกเขาว่าคุณจะไม่ยอมแพ้ แต่ก็ทำให้เขาแน่ใจด้วยว่า คุณจะไม่ทำอันตรายต่อเขา”

คานธีเริ่มใช้คำว่า “สัตยาเคราะห์” (Satyagraha) ซึ่งได้มาจากภาษาสันสกฤตสองคำ ที่แปลว่า “ความจริง” และ “การค้นหา” เพื่ออธิบายถึงแนวคิดในการปฏิวัติของเขา หลักการอหิงสา (nonviolence) เป็นหลักปรัชญามนุษย์ที่เก่าแก่ คานธีต้องการนำหลักการนี้มาปรับใช้จริงกับสถานการณ์ทางการเมือง

ในปี 1913 นายพล ยาน สมัทส์ (General Jan Smuts) ผู้นำหุ่นเชิดของอังกฤษในแอฟริกาใต้ ได้ผ่านกฎหมายที่ระบุให้การแต่งงานแบบมุสลิมและฮินดูเป็นการแต่งงานที่ไม่ชอบโดยกฎหมาย
คานธีฉวยโอกาสความผิดพลาดของนายพลเพื่อก่อให้เกิดการต่อต้านในวงกว้างขึ้น ตามธรรมเนียมเดิม หญิงชาวอินเดียจะถูกจำกัดให้อยู่แต่ในบ้าน คานธีโจมตีว่าธรรมเนียมนี้ก็เป็นการกดขี่รูปแบบหนึ่ง และเรียกร้องให้ผู้หญิงออกมาร่วมแบกรับความรับผิดชอบทางสังคม การทำเช่นนี้ เขาได้ปลดปล่อยคนอีกหลายล้าน และยังได้เสริมกำลังในขบวนการเรียกร้องของเขาด้วย

กฎหมายเรื่องการแต่งงานนี้ทำให้เกิดการหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ แรงงานกว่า 50,000 คนร่วมประท้วงด้วยการหยุดงาน ในที่สุดนายพลสมัทส์ก็ยอมอ่อนข้อ และให้กฎหมายเป็นโมฆะ

คานธีพิสูจน์ให้เห็นว่าความตั้งใจจริงสามารถเอาชนะการใช้กำลังได้ เนื่อจากต้องการท้าทายอังกฤษในประเทศบ้านเกิดของตัวเอง ในปี 1914 ด้วยวัย 45 ปี เขากลับไปยังประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลางของเมืองขึ้นในจักรวรรดิ อังกฤษได้ปล้นเอาทรัพยากรของอินเดียไปใช้ประโยชน์เป็นเวลากว่าสองศตวรรษ และเมื่อขาดวัตถุดิบ อุตสาหกรรมในท้องถิ่นก็ค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ อินเดียเป็นอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด และทำกำไรให้ได้มากที่สุดในจักรวรรดิอังกฤษ

“พวกเขาใช้ทรัพยากรของเราไปมากจนถึงจุดที่ ขนาดจะผลิตเข็มกลัดอันเล็กๆ เราก็ไม่มีความสามารถที่จะทำได้ และนั่นคือสถานะของประเทศเราหลังถูกใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน”

เมื่อถึงปี 1915 ชาวอินเดีย 300 ล้านคนก้มหัวต่อผู้บุกรุกชาวอังกฤษจำนวนแค่ 100,000 คน ไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ที่คนจำนวนน้อยเท่านี้สามารถควบคุมคนมากขนาดนี้ได้จากดินแดนที่ห่างไกล การที่พวกเขาหมดหวังว่าจะได้รับอิสรภาพ ก็เหมือนกับว่าชาวอินเดียร่วมรู้เห็นกับการตีตรวนตัวเอง และยังให้กำลังคนทำหน้าที่เป็นทหารและตำรวจ เพื่อสนองความต้องการของเจ้านายผิวขาวของพวกเขาด้วย

คานธีท้าทายให้พี่น้องร่วมประเทศลุกขึ้นต่อต้าน โดยกล่าวว่า คนที่ทำตัวเหมือนหนอน ก็ควรยอมรับการโดนเหยียบย่ำแต่โดยดี

ในปี 1919 เขาประท้วงกฎหมายที่กดขี่ฉบับใหม่ โดยกระตุ้นให้มีการประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ
ขณะที่เขาควบคุมการประท้วงอยู่ในเมืองบอมเบย์ ห่างออกไปทางเหนือหลายร้อยไมล์ ชาวอินเดีย 2,000 คนแออัดเข้าไปในจตุรัสกลางเมืองในอัมริทซาร์ ไม่มีใครรู้ว่า 2 วันก่อนหน้า นายพล เรจินัลด์ ไดเออร์ (General Reginald Dyer) ได้กำหนดกฎข้อบังคับห้ามการชุมนุมสาธารณะ ไดเออร์ สั่งให้ทหารชาวอินเดีย 50 คนเคลื่อนกำลังเข้าไปที่จัตุรัส แล้วสั่งให้ใช้ปืนไรเฟิลและปืนกลยิงใส่ฝูงชน ทหารยิงใส่ฝูงชนที่หวาดกลัวและไร้ทางหนีอยู่นาน 10 นาที คร่าชีวิตคนไป 379 คน และอีกกว่าพันคนที่ได้รับบาดเจ็บ

“พวกเขาหยุดยิงก็ตอนที่กระสุนหมดเท่านั้นเอง พูดกันว่าถ้ายังมีกระสุนอยู่ทหารก็คงยังยิงอยู่อย่างนั้น พยายามฆ่าทุกคน”

หลังการสังหารหมู่ ไดเออร์ ได้ประกาศใช้ “คำสั่งคลาน” (The Crawling Decree) ที่ฉาวโฉ่ ชาวอินเดียในถิ่นนั้นมีเพียงสองทางเลือก ยอมก้มลงคลานเหมือนหนอน หรือถูกเฆี่ยนจนตาย

การสังหารหมู่ที่อัมริทซาร์ในปี 1919 เสี่ยงเป็นฉนวนให้เกิดการนองเลือด ระหว่างชาวอังกฤษและชาวอินเดียที่ต้องการแก้แค้น

“คานธีออกมาพูดว่า ไม่เราจะไม่ทำอย่างที่คนอังกฤษหรืออย่างที่ไดเออร์ทำกับเรา เราต้องแสดงให้เห็นว่าเราสามารถลอยตัวเหนือความเกลียดชังแบบนั้นได้ เขาไม่ยอมให้ใครคิดว่าชาวอังกฤษเป็นศัตรู เขากล่าวว่าพวกเขาไม่ใช่ศัตรู พวกเขาเป็นมิตร และเขาต้องการได้รับการปลดปล่อยพอๆกับที่เราต้องได้รับการปลดปล่อยเช่นกัน”

ใน 3 ปีต่อมา คานธีได้เปลี่ยนให้เป้าหมายของขบวนการรักชาติเป็นเป้าหมายของมวลชน เขาใช้ความโกรธแค้นจากเหตุการณ์ในอัมริทซาร์เพื่อให้ชาวฮินดูและมุสลิม ผู้ใช้แรงงานและพ่อค้า รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และเขาเอาชนะใจของประชาชนชาวอินเดียทั่วไปได้โดยใช้ชีวิตแบบเดียวกับพวกเขา สวมใส่เสื้อผ้าง่ายๆ กินอาหารน้อยๆ และอยู่อย่างยากลำบาก เช่นเดียวกับคนยากจน

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

เรื่อง : มหาตมะ คานธี: ช่วงกลางชีวิต (Mahatma Gandhi: Middle Years)
ชื่อเจ้าของคลิป : MuseandThinker
URL : http://www.youtube.com/watch?v=PUmbRXgkMuA
 
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
โพส : 28 ต.ค. 2552
เข้าชม : 9,410 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 2 ต.ค. 2552
เข้าชม : 9,402 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 5 พ.ย. 2552
เข้าชม : 37,770 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 21 มิ.ย. 2556
เข้าชม : 7,069 ครั้ง
ผู้สร้าง : kai
โพส : 17 ก.พ. 2554
เข้าชม : 4,822 ครั้ง
ผู้สร้าง : ON_LEE
โพส : 27 ต.ค. 2552
เข้าชม : 28,217 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
สังคมศึกษา ม.ปลาย : ประวัติศาสตร์เบื้องต้น ตอนที่ 1
โพส : 19 ก.ค. 2556
เข้าชม : 2,622 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
สังคมศึกษา ม.ปลาย : ประวัติศาสตร์เบื้องต้น ตอนที่ 2
โพส : 19 ก.ค. 2556
เข้าชม : 1,237 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
สังคมศึกษา ม.ปลาย : ประวัติศาสตร์เบื้องต้น ตอนที่ 3
โพส : 19 ก.ค. 2556
เข้าชม : 967 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
ข้อสอบมาตรฐานชั้นปี วิชาประวัติศาสตร์ ชุดที่ 2
โพส : 26 ก.พ. 2556
เข้าชม : 502 ครั้ง
โพสโดย : ครูแมว ว.ส.ก.
 

มหาตมะ คานธี: ช่วงกลางชีวิต (Mahatma Gandhi: Middle Years)

ในประเทศแอฟริกาใต้ ช่วงปี 1890 ทั้งชาวแอฟริกันและอินเดียต่างก็ต้องจำนนต่อความต้องการของเจ้านายผิวขาว อยู่ภายใต้กฎหมายที่พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดิน หรือแม้กระทั่งเดินตามถนนในยามวิกาล

“ในฐานะทนายความ เขาเชื่อว่าถ้ากฎหมายเปลี่ยน พฤติกรรมคนก็จะเปลี่ยนตาม ดังนั้น ตั้งแต่ปี 1893-1906 เขามุ่งมั่นที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนกฎหมาย แต่ปัญหาก็คือคนอังกฤษฉลาดกว่านั้น พอเขาเปลี่ยนกฎหมายได้หนึ่งข้อ พวกเขาก็บัญญัติกฎหมายอีกข้อมาแทน เพื่อกีดกันเชื้อชาติได้เหมือนเดิมแต่ในวิธีที่ต่างออกไป”

เมื่อตกเป็นเหยื่อของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ คานธีตัดสินใจลงมืออย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และรวบรวมคนจากหลายเชื้อชาติและศาสนามาอยู่รวมกันเป็นชุมชนเดียว โดยทุกคนมีความเสมอภาค ตัวเขาเองก็ปฏิบัติต่อครอบครัว ซึ่งรวมถึงลูกชายสี่คนของเขา แบบเดียวกับคนอื่นเช่นกัน

เขารับใช้กองทัพอังกฤษโดยทำหน้าที่เป็นหน่วยห่ามคนเจ็บในสงคราม Boar War ในปี 1906 เมื่อชนเผ่าซูลูลุกฮือขึ้นต่อต้าน

“ประสบการณ์ในสงครามครั้งนี้เองที่ทำให้เขาประจักษ์ถึงความรุนแรงของมนุษย์ นั่นเป็นตอนที่เขารู้ว่าสงครามนี้ไม่ใช่แค่สงครามระหว่างคนสองชนชาติ แต่เป็นการสังหารหมู่”

เขารู้สึกขยะแขยงที่เห็นปืนกลของอังกฤษเข่นฆ่าชาวเผ่าซูลูที่มีเพียงหอกเป็นอาวุธ เขาเห็นเหล่าทหารสนุกสนานกับการเข่นฆ่า และเขาต้องคอยเก็บซากส่วนของคนเจ็บที่ถูกทิ้งให้ตายอย่างทุกข์ทรมาน

“เขาเริ่มคิดถึงการที่ชาวอังกฤษมีอำนาจเหนือชนเผ่าซูลู ครุ่นคิดว่าการมีอำนาจเหนือกว่าคืออะไร และเขาก็ย้อนกลับมาคิดถึงอำนาจของเขาเอง การที่เขามีอำนาจเหนือครอบครัวของเขา โดยเฉพาะกับภรรยาของเขา มีบางเวลาที่เขาก็เคยเป็นสามีที่โหดร้ายจอมหึงหวงและกดขี่ภรรยาเช่นกัน และเมื่อเปรียบเทียบกับการที่คนอังกฤษกดขี่ชาวซูลู เขาก็หันกลับมามองตัวเองว่า แล้วตัวเขาเองมีส่วนผิดในการใช้พฤติกรรมกดขี่ยังไงบ้าง”

ในปี 1906 มีกฎหมายใหม่กำหนดให้ชาวอินเดียทุกคนต้องลงทะเบียนและเก็บลายนิ้วมือกับทางรัฐ ซึ่งกฎหมายนี้บังคับให้หญิงชาวอินเดียต้องเปลื้องผ้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อจดบันทึกตำหนิในร่างกาย ชาวอินเดีย 3,000 คนได้รวมตัวที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กเพื่อวางแผนทิศทางการต่อต้าน

“ทันใดนั้น พ่อค้าชาวมุสลิมยืนขึ้น กำมือแน่นแล้วพูดว่า ‘พระเจ้าเป็นพยาน ข้าฯยอมติดคุกดีกว่าต้องทำตามกฎหมายนี้’ และคานธีไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย เขาไม่เคยคิดเรื่องยอมเข้าคุกมาก่อน แต่เขารู้ได้โดยสัญชาตญานว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้อง เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า ‘เราสาบานว่า เราจะยอมติดคุก และจะอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเพิกถอนกฎหมายนี้’”

สุนทรพจน์ของคานธีจุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือมวลชนรวมตัวกันทำการอารยะขัดขืน (civil disobedience) ภายใต้การนำของเขา มวลชนยอมรับการทารุณจากตำรวจ ยอมรับความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญโดยไม่ตอบโต้

“เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาตระหนักว่า หากใจของมนุษย์ปิดรับแล้ว จะทำยังไงก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของเขาได้ การใช้เหตุผลกับคนๆนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะใจเขาขุ่นมัวไปด้วยอคติ ถ้าใช้เหตุผลไม่ได้ ใช้ความรุนแรกก็ไม่ถูกต้อง เราควรจะทำอย่างไร เขาจึงค้นพบวิธีการที่เรียกว่า การต่อสู้แบบอหิงสา เป็นครั้งแรกในแอฟริกาใต้ คุณจะยืนหยัดขึ้นต่อหน้าศัตรู บอกเขาว่าคุณจะไม่ยอมแพ้ แต่ก็ทำให้เขาแน่ใจด้วยว่า คุณจะไม่ทำอันตรายต่อเขา”

คานธีเริ่มใช้คำว่า “สัตยาเคราะห์” (Satyagraha) ซึ่งได้มาจากภาษาสันสกฤตสองคำ ที่แปลว่า “ความจริง” และ “การค้นหา” เพื่ออธิบายถึงแนวคิดในการปฏิวัติของเขา หลักการอหิงสา (nonviolence) เป็นหลักปรัชญามนุษย์ที่เก่าแก่ คานธีต้องการนำหลักการนี้มาปรับใช้จริงกับสถานการณ์ทางการเมือง

ในปี 1913 นายพล ยาน สมัทส์ (General Jan Smuts) ผู้นำหุ่นเชิดของอังกฤษในแอฟริกาใต้ ได้ผ่านกฎหมายที่ระบุให้การแต่งงานแบบมุสลิมและฮินดูเป็นการแต่งงานที่ไม่ชอบโดยกฎหมาย
คานธีฉวยโอกาสความผิดพลาดของนายพลเพื่อก่อให้เกิดการต่อต้านในวงกว้างขึ้น ตามธรรมเนียมเดิม หญิงชาวอินเดียจะถูกจำกัดให้อยู่แต่ในบ้าน คานธีโจมตีว่าธรรมเนียมนี้ก็เป็นการกดขี่รูปแบบหนึ่ง และเรียกร้องให้ผู้หญิงออกมาร่วมแบกรับความรับผิดชอบทางสังคม การทำเช่นนี้ เขาได้ปลดปล่อยคนอีกหลายล้าน และยังได้เสริมกำลังในขบวนการเรียกร้องของเขาด้วย

กฎหมายเรื่องการแต่งงานนี้ทำให้เกิดการหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ แรงงานกว่า 50,000 คนร่วมประท้วงด้วยการหยุดงาน ในที่สุดนายพลสมัทส์ก็ยอมอ่อนข้อ และให้กฎหมายเป็นโมฆะ

คานธีพิสูจน์ให้เห็นว่าความตั้งใจจริงสามารถเอาชนะการใช้กำลังได้ เนื่อจากต้องการท้าทายอังกฤษในประเทศบ้านเกิดของตัวเอง ในปี 1914 ด้วยวัย 45 ปี เขากลับไปยังประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลางของเมืองขึ้นในจักรวรรดิ อังกฤษได้ปล้นเอาทรัพยากรของอินเดียไปใช้ประโยชน์เป็นเวลากว่าสองศตวรรษ และเมื่อขาดวัตถุดิบ อุตสาหกรรมในท้องถิ่นก็ค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ อินเดียเป็นอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด และทำกำไรให้ได้มากที่สุดในจักรวรรดิอังกฤษ

“พวกเขาใช้ทรัพยากรของเราไปมากจนถึงจุดที่ ขนาดจะผลิตเข็มกลัดอันเล็กๆ เราก็ไม่มีความสามารถที่จะทำได้ และนั่นคือสถานะของประเทศเราหลังถูกใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน”

เมื่อถึงปี 1915 ชาวอินเดีย 300 ล้านคนก้มหัวต่อผู้บุกรุกชาวอังกฤษจำนวนแค่ 100,000 คน ไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ที่คนจำนวนน้อยเท่านี้สามารถควบคุมคนมากขนาดนี้ได้จากดินแดนที่ห่างไกล การที่พวกเขาหมดหวังว่าจะได้รับอิสรภาพ ก็เหมือนกับว่าชาวอินเดียร่วมรู้เห็นกับการตีตรวนตัวเอง และยังให้กำลังคนทำหน้าที่เป็นทหารและตำรวจ เพื่อสนองความต้องการของเจ้านายผิวขาวของพวกเขาด้วย

คานธีท้าทายให้พี่น้องร่วมประเทศลุกขึ้นต่อต้าน โดยกล่าวว่า คนที่ทำตัวเหมือนหนอน ก็ควรยอมรับการโดนเหยียบย่ำแต่โดยดี

ในปี 1919 เขาประท้วงกฎหมายที่กดขี่ฉบับใหม่ โดยกระตุ้นให้มีการประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ
ขณะที่เขาควบคุมการประท้วงอยู่ในเมืองบอมเบย์ ห่างออกไปทางเหนือหลายร้อยไมล์ ชาวอินเดีย 2,000 คนแออัดเข้าไปในจตุรัสกลางเมืองในอัมริทซาร์ ไม่มีใครรู้ว่า 2 วันก่อนหน้า นายพล เรจินัลด์ ไดเออร์ (General Reginald Dyer) ได้กำหนดกฎข้อบังคับห้ามการชุมนุมสาธารณะ ไดเออร์ สั่งให้ทหารชาวอินเดีย 50 คนเคลื่อนกำลังเข้าไปที่จัตุรัส แล้วสั่งให้ใช้ปืนไรเฟิลและปืนกลยิงใส่ฝูงชน ทหารยิงใส่ฝูงชนที่หวาดกลัวและไร้ทางหนีอยู่นาน 10 นาที คร่าชีวิตคนไป 379 คน และอีกกว่าพันคนที่ได้รับบาดเจ็บ

“พวกเขาหยุดยิงก็ตอนที่กระสุนหมดเท่านั้นเอง พูดกันว่าถ้ายังมีกระสุนอยู่ทหารก็คงยังยิงอยู่อย่างนั้น พยายามฆ่าทุกคน”

หลังการสังหารหมู่ ไดเออร์ ได้ประกาศใช้ “คำสั่งคลาน” (The Crawling Decree) ที่ฉาวโฉ่ ชาวอินเดียในถิ่นนั้นมีเพียงสองทางเลือก ยอมก้มลงคลานเหมือนหนอน หรือถูกเฆี่ยนจนตาย

การสังหารหมู่ที่อัมริทซาร์ในปี 1919 เสี่ยงเป็นฉนวนให้เกิดการนองเลือด ระหว่างชาวอังกฤษและชาวอินเดียที่ต้องการแก้แค้น

“คานธีออกมาพูดว่า ไม่เราจะไม่ทำอย่างที่คนอังกฤษหรืออย่างที่ไดเออร์ทำกับเรา เราต้องแสดงให้เห็นว่าเราสามารถลอยตัวเหนือความเกลียดชังแบบนั้นได้ เขาไม่ยอมให้ใครคิดว่าชาวอังกฤษเป็นศัตรู เขากล่าวว่าพวกเขาไม่ใช่ศัตรู พวกเขาเป็นมิตร และเขาต้องการได้รับการปลดปล่อยพอๆกับที่เราต้องได้รับการปลดปล่อยเช่นกัน”

ใน 3 ปีต่อมา คานธีได้เปลี่ยนให้เป้าหมายของขบวนการรักชาติเป็นเป้าหมายของมวลชน เขาใช้ความโกรธแค้นจากเหตุการณ์ในอัมริทซาร์เพื่อให้ชาวฮินดูและมุสลิม ผู้ใช้แรงงานและพ่อค้า รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และเขาเอาชนะใจของประชาชนชาวอินเดียทั่วไปได้โดยใช้ชีวิตแบบเดียวกับพวกเขา สวมใส่เสื้อผ้าง่ายๆ กินอาหารน้อยๆ และอยู่อย่างยากลำบาก เช่นเดียวกับคนยากจน

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

 
วิดีโอที่เกี่ยวข้องจาก
เข้าชม : 159 ครั้ง
โพสโดย : TechnoBuffalo
เข้าชม : 111 ครั้ง
โพสโดย : Vsauce
 
แบ่งปันให้เพื่อน
อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)
ส่ิิงโดย
ข้อความ
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา