วิชา
Log in | วันจันทร์ที่ 28 ก.ค. 2557
 

อธิบายระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา (How the Electoral College Works)

โพสโดย CGPGrey
 
กรุณารอสักครู่นะครับ
 

อธิบายระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ระบบ Electoral College (How the Electoral College Works)

อา... วันเลือกตั้ง วันที่ชาวอเมริกันทั่วทุกหนแห่งกาบัตรเลือกตั้งเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกา แต่ที่จริงแล้ว... มันก็ไม่เชิงครับ ชาวอเมริกันไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ประธานาธิบดีโดยตรง แล้วเกิดอะไรในวันเลือกตั้งกันแน่ มันค่อนข้างซับซ้อนกว่านั้น เนื่องจากสิ่งที่เรียกว่าระบบ Electoral College (คณะผู้เลือกตั้ง) ครับ

เพื่อให้อธิบายได้ง่ายขึ้น ในตอนนี้ขอให้คิดว่า Electoral College เป็นคะแนนเสียงจำนวน 538 เสียง ที่จะชี้ชัดว่าประธานาธิบดีของสหรัฐฯคนต่อไปจะเป็นใคร ทำไมต้องมี 538 เสียงด้วยน่ะเหรอ เพราะนั่นเป็นจำนวนรวมของวุฒิสมาชิก 100 คนบวกกับ ผู้แทนสมาชิกสภาคองเกรส (Congress) อีก 438 คนไงครับ แล้วทำไมมีผู้แทน 438 คนในสภาคองเกรสล่ะ อย่าเพิ่งถามนู่นถามนี่มากได้มั๊ย เราพยายามจะอธิบายให้ง่ายๆอยู่นะครับ

คะแนนเสียง Electoral College 538 เสียงนี้ไม่ได้มีไว้ให้พลเมืองโดยตรง แต่จะถูกแจกจ่ายไปตามรัฐต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วเราจัดสรรปันส่วนคะแนนเสียง Electoral College กันอย่างไร

แต่ละรัฐจะได้รับคะแนนเสียง 3 เสียงเท่ากันตั้งแต่เริ่มโดยไม่สนว่ามีประชากรมากน้อยแค่ไหน ส่วนคะแนนเสียงที่เหลือจะถูกจัดสรรปันส่วนออกไปคร่าวๆตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละรัฐ ยิ่งรัฐไหนมีประชากรมาก ก็จะยิ่งได้คะแนนเสียงมาก

ที่เห็นอยู่นี่เป็นแผนที่แสดงจำนวนคะแนนเสียงที่แต่ละรัฐมี โดยรูปหกเหลี่ยมหนึ่งรูปแทนคะแนน Electoral College หนึ่งเสียง เนื่องจากการจัดสรรคะแนนเสียง Electoral College เป็นไปตามจำนวนประชากรเพียงคร่าวๆ ไม่ใช่ทั้งหมด มันจึงเป็นแผนที่แสดงด้วยว่าประชากรสหรัฐอาศัยอยู่ในรัฐไหนมากกว่า โดยมีโบนัสให้รัฐเล็กๆ ทำให้มันดูใหญ่กว่าความเป็นจริงเล็กน้อย

ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เมื่อพลเมืองไปลงคะแนนเสียง พวกเขาไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ประธานาธิบดีโดยตรง แต่เป็นการลงคะแนนเสียงบอกรัฐของตัวเองว่าต้องการให้รัฐใช้คะแนน Electoral Vote ไปในทางไหน 48 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐจะให้คะแนน Electoral Vote ทั้งหมดกับผู้ลงสมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากในรัฐนั้น

ยกตัวอย่างเช่นรัฐฟลอริดา (Florida) ที่มีคะแนน Electoral Vote 29 คะแนน ถ้าผู้ลงสมัครคนใดได้รับเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าไหร่ก็ตามในรัฐฟลอริดา เขาจะได้คะแนน Electoral Vote ทั้งหมดของรัฐนั้นไป เพราะฉะนั้น เส้นทางสู่ทำเนียบขาวชัดเจนครับ คุณต้องได้เสียงข้างมากด้วยจำนวนรัฐที่มากพอ เพื่อที่จะได้คะแนน Electoral Vote เกินกว่าครึ่ง แล้วคุณก็จะได้นั่งทำงานที่โต๊ะตัวใหญ่นั่น

“ก็ไม่เห็นจะซับซ้อนตรงไหนเลยนี่” คุณว่าอย่างนั้นใช่ไหมครับ ก็... ผมละรายละเอียดไว้นิดหน่อยน่ะ

ระบบ Electoral College รองรับรัฐต่างๆ แต่เกิดอะไรขึ้นกับชาวอเมริกันอีก 11 ล้านคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในรัฐใดรัฐหนึ่งล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับคะแนนเสียงของพวกเขา และคนเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ไหน

มีพลเมืองประมาณ 600,000 คนอาศัยอยู่ใน เขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia)
ซึ่งเป็นเขตการปกครองที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐใดรัฐหนึ่ง เพื่อให้เมืองหลวงของประเทศปราศจากอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่น เป็นเวลายาวนานในประวัติศาสตร์ของประเทศที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษนี้ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดี จากนั้นในปี 1964 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ D.C. ได้รับจำนวนคะแนนเสียงเท่ากับรัฐไวโอมิงซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุด

ระบบ Electoral College รองรับ D.C. แต่คุณรู้ไหมว่ามันไม่รองรับอะไร ดินแดนใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา (The Territories) ไงครับ
ดินแดนที่ถูกลืมที่ประกอบไปด้วย หมู่เกาะเปอร์โตริโก เกาะกวม หมู่เกาะเวอร์จินไอส์แลนด์ และ หมู่เกาะมารีนาเหนือนี้ไม่ได้รับคะแนน Electoral Vote เพราะพวกมันไม่ถือเป็นหนึ่งในรัฐของสหรัฐอเมริกา และยังไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยอมรับให้ดินแดนพวกนี้ลงคะแนนเสียงได้ ซึ่งก็แปลกๆอยู่ เพราะมันก็เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และทุกคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านี้ก็เป็นพลเมืองสหรัฐฯ ดังนั้นถ้าพูดให้เป็นรูปธรรมแล้ว พวกมันก็เหมือนกับ D.C. นอกจากนี้ ยังมีประชากรสหรัฐอาศัยอยู่ในดินแดนถึง 4.4 ล้านคน อาจจะฟังดูเหมือนไม่มาก แต่นี่เป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรของรัฐไวโอมิง เวอร์มอนต์ นอร์ทดาโคตา เซาท์ดาโคตา อะแลสกา และ เดลาแวร์รวมกันเสียอีก แต่ถึงกระนั้นดินแดนใต้การปกครองก็ยังไม่ได้รับคะแนน Electoral Vote อยู่ดี

สถานการณ์เกี่ยวกับดินแดนภายใต้การปกครองพวกนี้ยิ่งดูแปลกขึ้นไปอีก เมื่อมาพิจารณาพลเมืองอเมริกันกลุ่มสุดท้าย ผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศ ชาวอเมริกัน 6.3 ล้านคนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ ถ้าคุณเป็นพลเมืองสหรัฐฯ แต่ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วคุณจะสามารถลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์กลับไปจากประเทศสุดท้ายที่คุณแจ้งที่พำนักไว้ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณย้ายถิ่นฐานจากรัฐหนึ่งไปยังดินแดนภายใต้การปกครอง คุณจะสูญเสียสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีตราบเท่าที่คุณยังอาศัยอยู่ที่นั่น ทำให้ดินแดนภายใต้การปกครองเป็นพื้นที่เดียวบนโลกที่ชาวอเมริกันไม่สามารถลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีได้ ที่จริงแล้ว มันเป็นที่เดียวในจักรวาลด้วยซ้ำ เพราะนักบินอวกาศชาวอเมริกันยังสามารถลงคะแนนเสียงจากอวกาศได้ด้วย

เรื่องซับซ้อนสุดท้ายเกี่ยวกับระบบ Electoral College เป็นเรื่องที่แปลกที่สุดและเกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียงโดยตรง รัฐฟลอริดาและรัฐอื่นๆ ไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งโดยตรง
นั่นเป็นวิธีคิดที่ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะความเป็นจริงมันแปลกประหลาดมากกว่านั้นเยอะ

คนที่พลเมืองลงคะแนนเสียงเลือกในวันเลือกตั้ง จริงๆแล้วคือ กลุ่มคณะผู้เลือกตั้งที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดยพรรคการเมืองต่างๆ และคณะผู้เลือกตั้งเหล่านี้จะทำหน้าที่ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีแทนพลเมือง จำนวนคะแนนเสียงที่แต่ละรัฐได้รับจริงๆแล้วคือจำนวนผู้เลือกตั้งที่รัฐนั้นๆจะสามารถส่งเพื่อเข้าร่วมประชุมลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีคนต่อไป

เรื่องแปลกก็คือ ทั้งๆที่ผู้เลือกตั้งสัญญาไว้ว่าจะลงคะแนนเสียงให้กับผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งที่พลเมืองของรัฐต้องการ ผู้เลือกตั้งเหล่านี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกฎหมายให้ทำเช่นนั้น ผู้แทนเลือกตั้งสามารถลงคะแนนเสียงให้ใครก็ได้ที่เขาต้องการ ถึงแม้มันจะไม่เคยทำให้การเลือกตั้งพลิกมาก่อน แต่ที่ผ่านมาผู้แทนเลือกตั้งได้ลงคะแนนตรงกันข้ามกับประสงค์ของพลเมืองที่เลือกเขามาถึง 87 ครั้ง

แล้วทำไมเราถึงมีระบบแปลกๆ ที่ให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนหมู่ใหญ่มาลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีแทนพวกเราด้วย นั่นเป็นเพราะในช่วงปี 1700 ตอนที่ระบบ Electoral College ถูกคิดขึ้น วิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะส่งข่าวสารคือการเขียนลงไปในกระดาษ แล้วส่งให้คนบนหลังม้า อวยพรให้เขาเดินทางปลอดภัย แล้วได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ถูกอินเดียนแดงฆ่าตายระหว่างทางไปเสียก่อน

เนื่องจากข้อมูลในสมัยนั้นเดินทางได้ช้ามาก และประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ก็กว้างใหญ่เหลือเกิน วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งตัวแทนประชาชนไปที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยผู้แทนเหล่านี้จะได้ทราบข้อมูลล่าสุด และตัดสินใจแทนประชาชนในพื้นที่ ผู้ซึ่งไม่ทราบข่าวสารล่าสุดได้

แต่ในปัจจุบันที่เราส่งข้อมูลข่าวสารผ่านสายไฟเบอร์ออบติกแทนที่จะส่งผ่านคนบนหลังม้า ประโยชน์ของระบบ Electoral College ในแง่นี้ก็คงจะดูล้าสมัยไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีเริ่มต้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ที่จริงแล้ไม่ใช่ครับ นั่นเป็นการเลือกตั้งเพื่อเลือกผู้แทนในการเลือกตั้งต่างหาก ผู้แทนเลือกตั้ง 538 คนละมาร่วมประชุมกันในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นตอนที่พวกเขาจะลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกาจริงๆ

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

เรื่อง : อธิบายระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา (How the Electoral College Works)
ชื่อเจ้าของคลิป : CGPGrey
URL : http://www.youtube.com/watch?v=OUS9mM8Xbbw
 
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
โพส : 26 พ.ค. 2557
เข้าชม : 2,209 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทิพวรรณ อิ่นแก้ว
โพส : 18 มิ.ย. 2553
เข้าชม : 20,999 ครั้ง
ผู้สร้าง : ON_LEE
โพส : 29 ต.ค. 2555
เข้าชม : 8,603 ครั้ง
ผู้สร้าง : ประเสริฐศิลป์
โพส : 29 ต.ค. 2555
เข้าชม : 8,603 ครั้ง
ผู้สร้าง : ชื่นกมล
โพส : 9 พ.ย. 2555
เข้าชม : 4,435 ครั้ง
ผู้สร้าง : rangsan
โพส : 20 ส.ค. 2552
เข้าชม : 8,821 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
สรุปสังคม
โพส : 20 ก.ค. 2557
เข้าชม : 0 ครั้ง
โพสโดย : dipper
ปฏิวัติ รัฐประหาร หรือกบฏ
โพส : 22 พ.ค. 2557
เข้าชม : 0 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
กฎหมายเบื้องต้น ตอนที่ 1
โพส : 20 พ.ค. 2557
เข้าชม : 175 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
กฎหมายเบื้องต้น ตอนที่ 2
โพส : 20 พ.ค. 2557
เข้าชม : 76 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 

อธิบายระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ระบบ Electoral College (How the Electoral College Works)

อา... วันเลือกตั้ง วันที่ชาวอเมริกันทั่วทุกหนแห่งกาบัตรเลือกตั้งเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกา แต่ที่จริงแล้ว... มันก็ไม่เชิงครับ ชาวอเมริกันไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ประธานาธิบดีโดยตรง แล้วเกิดอะไรในวันเลือกตั้งกันแน่ มันค่อนข้างซับซ้อนกว่านั้น เนื่องจากสิ่งที่เรียกว่าระบบ Electoral College (คณะผู้เลือกตั้ง) ครับ

เพื่อให้อธิบายได้ง่ายขึ้น ในตอนนี้ขอให้คิดว่า Electoral College เป็นคะแนนเสียงจำนวน 538 เสียง ที่จะชี้ชัดว่าประธานาธิบดีของสหรัฐฯคนต่อไปจะเป็นใคร ทำไมต้องมี 538 เสียงด้วยน่ะเหรอ เพราะนั่นเป็นจำนวนรวมของวุฒิสมาชิก 100 คนบวกกับ ผู้แทนสมาชิกสภาคองเกรส (Congress) อีก 438 คนไงครับ แล้วทำไมมีผู้แทน 438 คนในสภาคองเกรสล่ะ อย่าเพิ่งถามนู่นถามนี่มากได้มั๊ย เราพยายามจะอธิบายให้ง่ายๆอยู่นะครับ

คะแนนเสียง Electoral College 538 เสียงนี้ไม่ได้มีไว้ให้พลเมืองโดยตรง แต่จะถูกแจกจ่ายไปตามรัฐต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วเราจัดสรรปันส่วนคะแนนเสียง Electoral College กันอย่างไร

แต่ละรัฐจะได้รับคะแนนเสียง 3 เสียงเท่ากันตั้งแต่เริ่มโดยไม่สนว่ามีประชากรมากน้อยแค่ไหน ส่วนคะแนนเสียงที่เหลือจะถูกจัดสรรปันส่วนออกไปคร่าวๆตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละรัฐ ยิ่งรัฐไหนมีประชากรมาก ก็จะยิ่งได้คะแนนเสียงมาก

ที่เห็นอยู่นี่เป็นแผนที่แสดงจำนวนคะแนนเสียงที่แต่ละรัฐมี โดยรูปหกเหลี่ยมหนึ่งรูปแทนคะแนน Electoral College หนึ่งเสียง เนื่องจากการจัดสรรคะแนนเสียง Electoral College เป็นไปตามจำนวนประชากรเพียงคร่าวๆ ไม่ใช่ทั้งหมด มันจึงเป็นแผนที่แสดงด้วยว่าประชากรสหรัฐอาศัยอยู่ในรัฐไหนมากกว่า โดยมีโบนัสให้รัฐเล็กๆ ทำให้มันดูใหญ่กว่าความเป็นจริงเล็กน้อย

ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เมื่อพลเมืองไปลงคะแนนเสียง พวกเขาไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ประธานาธิบดีโดยตรง แต่เป็นการลงคะแนนเสียงบอกรัฐของตัวเองว่าต้องการให้รัฐใช้คะแนน Electoral Vote ไปในทางไหน 48 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐจะให้คะแนน Electoral Vote ทั้งหมดกับผู้ลงสมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากในรัฐนั้น

ยกตัวอย่างเช่นรัฐฟลอริดา (Florida) ที่มีคะแนน Electoral Vote 29 คะแนน ถ้าผู้ลงสมัครคนใดได้รับเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าไหร่ก็ตามในรัฐฟลอริดา เขาจะได้คะแนน Electoral Vote ทั้งหมดของรัฐนั้นไป เพราะฉะนั้น เส้นทางสู่ทำเนียบขาวชัดเจนครับ คุณต้องได้เสียงข้างมากด้วยจำนวนรัฐที่มากพอ เพื่อที่จะได้คะแนน Electoral Vote เกินกว่าครึ่ง แล้วคุณก็จะได้นั่งทำงานที่โต๊ะตัวใหญ่นั่น

“ก็ไม่เห็นจะซับซ้อนตรงไหนเลยนี่” คุณว่าอย่างนั้นใช่ไหมครับ ก็... ผมละรายละเอียดไว้นิดหน่อยน่ะ

ระบบ Electoral College รองรับรัฐต่างๆ แต่เกิดอะไรขึ้นกับชาวอเมริกันอีก 11 ล้านคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในรัฐใดรัฐหนึ่งล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับคะแนนเสียงของพวกเขา และคนเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ไหน

มีพลเมืองประมาณ 600,000 คนอาศัยอยู่ใน เขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia)
ซึ่งเป็นเขตการปกครองที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐใดรัฐหนึ่ง เพื่อให้เมืองหลวงของประเทศปราศจากอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่น เป็นเวลายาวนานในประวัติศาสตร์ของประเทศที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษนี้ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดี จากนั้นในปี 1964 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ D.C. ได้รับจำนวนคะแนนเสียงเท่ากับรัฐไวโอมิงซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุด

ระบบ Electoral College รองรับ D.C. แต่คุณรู้ไหมว่ามันไม่รองรับอะไร ดินแดนใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา (The Territories) ไงครับ
ดินแดนที่ถูกลืมที่ประกอบไปด้วย หมู่เกาะเปอร์โตริโก เกาะกวม หมู่เกาะเวอร์จินไอส์แลนด์ และ หมู่เกาะมารีนาเหนือนี้ไม่ได้รับคะแนน Electoral Vote เพราะพวกมันไม่ถือเป็นหนึ่งในรัฐของสหรัฐอเมริกา และยังไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยอมรับให้ดินแดนพวกนี้ลงคะแนนเสียงได้ ซึ่งก็แปลกๆอยู่ เพราะมันก็เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และทุกคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านี้ก็เป็นพลเมืองสหรัฐฯ ดังนั้นถ้าพูดให้เป็นรูปธรรมแล้ว พวกมันก็เหมือนกับ D.C. นอกจากนี้ ยังมีประชากรสหรัฐอาศัยอยู่ในดินแดนถึง 4.4 ล้านคน อาจจะฟังดูเหมือนไม่มาก แต่นี่เป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรของรัฐไวโอมิง เวอร์มอนต์ นอร์ทดาโคตา เซาท์ดาโคตา อะแลสกา และ เดลาแวร์รวมกันเสียอีก แต่ถึงกระนั้นดินแดนใต้การปกครองก็ยังไม่ได้รับคะแนน Electoral Vote อยู่ดี

สถานการณ์เกี่ยวกับดินแดนภายใต้การปกครองพวกนี้ยิ่งดูแปลกขึ้นไปอีก เมื่อมาพิจารณาพลเมืองอเมริกันกลุ่มสุดท้าย ผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศ ชาวอเมริกัน 6.3 ล้านคนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ ถ้าคุณเป็นพลเมืองสหรัฐฯ แต่ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วคุณจะสามารถลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์กลับไปจากประเทศสุดท้ายที่คุณแจ้งที่พำนักไว้ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณย้ายถิ่นฐานจากรัฐหนึ่งไปยังดินแดนภายใต้การปกครอง คุณจะสูญเสียสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีตราบเท่าที่คุณยังอาศัยอยู่ที่นั่น ทำให้ดินแดนภายใต้การปกครองเป็นพื้นที่เดียวบนโลกที่ชาวอเมริกันไม่สามารถลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีได้ ที่จริงแล้ว มันเป็นที่เดียวในจักรวาลด้วยซ้ำ เพราะนักบินอวกาศชาวอเมริกันยังสามารถลงคะแนนเสียงจากอวกาศได้ด้วย

เรื่องซับซ้อนสุดท้ายเกี่ยวกับระบบ Electoral College เป็นเรื่องที่แปลกที่สุดและเกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียงโดยตรง รัฐฟลอริดาและรัฐอื่นๆ ไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งโดยตรง
นั่นเป็นวิธีคิดที่ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะความเป็นจริงมันแปลกประหลาดมากกว่านั้นเยอะ

คนที่พลเมืองลงคะแนนเสียงเลือกในวันเลือกตั้ง จริงๆแล้วคือ กลุ่มคณะผู้เลือกตั้งที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดยพรรคการเมืองต่างๆ และคณะผู้เลือกตั้งเหล่านี้จะทำหน้าที่ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีแทนพลเมือง จำนวนคะแนนเสียงที่แต่ละรัฐได้รับจริงๆแล้วคือจำนวนผู้เลือกตั้งที่รัฐนั้นๆจะสามารถส่งเพื่อเข้าร่วมประชุมลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีคนต่อไป

เรื่องแปลกก็คือ ทั้งๆที่ผู้เลือกตั้งสัญญาไว้ว่าจะลงคะแนนเสียงให้กับผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งที่พลเมืองของรัฐต้องการ ผู้เลือกตั้งเหล่านี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกฎหมายให้ทำเช่นนั้น ผู้แทนเลือกตั้งสามารถลงคะแนนเสียงให้ใครก็ได้ที่เขาต้องการ ถึงแม้มันจะไม่เคยทำให้การเลือกตั้งพลิกมาก่อน แต่ที่ผ่านมาผู้แทนเลือกตั้งได้ลงคะแนนตรงกันข้ามกับประสงค์ของพลเมืองที่เลือกเขามาถึง 87 ครั้ง

แล้วทำไมเราถึงมีระบบแปลกๆ ที่ให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนหมู่ใหญ่มาลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีแทนพวกเราด้วย นั่นเป็นเพราะในช่วงปี 1700 ตอนที่ระบบ Electoral College ถูกคิดขึ้น วิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะส่งข่าวสารคือการเขียนลงไปในกระดาษ แล้วส่งให้คนบนหลังม้า อวยพรให้เขาเดินทางปลอดภัย แล้วได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ถูกอินเดียนแดงฆ่าตายระหว่างทางไปเสียก่อน

เนื่องจากข้อมูลในสมัยนั้นเดินทางได้ช้ามาก และประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ก็กว้างใหญ่เหลือเกิน วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งตัวแทนประชาชนไปที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยผู้แทนเหล่านี้จะได้ทราบข้อมูลล่าสุด และตัดสินใจแทนประชาชนในพื้นที่ ผู้ซึ่งไม่ทราบข่าวสารล่าสุดได้

แต่ในปัจจุบันที่เราส่งข้อมูลข่าวสารผ่านสายไฟเบอร์ออบติกแทนที่จะส่งผ่านคนบนหลังม้า ประโยชน์ของระบบ Electoral College ในแง่นี้ก็คงจะดูล้าสมัยไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีเริ่มต้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ที่จริงแล้ไม่ใช่ครับ นั่นเป็นการเลือกตั้งเพื่อเลือกผู้แทนในการเลือกตั้งต่างหาก ผู้แทนเลือกตั้ง 538 คนละมาร่วมประชุมกันในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นตอนที่พวกเขาจะลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกาจริงๆ

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

 
วิดีโอที่เกี่ยวข้องจาก
เข้าชม : 35 ครั้ง
โพสโดย : TED-Ed
เข้าชม : 66 ครั้ง
โพสโดย : TED-Ed
ะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณหยิบยื่นที ...
เข้าชม : 66 ครั้ง
โพสโดย : BreakTheThickSkull
 
แบ่งปันให้เพื่อน
อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)
ส่ิิงโดย
ข้อความ
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา