วิชา
Log in | วันพฤหัสบดีที่ 18 ธ.ค. 2557
 

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์โลกจุลินทรีย์: ยาปฏิชีวนะ (Seven Wonders of the Microbe World: Antibiotics)

โพสโดย OUlearn
 
กรุณารอสักครู่นะครับ
 

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์โลกจุลินทรีย์: ยาปฏิชีวนะ (Seven Wonders of the Microbe World: Antibiotics)

เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเซลล์ร่างกายมนุษย์เป็นจุลินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียขนาดเล็ก คิดเป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักร่างกายเรา จุลินทรีย์ในร่างกายส่วนใหญ่จะอยู่ในลำไส้หรือบนผิวหนังของเรา จุลินทรีย์หลายชนิดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่นเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งโดยปรกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายก็จะควบคุมตรวจตราอยู่เสมอ แต่เมื่อใดก็ตามที่ระบบภูมิคุ้มกันของเราไม่สามารถควบคุมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคได้ จุลินทรีย์ก็ยังช่วยให้เราต่อสู้กับโรคได้อีกเช่นกัน

แบคทีเรียจะก่อให้เกิดโรคเมื่อมันสามารถแพร่เชื้อในร่างกายเรา มันจะผลิตสารอันตรายหรือ สารพิษ (toxin) ออกมาทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกายเสียหาย
แต่ตามธรรมชาติแล้ว จุลินทรีย์ก็ยังสามารถผลิตสารปฏิชีวนะ (antibiotics) เพื่อป้องกันตัวเองจากแบคทีเรียชนิดอื่นๆได้เช่นกัน

“โลกเรามันโหดร้ายครับ คุณอาจจะคิดว่าโลกเรามีแต่การแก่งแย่งเพื่อเอาชีวิตรอดในทุ่งสะวันนาของแอฟริกาเท่านั้น แต่ที่จริงจุลินทรีย์ก็ต่อสู้กันเองเช่นกัน มันก็คล้ายๆกับศิลปะป้องกันตัวครับ จุลินทรีย์แต่ละชนิดก็มีวิธีต่อสู้กับจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ อยู่หลายวิธี และหนึ่งในวิธีนั้นก็คือการสร้างสารปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่จะทำให้มันฆ่าแบคทีเรียชนิดอื่นๆ และยึดเอาอาหารหรือทรัพยากรที่ต้องการมาไว้เอง ดังนั้นผลที่ได้จากการต่อสู้กันของจุลินทรีย์ก็คือโมเลกุลปฏิชีวนะที่ซับซ้อนครับ”

การค้นพบยาปฏิชีวนะและวิธีต่อสู้กับโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนั้น เริ่มมาจาก อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Alexander Fleming) เขาได้เฝ้าสังเกตเชื้อรา (mold) ชนิดหนึ่งชื่อ เพนิซิเลียม โนทาทัม (penicillium notatum) ซึ่งบังเอิญขึ้นอยู่บนตัวอย่างเชื้อแบคทีเรีย สแทฟฟิโลคอกไค (staphylococci) โดยมันได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคที่อยู่รอบๆไป

“ยาปฏิชีวนะทำงานได้โดยก่อกวนการทำงานหลักภายในเซลล์แบคทีเรีย ยกตัวอย่างเช่นยาเพนิซิลลินที่ได้ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1928 นั้นจะก่อกวนไม่ให้เวลล์สร้างผนังเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้ จนในที่สุดผนังเซลล์ก็จะอ่อนแอจนแตกออก”

เมื่อถึงยุคปี ค.ศ. 1950 การใช้ยาปฏิชีวนะได้ปฏิวัติวิธีการรักษาโรคต่างๆ ที่เดิมเป็นโรคที่เชื่อกันว่ารักษาไม่หาย ในปี ค.ศ. 1967 นายวิลเลียม สจ๊วต (William Stewart) ผู้อำนวยการสำนักบริการสาธารณะสุขแห่งสหรัฐอเมริกา (Surgeon General of the United States) ได้ประกาศว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราจะปิดฉากโรคติดเชื้อต่างๆให้หายไป เราได้ลบล้างการติดเชื้อทั้งหมดไปจากสหรัฐอเมริกาแล้ว”

อย่างไรก็ตาม การมองโลกในแง่ดีของสจ๊วต ยังเร็วเกินไป

“ข่าวร้ายก็คือ แบคทีเรียสามารถต้านทานยาปฏิชีวนะได้ โดยมันสามารถเปลี่ยนชีวเคมีของมันเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสารปฏิชีวนะ และป้องกันไม่ให้สารปฏิชีวนะสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ของมันได้”

นี่คือหลักวิวัฒนาการ เมื่อแบคทีเรียแพร่พันธุ์ก็อาจะเกิดการกลายพันธุ์โดยบังเอิญ ส่วนใหญ่จะไม่ได้มีผลอะไร แต่บางครั้งก็จะเกิดแบคทีเรียใหม่ที่สามารถป้องกันตัวเองจากสารปฏิชีวนะบางชนิดได้ ขณะที่แบคทีเรียส่วนใหญ่ในกลุ่มต้องพ่ายแพ้ต่อยาปฏิชีวนะ แบคทีเรียตัวที่เหลืออยู่จะรอดและสามารถแพร่สายพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะต่อไป และแบคทีเรียก็สามารถแพร่พันธุ์ได้เร็วมากทีเดียว

นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังคงค้นคว้าหายาปฏิชีวนะที่จะสามารถเอาชนะแบคทีเรียที่มีความต้านทานต่อยาต่อไปอย่างไม่จบสิ้น อย่างไรก็ตาม เราควรใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกวิธี

“การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างผิดวิธีเพื่อใช้รักษาอาการติดเชื้อเล็กน้อยนั้นจะทำให้แบคทีเรียมีโอกาสปรับตัวให้เข้ากับยาได้มากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เกิดแบคทีเรียมีความต้านทานต่อยามากขึ้นด้วย”

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (General Practitioner) ต้องจ่ายยาปฏิชีวนะหลายพันล้านชุดทุกปี คาดกันว่าประมาณครึ่งหนึ่งของยาปฏิชีวนะทั้งหมดที่แพทย์จ่ายออกไป ที่จริงแล้วไม่ได้จำเป็น และการรับประทานยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็นนั้น อาจทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคมากขึ้นก็ได้ นอกจากนี้หากคุณรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ครบทั้งชุด แบคทีเรียอาจจะได้รับยาปฏิชีวนะแต่มันจะไม่ตาย แบคทีเรียบางชนิด อย่าง MRSA พัฒนาจนมีความต้านทานต่อยาสูงมาก แบคทีเรียความต้านทานสูงพวกนี้ไม่ได้เป็นเชื้อโรคใหม่ที่ซับซ้อนอะไร แต่เป็นเพียงแบคทีเรียที่แปรผันมาจากเชื้อโรคชนิดเดิมๆ ที่ในอดีตควบคุมได้ง่ายเท่านั้นเอง

“ข่าวดีก็คือ นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนายาปฏิชีวนะสังเคราะห์ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำจัดแบคทีเรียความต้านทางสูงโดยตรง”

แต่ใครจะรู้ วันหนึ่งอาจมีแบคทีเรียที่มีความต้านทานสูงมาก จนสามารถต้านทานต่อยาปฏิชีวนะสังเคราะห์ทุกชนิดเกิดขึ้นก็เป็นได้

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

เรื่อง : เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์โลกจุลินทรีย์: ยาปฏิชีวนะ (Seven Wonders of the Microbe World: Antibiotics)
ชื่อเจ้าของคลิป : OUlearn
URL : http://www.youtube.com/watch?v=-iE-JbtxB6w
 
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
โพส : 21 ส.ค. 2555
เข้าชม : 14,103 ครั้ง
ผู้สร้าง : ❤Math❤
โพส : 30 ก.ย. 2554
เข้าชม : 4,018 ครั้ง
ผู้สร้าง : ON_LEE
โพส : 19 มี.ค. 2553
เข้าชม : 17,363 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 27 มิ.ย. 2556
เข้าชม : 1,457 ครั้ง
ผู้สร้าง : kai
โพส : 29 ก.ค. 2554
เข้าชม : 6,476 ครั้ง
ผู้สร้าง : Noo_Wow
โพส : 27 มิ.ย. 2556
เข้าชม : 3,534 ครั้ง
ผู้สร้าง : kai
 
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
อาณาจักรพืช
โพส : 6 ก.ค. 2556
เข้าชม : 0 ครั้ง
โพสโดย : pinkwf
อาณาจักรสัตว์ - ไฟลัมคอร์ดาตา (PHYLUM CHORDATA)
โพส : 6 ก.ค. 2556
เข้าชม : 0 ครั้ง
โพสโดย : pinkwf
โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์
โพส : 6 ก.ค. 2556
เข้าชม : 0 ครั้ง
โพสโดย : pinkwf
กำเนิดของสปีชีส์
โพส : 15 พ.ค. 2556
เข้าชม : 4 ครั้ง
โพสโดย : deariiz
 

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์โลกจุลินทรีย์: ยาปฏิชีวนะ (Seven Wonders of the Microbe World: Antibiotics)

เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเซลล์ร่างกายมนุษย์เป็นจุลินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียขนาดเล็ก คิดเป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักร่างกายเรา จุลินทรีย์ในร่างกายส่วนใหญ่จะอยู่ในลำไส้หรือบนผิวหนังของเรา จุลินทรีย์หลายชนิดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่นเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งโดยปรกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายก็จะควบคุมตรวจตราอยู่เสมอ แต่เมื่อใดก็ตามที่ระบบภูมิคุ้มกันของเราไม่สามารถควบคุมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคได้ จุลินทรีย์ก็ยังช่วยให้เราต่อสู้กับโรคได้อีกเช่นกัน

แบคทีเรียจะก่อให้เกิดโรคเมื่อมันสามารถแพร่เชื้อในร่างกายเรา มันจะผลิตสารอันตรายหรือ สารพิษ (toxin) ออกมาทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกายเสียหาย
แต่ตามธรรมชาติแล้ว จุลินทรีย์ก็ยังสามารถผลิตสารปฏิชีวนะ (antibiotics) เพื่อป้องกันตัวเองจากแบคทีเรียชนิดอื่นๆได้เช่นกัน

“โลกเรามันโหดร้ายครับ คุณอาจจะคิดว่าโลกเรามีแต่การแก่งแย่งเพื่อเอาชีวิตรอดในทุ่งสะวันนาของแอฟริกาเท่านั้น แต่ที่จริงจุลินทรีย์ก็ต่อสู้กันเองเช่นกัน มันก็คล้ายๆกับศิลปะป้องกันตัวครับ จุลินทรีย์แต่ละชนิดก็มีวิธีต่อสู้กับจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ อยู่หลายวิธี และหนึ่งในวิธีนั้นก็คือการสร้างสารปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่จะทำให้มันฆ่าแบคทีเรียชนิดอื่นๆ และยึดเอาอาหารหรือทรัพยากรที่ต้องการมาไว้เอง ดังนั้นผลที่ได้จากการต่อสู้กันของจุลินทรีย์ก็คือโมเลกุลปฏิชีวนะที่ซับซ้อนครับ”

การค้นพบยาปฏิชีวนะและวิธีต่อสู้กับโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนั้น เริ่มมาจาก อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Alexander Fleming) เขาได้เฝ้าสังเกตเชื้อรา (mold) ชนิดหนึ่งชื่อ เพนิซิเลียม โนทาทัม (penicillium notatum) ซึ่งบังเอิญขึ้นอยู่บนตัวอย่างเชื้อแบคทีเรีย สแทฟฟิโลคอกไค (staphylococci) โดยมันได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคที่อยู่รอบๆไป

“ยาปฏิชีวนะทำงานได้โดยก่อกวนการทำงานหลักภายในเซลล์แบคทีเรีย ยกตัวอย่างเช่นยาเพนิซิลลินที่ได้ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1928 นั้นจะก่อกวนไม่ให้เวลล์สร้างผนังเซลล์ขึ้นมาใหม่ได้ จนในที่สุดผนังเซลล์ก็จะอ่อนแอจนแตกออก”

เมื่อถึงยุคปี ค.ศ. 1950 การใช้ยาปฏิชีวนะได้ปฏิวัติวิธีการรักษาโรคต่างๆ ที่เดิมเป็นโรคที่เชื่อกันว่ารักษาไม่หาย ในปี ค.ศ. 1967 นายวิลเลียม สจ๊วต (William Stewart) ผู้อำนวยการสำนักบริการสาธารณะสุขแห่งสหรัฐอเมริกา (Surgeon General of the United States) ได้ประกาศว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราจะปิดฉากโรคติดเชื้อต่างๆให้หายไป เราได้ลบล้างการติดเชื้อทั้งหมดไปจากสหรัฐอเมริกาแล้ว”

อย่างไรก็ตาม การมองโลกในแง่ดีของสจ๊วต ยังเร็วเกินไป

“ข่าวร้ายก็คือ แบคทีเรียสามารถต้านทานยาปฏิชีวนะได้ โดยมันสามารถเปลี่ยนชีวเคมีของมันเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสารปฏิชีวนะ และป้องกันไม่ให้สารปฏิชีวนะสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ของมันได้”

นี่คือหลักวิวัฒนาการ เมื่อแบคทีเรียแพร่พันธุ์ก็อาจะเกิดการกลายพันธุ์โดยบังเอิญ ส่วนใหญ่จะไม่ได้มีผลอะไร แต่บางครั้งก็จะเกิดแบคทีเรียใหม่ที่สามารถป้องกันตัวเองจากสารปฏิชีวนะบางชนิดได้ ขณะที่แบคทีเรียส่วนใหญ่ในกลุ่มต้องพ่ายแพ้ต่อยาปฏิชีวนะ แบคทีเรียตัวที่เหลืออยู่จะรอดและสามารถแพร่สายพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะต่อไป และแบคทีเรียก็สามารถแพร่พันธุ์ได้เร็วมากทีเดียว

นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังคงค้นคว้าหายาปฏิชีวนะที่จะสามารถเอาชนะแบคทีเรียที่มีความต้านทานต่อยาต่อไปอย่างไม่จบสิ้น อย่างไรก็ตาม เราควรใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกวิธี

“การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างผิดวิธีเพื่อใช้รักษาอาการติดเชื้อเล็กน้อยนั้นจะทำให้แบคทีเรียมีโอกาสปรับตัวให้เข้ากับยาได้มากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เกิดแบคทีเรียมีความต้านทานต่อยามากขึ้นด้วย”

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (General Practitioner) ต้องจ่ายยาปฏิชีวนะหลายพันล้านชุดทุกปี คาดกันว่าประมาณครึ่งหนึ่งของยาปฏิชีวนะทั้งหมดที่แพทย์จ่ายออกไป ที่จริงแล้วไม่ได้จำเป็น และการรับประทานยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็นนั้น อาจทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคมากขึ้นก็ได้ นอกจากนี้หากคุณรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ครบทั้งชุด แบคทีเรียอาจจะได้รับยาปฏิชีวนะแต่มันจะไม่ตาย แบคทีเรียบางชนิด อย่าง MRSA พัฒนาจนมีความต้านทานต่อยาสูงมาก แบคทีเรียความต้านทานสูงพวกนี้ไม่ได้เป็นเชื้อโรคใหม่ที่ซับซ้อนอะไร แต่เป็นเพียงแบคทีเรียที่แปรผันมาจากเชื้อโรคชนิดเดิมๆ ที่ในอดีตควบคุมได้ง่ายเท่านั้นเอง

“ข่าวดีก็คือ นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนายาปฏิชีวนะสังเคราะห์ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำจัดแบคทีเรียความต้านทางสูงโดยตรง”

แต่ใครจะรู้ วันหนึ่งอาจมีแบคทีเรียที่มีความต้านทานสูงมาก จนสามารถต้านทานต่อยาปฏิชีวนะสังเคราะห์ทุกชนิดเกิดขึ้นก็เป็นได้

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

 
วิดีโอที่เกี่ยวข้องจาก
เข้าชม : 90 ครั้ง
โพสโดย : TED-Ed
เข้าชม : 58 ครั้ง
โพสโดย : TED-Ed
เข้าชม : 94 ครั้ง
โพสโดย : AsapSCIENCE
 
แบ่งปันให้เพื่อน
อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)
ส่ิิงโดย
ข้อความ