วิชา
Log in | วันศุกร์ที่ 28 พ.ย. 2557
 

แผ่นเปลือกโลก (Introduction to Tectonics)

โพสโดย geographypods
 
กรุณารอสักครู่นะครับ
 

แผ่นเปลือกโลก (Introduction to Tectonics)

เป็นเวลานานหลายศตวรรษที่ผู้คนเชื่อว่านรกอยู่ที่จุดศูนย์กลางของโลก เป็นเตาเผายักษ์ที่มีปีศาจมากมายอาศัยอยู่ แต่พวกเขาคิดผิด ไม่มีปีศาจอยู่ใต้โลก

ที่ใจกลางโลก แก่นชั้นในเป็นทรงกลมที่มีส่วนประกอบเป็นไอออนนิกเกิล ซึ่งมีแรงกดดันมากเสียจนไม่มีวันละลาย ถึงแม้จะมีอุณหภูมิสูงถึง 3,700 องศาเซลเซียสก็ตาม ส่วนแก่นชั้นนอกนั้นมีแรงกดดันน้อยกว่า มันจึงอยู่ในสภาวะหลอมละลาย แก่นชั้นนอกถูกหุ้มไว้ด้วยหินเหลวอุณหภูมิสูงเรียกว่าซิลิเกต (silicate) นี่คือชั้นแมนเทิล (mantle) ส่วนผิวโลกเป็นเปลือกแข็ง ถ้าเปรียบโลกของเราเป็นลูกพีช ชั้นเปลือกโลกก็จะหนาเท่ากับผิวของลูกพีชเท่านั้น

แต่เปลือกของโลกแตกแยกออกจากกัน เหมือนเปลือกไข่แตก เปลือกโลกแยกออกเป็นหลายส่วนที่เรียกว่า แผ่นเปลือกโลก (tectonic plates)

เปลือกโลกแบ่งออกเป็นสองประเภท เปลือกโลกภาคพื้นทวีป (continental crust)
คือส่วนที่เป็นพื้นดิน ส่วนนี้จะหนากว่า โดยหินที่เป็นส่วนประกอบของภาคพื้นทวีปจะเป็นหินเก่าแก่อย่างหินแกรนิต ซึ่งบางแห่งอาจมีอายุกว่าสี่พันล้านปีแล้ว ส่วนเปลือกโลกภาคพื้นสมุทร (oceanic crust) ที่เป็นผิวโลกใต้มหาสมุทรจะบางกว่ามาก หินใต้สมุทรอย่าหินบะซอลต์ก็อายุน้อยกว่ามากเช่นกัน ซึ่งอาจมีอายุเพียงหนึ่งในยี่สิบของหินภาคพื้นทวีป

แผ่นเปลือกโลกลอยอยู่บนชั้นแมนเทิลที่มีความหนาแน่นสูง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพลังงานมากมายจากความร้อนใต้โลกทำให้เกิดกระแสหมุนเวียนในชั้นแมนเทิล ซึ่งทำให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาอย่างช้าๆ บางแผ่นเคลื่อนที่ออกจากกัน บางแผ่นเคลื่อนที่เข้าหากัน บางแผ่นเพียงแค่เคลื่อนที่ผ่านกันและกันไป

การเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลกนี้ ทำให้เกิดลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่น่าตื่นตามากมายบนโลกเรา ทั้งแนวเทือกเขา แผ่นดินไหว ภูเขาไฟ และหมู่เกาะมากมายบนโลก

Constructive Margins

เมื่อปี ค.ศ. 1963 ชาวประมงไอซ์แลนด์ได้พบเห็นกลุ่มควันขี้เถ้า ไอน้ำ และลาวาพุ่งขึ้นมากลางทะเล แค่เกือบข้ามคืนก็เกิดเป็นเกาะใหม่ขึ้นมา ซึ่งภายหลังได้ชื่อว่าเกาะเซิร์ทซีย์ (Sertsey) ลาวาไหลพุ่งขึ้นจากใต้โลก การปะทุครั้งนี้ยาวนานถึงสี่ปี ภายในไม่กี่เดือน นกก็บินมาเยี่ยมเยียนที่เกาะ และพืชชนิดต่างๆก็เริ่มเติบโตขึ้นหลังจากนั้น แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น

ที่ใต้มหาสมุทร แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปสองแผ่นค่อยๆเคลื่อนที่ห่างออกจากกัน หินเหลวหรือแม็กม่า (magma) ใต้แผ่นเปลือกโลกจึงค่อยๆไหลผ่านรอยแยกขึ้นมา เมื่อเลยผิวโลกขึ้นมา แม็กม่าก็เย็นลงและแข็งตัว เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ จนเกิดเป็นเกาะเหนือผิวน้ำ แนวเทือกเขาที่เกิดจากลาวานี้เกิดขึ้นตามแนวแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นที่ได้เคลื่อนตัวออกจากกัน ที่เห็นในภาพนี้อยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

แผ่นเปลือกโลกกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ น้อยกว่าห้าเซนติเมตรต่อปี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความกว้างก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยโคลัมบัสออกเดินเรือจากสเปนเพื่อค้นพบทวีปอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1492 มหาสมุทรแอตแลนติกได้กว้างขึ้นประมาณ 25 เมตร แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่เข้าหากัน

Destructive Margins

ภูเขาไฟ อย่างภูเขาไฟมาราปิ (Marapi) ในประเทศอินโดนีเซียนี้ เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่เข้าปะทะกันระหว่างแผ่นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรและแผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีป ตามแนวที่เรารู้จักกันในชื่อว่า destructive margins

เป็นเวลาหลายล้านปีที่แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า ถูกบีบให้ยุบตัวอยู่ใต้แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปที่มีน้ำหนักน้อยกว่า พร้อมกับน้ำและเศษหินที่ไหลลงไป แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรก็แตกตัวออกภายใต้แรงกดดันมหาศาลใต้ผิวโลก เมื่อถูกบีบลงไป มันจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งแรงเสียดสี (friction) และจากความร้อนใต้พิภพที่ยิ่งลึกอุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดมันก็จะละลาย และหินเหลวแม็กม่าก็จะปะทุขึ้นมา กลายเป็นภูเขาไฟ ไม่ไกลจากจุดนั้น

บางครั้ง แนวภูเขาไฟหลายลูกอาจประกอบกันเป็นเกาะหนึ่งเกาะ อย่างเช่นเกาะชวา (Java) การปะทุที่เกิดขึ้นมาหลายล้านปี ทำให้ประเทศอินโดนีเซียมีภูเขามากมายและมีดินที่อุดมสมบูรณ์ ภูเขาไฟปล่อยขี้เถ้าและหินมากมายที่แตกตัวออกเป็นดินได้รวดเร็ว ทำให้มีสารอาหารที่พืชต้องการใช้เพื่อการเจริญเติบโตอยู่มาก นี่ทำให้ผืนดินปลูกพืชผลได้ดี

แต่การอยู่อาศัยใต้เงาของภูเขาไฟมาราปิก็เป็นเรื่องอันตราย เพราะภูเขาไฟก็ปะทุบ่อย เมื่อปี ค.ศ. 1994 ภูเขาไฟคร่าชีวิตคนไปกว่า 60 คน แล้วเกิดอะไรขึ้นภายในภูเขาไฟ มันจึงได้ระเบิดออกมา

แม๊กม่าจากใต้แผ่นเปลือกโลกดันตัวขึ้นมาตามปล่องของภูเขาไฟ ซึ่งทำให้เกิดการสั่นสะเทือน และสามารถวัดได้โดยใช้เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน และเครื่องวัดความเอียง (tilt meter) สามารถวัดได้ว่าขณะที่มีแม๊กม่าอยู่ภายใน ภูเขาลูกนั้นนูนขยายมากน้อยเพียงใด แม๊กม่าเป็นหินเหลวข้น และเมื่อขึ้นพ้นพื้นผิว มันจะแข็งตัว สะสมเป็นหินร้อนก้อนใหญ่อุดอยู่บริเวณปากปล่อง แรงดันจากแม๊กม่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หินร่วงหล่นลงมาตลอดเวลา

หินร้อนที่อุดอยู่บริเวณปากปล่องนั้นจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และแรงดันก็มีมากเกินไปจนในที่สุด ภูเขาไฟก็ระเบิด
ทั้งก๊าซและแม๊กม่าพุ่งออกมา เศษหินและไอน้ำก่อตัวเป็นกลุ่มควันหนา และไม่ช้าก็ร่วงหลนลงสู่พื้นดิน กลุ่มควันนี้อาจดูเป็นสีเทาภายนอกเนื่องจากมีอุณหภูมิต่ำกว่า แต่ภายในเป็นก๊าซ ทราย และหินร้อนสีแดง

กลุ่มควันปล่อยเศษหินและขี้เถ้าปริมาณมากไว้ตรงบริเวณใกล้เคียง แต่เมื่อฝนตก อันตรายใหม่ก็มาเพิ่มอีก น้ำรวมกับขี้เถ้ากลายมาเป็นดินโคลนไหลแรง ทำลายทุ่งการเกษตรและหมู่บ้าน และแรงพอที่จะพัดพาหินก้อนใหญ่ๆไปกับมันด้วย

ในอดีต การปะทุของภูเขาไฟ อย่างภูเขาไฟมาราปิ มักตามมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ เมื่อปี ค.ศ. 1883 เกาะคราคาโทอา (Krakatoa) เกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่จนเกาะเกือบจะหายไปทั้งเกาะ ขี้เถ้าพุ่งสูงขึ้นถึง 80 กิโลเมตร และกลุ่มควันหนามากจนบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้บริเวณนั้นมืดมิดไปถึงสองวันครึ่ง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สูงถึง 36 เมตร คนกว่าสามหมื่นคนต้องจมน้ำตาย และแผ่ขยายไปทั่วโลก เสียงระเบิดได้ยินไปถึงประเทศออสเตรเลียที่อยู่ห่างออกไปถึงสามพันกิโลเมตร แต่ภูเขาไฟระเบิดไม่ใช่ผลกระทบเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นเมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่มาชนกัน

Earthquakes at Destructive Margins

แผ่นเปลือกโลกไม่ได้ซ้อนทับกันและไหลลงอย่างไม่ติดขัดเสมอไป แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรอาจเกิดแรงเสียดทาน จนไหลช้าลงหรือติดขัดเหมือนเครื่องยนต์ที่ไม่ได้หยอดน้ำมันได้ แรงดันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดแผ่นเปลือกโลกจะถูกดันไปข้างหน้าอย่างแรง และแรงดันนั้นก็ถูกปล่อยออกมาเป็นคลื่นความสั่นสะเทือนขึ้นมายังเปลือกโลก แผ่นดินไหวลูกแรกมักตามมาด้วยแผ่นดินไหวอาฟเตอร์ช๊อกอีกหลายลูก จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว (epicenter) จะอยู่เหนือจุดที่เกิดการติดขัดพอดี แต่คลื่นแรงสั่งสะเทือนอาจรู้สึกได้ไกลจากจุดศูนย์กลาง เช่นแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1995 กรุงเม็กซิโกซิตี้ (Mexico City) อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวไปถึง 400 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม แผ่นดินไหวไม่ได้เกิดจากการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกที่บริเวณ destructive margin เสมอไป

Earthquakes at Conservative Margins

นี่คือสะพานโกลเด้นเกท (The Golden Gate Bridge) ที่เมืองซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งอยู่ในบริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ ผู้คนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในเขตอันตราย เหมือนระเบิดเวลา บริเวณที่มีประชากรหนาแน่นแห่งนี้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แผ่นดินไหวครั้งที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1906 เขตตัวเมืองซานฟรานซิสโกทลายลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง และทำให้เกิดไฟไหม้ร้อนระอุยาวนานถึงสามวัน

ซานฟรานซิสก็ตั้งอยู่บริเวณขอบของแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ (North American Plate) ซึ่งอยู่ใกล้กับแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิก (Pacific Plate) รอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นนี้มีชื่อเรียกว่า รอยแยกซานแอนเดรียส (The San Andreas Fault) ซึ่งแผ่นดินไหวครั้งดังกล่าวนี้เกิดจากการที่แผ่นเปลือกโลกสองแผ่นเคลื่อนที่ผ่านกันไป ด้วยอัตราประมาณ 5 เซนติเมตรต่อปี รอยแยกมีระยะทางยาวใต้ทะเลสาบแห่งนี้กว่า 1,500 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มตั้งแต่เมืองซานฟรานซิสโกไปทางใต้ผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย

ในปัจจุบัน ฮอลลิวู๊ดในเมืองลอสแอนเจลีส อยู่ห่างจากสะพานโกลเด้นเกทไปทางใต้ประมาณ 600 กิโลเมตร แผ่นเปลือกโลกทั้งสองแผ่นกำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางตะวันตกเฉียงเหนือเหมือนกัน แต่แผ่นแปซิฟิกเคลื่อนที่เร็วกว่า และในอีก 12.5 ล้านปี ฮอลลิวู๊ดจะเคลื่อนที่ไปอยู่ทางตอนเหนือของซานฟรานซิสโก

Collision Zone

เทือกเขาหิมาลัย (The Himalayas) เทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก และมันยังสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ยอดเขาเอเวอเรสต์ (The Everest) สูงขึ้นหนึ่งเซนติเมตรทุกปี เทือกเขานี้เกิดขึ้นจากการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปสองแผ่น เราเรียกเทือกเขาแบบนี้ว่า Fold Mountain เนื่องจากชั้นหินต่างๆใต้เปลือกโลกถูกดันให้พับและโก่งตัวสูงขึ้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป อาจเกิดการกร่อนของชั้นหินต่างๆ ด้วยอัตราที่แตกต่างกัน ทำให้หินมีลักษณะขรุขระอย่างที่ปรากฏ

เทือกเขาหิมาลัยแสดงขอบเขตระหว่าง แผ่นเปลือกโลกอินเดีย (Indian Plate) และแผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย (Eurasia Plate) ในบริเวณนี้ แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปสองแผ่นเคลื่อนที่เข้าหากัน

โลกของเรามีภูเขา ภูเขาไฟ และโซนเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากมาย ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในบริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก หรือในบริเวณใกล้เคียง แผ่นเปลือกโลกทั้งหมดเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา โดยได้พลังขับเคลื่อนมาจากพลังงานมหาศาลใต้พิภพของโลก

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

เรื่อง : แผ่นเปลือกโลก (Introduction to Tectonics)
ชื่อเจ้าของคลิป : geographypods
URL : http://www.youtube.com/watch?v=c6-rd4ST0eo
 
ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
โพส : 25 ก.ย. 2552
เข้าชม : 40,623 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 26 เม.ย. 2553
เข้าชม : 11,474 ครั้ง
ผู้สร้าง : ON_LEE
โพส : 30 ก.ย. 2552
เข้าชม : 11,811 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 25 ก.ย. 2552
เข้าชม : 15,493 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โพส : 23 ม.ค. 2557
เข้าชม : 22,647 ครั้ง
ผู้สร้าง : ❤Math❤
โพส : 11 พ.ย. 2552
เข้าชม : 15,640 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
รู้จักแผ่นดินไหวให้มากขึ้น
โพส : 13 ส.ค. 2557
เข้าชม : 3,467 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
ฝนดาวตก 1 วันแม่12-13ส.ค.2556 นาซ่า NASA 2013 ดาราศาสตร์ฝนดาวตก เพอร์เซอิดส์
โพส : 11 มิ.ย. 2557
เข้าชม : 1,478 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โลกและอวกาศ ตอน 1
โพส : 23 พ.ค. 2557
เข้าชม : 238 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
โลกและอวกาศ ตอน 2
โพส : 23 พ.ค. 2557
เข้าชม : 125 ครั้ง
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
 

แผ่นเปลือกโลก (Introduction to Tectonics)

เป็นเวลานานหลายศตวรรษที่ผู้คนเชื่อว่านรกอยู่ที่จุดศูนย์กลางของโลก เป็นเตาเผายักษ์ที่มีปีศาจมากมายอาศัยอยู่ แต่พวกเขาคิดผิด ไม่มีปีศาจอยู่ใต้โลก

ที่ใจกลางโลก แก่นชั้นในเป็นทรงกลมที่มีส่วนประกอบเป็นไอออนนิกเกิล ซึ่งมีแรงกดดันมากเสียจนไม่มีวันละลาย ถึงแม้จะมีอุณหภูมิสูงถึง 3,700 องศาเซลเซียสก็ตาม ส่วนแก่นชั้นนอกนั้นมีแรงกดดันน้อยกว่า มันจึงอยู่ในสภาวะหลอมละลาย แก่นชั้นนอกถูกหุ้มไว้ด้วยหินเหลวอุณหภูมิสูงเรียกว่าซิลิเกต (silicate) นี่คือชั้นแมนเทิล (mantle) ส่วนผิวโลกเป็นเปลือกแข็ง ถ้าเปรียบโลกของเราเป็นลูกพีช ชั้นเปลือกโลกก็จะหนาเท่ากับผิวของลูกพีชเท่านั้น

แต่เปลือกของโลกแตกแยกออกจากกัน เหมือนเปลือกไข่แตก เปลือกโลกแยกออกเป็นหลายส่วนที่เรียกว่า แผ่นเปลือกโลก (tectonic plates)

เปลือกโลกแบ่งออกเป็นสองประเภท เปลือกโลกภาคพื้นทวีป (continental crust)
คือส่วนที่เป็นพื้นดิน ส่วนนี้จะหนากว่า โดยหินที่เป็นส่วนประกอบของภาคพื้นทวีปจะเป็นหินเก่าแก่อย่างหินแกรนิต ซึ่งบางแห่งอาจมีอายุกว่าสี่พันล้านปีแล้ว ส่วนเปลือกโลกภาคพื้นสมุทร (oceanic crust) ที่เป็นผิวโลกใต้มหาสมุทรจะบางกว่ามาก หินใต้สมุทรอย่าหินบะซอลต์ก็อายุน้อยกว่ามากเช่นกัน ซึ่งอาจมีอายุเพียงหนึ่งในยี่สิบของหินภาคพื้นทวีป

แผ่นเปลือกโลกลอยอยู่บนชั้นแมนเทิลที่มีความหนาแน่นสูง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพลังงานมากมายจากความร้อนใต้โลกทำให้เกิดกระแสหมุนเวียนในชั้นแมนเทิล ซึ่งทำให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาอย่างช้าๆ บางแผ่นเคลื่อนที่ออกจากกัน บางแผ่นเคลื่อนที่เข้าหากัน บางแผ่นเพียงแค่เคลื่อนที่ผ่านกันและกันไป

การเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลกนี้ ทำให้เกิดลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่น่าตื่นตามากมายบนโลกเรา ทั้งแนวเทือกเขา แผ่นดินไหว ภูเขาไฟ และหมู่เกาะมากมายบนโลก

Constructive Margins

เมื่อปี ค.ศ. 1963 ชาวประมงไอซ์แลนด์ได้พบเห็นกลุ่มควันขี้เถ้า ไอน้ำ และลาวาพุ่งขึ้นมากลางทะเล แค่เกือบข้ามคืนก็เกิดเป็นเกาะใหม่ขึ้นมา ซึ่งภายหลังได้ชื่อว่าเกาะเซิร์ทซีย์ (Sertsey) ลาวาไหลพุ่งขึ้นจากใต้โลก การปะทุครั้งนี้ยาวนานถึงสี่ปี ภายในไม่กี่เดือน นกก็บินมาเยี่ยมเยียนที่เกาะ และพืชชนิดต่างๆก็เริ่มเติบโตขึ้นหลังจากนั้น แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น

ที่ใต้มหาสมุทร แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปสองแผ่นค่อยๆเคลื่อนที่ห่างออกจากกัน หินเหลวหรือแม็กม่า (magma) ใต้แผ่นเปลือกโลกจึงค่อยๆไหลผ่านรอยแยกขึ้นมา เมื่อเลยผิวโลกขึ้นมา แม็กม่าก็เย็นลงและแข็งตัว เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ จนเกิดเป็นเกาะเหนือผิวน้ำ แนวเทือกเขาที่เกิดจากลาวานี้เกิดขึ้นตามแนวแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นที่ได้เคลื่อนตัวออกจากกัน ที่เห็นในภาพนี้อยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

แผ่นเปลือกโลกกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ น้อยกว่าห้าเซนติเมตรต่อปี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความกว้างก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยโคลัมบัสออกเดินเรือจากสเปนเพื่อค้นพบทวีปอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1492 มหาสมุทรแอตแลนติกได้กว้างขึ้นประมาณ 25 เมตร แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่เข้าหากัน

Destructive Margins

ภูเขาไฟ อย่างภูเขาไฟมาราปิ (Marapi) ในประเทศอินโดนีเซียนี้ เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่เข้าปะทะกันระหว่างแผ่นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรและแผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีป ตามแนวที่เรารู้จักกันในชื่อว่า destructive margins

เป็นเวลาหลายล้านปีที่แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า ถูกบีบให้ยุบตัวอยู่ใต้แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปที่มีน้ำหนักน้อยกว่า พร้อมกับน้ำและเศษหินที่ไหลลงไป แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรก็แตกตัวออกภายใต้แรงกดดันมหาศาลใต้ผิวโลก เมื่อถูกบีบลงไป มันจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งแรงเสียดสี (friction) และจากความร้อนใต้พิภพที่ยิ่งลึกอุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดมันก็จะละลาย และหินเหลวแม็กม่าก็จะปะทุขึ้นมา กลายเป็นภูเขาไฟ ไม่ไกลจากจุดนั้น

บางครั้ง แนวภูเขาไฟหลายลูกอาจประกอบกันเป็นเกาะหนึ่งเกาะ อย่างเช่นเกาะชวา (Java) การปะทุที่เกิดขึ้นมาหลายล้านปี ทำให้ประเทศอินโดนีเซียมีภูเขามากมายและมีดินที่อุดมสมบูรณ์ ภูเขาไฟปล่อยขี้เถ้าและหินมากมายที่แตกตัวออกเป็นดินได้รวดเร็ว ทำให้มีสารอาหารที่พืชต้องการใช้เพื่อการเจริญเติบโตอยู่มาก นี่ทำให้ผืนดินปลูกพืชผลได้ดี

แต่การอยู่อาศัยใต้เงาของภูเขาไฟมาราปิก็เป็นเรื่องอันตราย เพราะภูเขาไฟก็ปะทุบ่อย เมื่อปี ค.ศ. 1994 ภูเขาไฟคร่าชีวิตคนไปกว่า 60 คน แล้วเกิดอะไรขึ้นภายในภูเขาไฟ มันจึงได้ระเบิดออกมา

แม๊กม่าจากใต้แผ่นเปลือกโลกดันตัวขึ้นมาตามปล่องของภูเขาไฟ ซึ่งทำให้เกิดการสั่นสะเทือน และสามารถวัดได้โดยใช้เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน และเครื่องวัดความเอียง (tilt meter) สามารถวัดได้ว่าขณะที่มีแม๊กม่าอยู่ภายใน ภูเขาลูกนั้นนูนขยายมากน้อยเพียงใด แม๊กม่าเป็นหินเหลวข้น และเมื่อขึ้นพ้นพื้นผิว มันจะแข็งตัว สะสมเป็นหินร้อนก้อนใหญ่อุดอยู่บริเวณปากปล่อง แรงดันจากแม๊กม่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หินร่วงหล่นลงมาตลอดเวลา

หินร้อนที่อุดอยู่บริเวณปากปล่องนั้นจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และแรงดันก็มีมากเกินไปจนในที่สุด ภูเขาไฟก็ระเบิด
ทั้งก๊าซและแม๊กม่าพุ่งออกมา เศษหินและไอน้ำก่อตัวเป็นกลุ่มควันหนา และไม่ช้าก็ร่วงหลนลงสู่พื้นดิน กลุ่มควันนี้อาจดูเป็นสีเทาภายนอกเนื่องจากมีอุณหภูมิต่ำกว่า แต่ภายในเป็นก๊าซ ทราย และหินร้อนสีแดง

กลุ่มควันปล่อยเศษหินและขี้เถ้าปริมาณมากไว้ตรงบริเวณใกล้เคียง แต่เมื่อฝนตก อันตรายใหม่ก็มาเพิ่มอีก น้ำรวมกับขี้เถ้ากลายมาเป็นดินโคลนไหลแรง ทำลายทุ่งการเกษตรและหมู่บ้าน และแรงพอที่จะพัดพาหินก้อนใหญ่ๆไปกับมันด้วย

ในอดีต การปะทุของภูเขาไฟ อย่างภูเขาไฟมาราปิ มักตามมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ เมื่อปี ค.ศ. 1883 เกาะคราคาโทอา (Krakatoa) เกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่จนเกาะเกือบจะหายไปทั้งเกาะ ขี้เถ้าพุ่งสูงขึ้นถึง 80 กิโลเมตร และกลุ่มควันหนามากจนบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้บริเวณนั้นมืดมิดไปถึงสองวันครึ่ง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สูงถึง 36 เมตร คนกว่าสามหมื่นคนต้องจมน้ำตาย และแผ่ขยายไปทั่วโลก เสียงระเบิดได้ยินไปถึงประเทศออสเตรเลียที่อยู่ห่างออกไปถึงสามพันกิโลเมตร แต่ภูเขาไฟระเบิดไม่ใช่ผลกระทบเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นเมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่มาชนกัน

Earthquakes at Destructive Margins

แผ่นเปลือกโลกไม่ได้ซ้อนทับกันและไหลลงอย่างไม่ติดขัดเสมอไป แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรอาจเกิดแรงเสียดทาน จนไหลช้าลงหรือติดขัดเหมือนเครื่องยนต์ที่ไม่ได้หยอดน้ำมันได้ แรงดันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดแผ่นเปลือกโลกจะถูกดันไปข้างหน้าอย่างแรง และแรงดันนั้นก็ถูกปล่อยออกมาเป็นคลื่นความสั่นสะเทือนขึ้นมายังเปลือกโลก แผ่นดินไหวลูกแรกมักตามมาด้วยแผ่นดินไหวอาฟเตอร์ช๊อกอีกหลายลูก จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว (epicenter) จะอยู่เหนือจุดที่เกิดการติดขัดพอดี แต่คลื่นแรงสั่งสะเทือนอาจรู้สึกได้ไกลจากจุดศูนย์กลาง เช่นแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1995 กรุงเม็กซิโกซิตี้ (Mexico City) อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวไปถึง 400 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม แผ่นดินไหวไม่ได้เกิดจากการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกที่บริเวณ destructive margin เสมอไป

Earthquakes at Conservative Margins

นี่คือสะพานโกลเด้นเกท (The Golden Gate Bridge) ที่เมืองซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งอยู่ในบริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ ผู้คนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในเขตอันตราย เหมือนระเบิดเวลา บริเวณที่มีประชากรหนาแน่นแห่งนี้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แผ่นดินไหวครั้งที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1906 เขตตัวเมืองซานฟรานซิสโกทลายลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง และทำให้เกิดไฟไหม้ร้อนระอุยาวนานถึงสามวัน

ซานฟรานซิสก็ตั้งอยู่บริเวณขอบของแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ (North American Plate) ซึ่งอยู่ใกล้กับแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิก (Pacific Plate) รอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นนี้มีชื่อเรียกว่า รอยแยกซานแอนเดรียส (The San Andreas Fault) ซึ่งแผ่นดินไหวครั้งดังกล่าวนี้เกิดจากการที่แผ่นเปลือกโลกสองแผ่นเคลื่อนที่ผ่านกันไป ด้วยอัตราประมาณ 5 เซนติเมตรต่อปี รอยแยกมีระยะทางยาวใต้ทะเลสาบแห่งนี้กว่า 1,500 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มตั้งแต่เมืองซานฟรานซิสโกไปทางใต้ผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย

ในปัจจุบัน ฮอลลิวู๊ดในเมืองลอสแอนเจลีส อยู่ห่างจากสะพานโกลเด้นเกทไปทางใต้ประมาณ 600 กิโลเมตร แผ่นเปลือกโลกทั้งสองแผ่นกำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางตะวันตกเฉียงเหนือเหมือนกัน แต่แผ่นแปซิฟิกเคลื่อนที่เร็วกว่า และในอีก 12.5 ล้านปี ฮอลลิวู๊ดจะเคลื่อนที่ไปอยู่ทางตอนเหนือของซานฟรานซิสโก

Collision Zone

เทือกเขาหิมาลัย (The Himalayas) เทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก และมันยังสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ยอดเขาเอเวอเรสต์ (The Everest) สูงขึ้นหนึ่งเซนติเมตรทุกปี เทือกเขานี้เกิดขึ้นจากการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปสองแผ่น เราเรียกเทือกเขาแบบนี้ว่า Fold Mountain เนื่องจากชั้นหินต่างๆใต้เปลือกโลกถูกดันให้พับและโก่งตัวสูงขึ้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป อาจเกิดการกร่อนของชั้นหินต่างๆ ด้วยอัตราที่แตกต่างกัน ทำให้หินมีลักษณะขรุขระอย่างที่ปรากฏ

เทือกเขาหิมาลัยแสดงขอบเขตระหว่าง แผ่นเปลือกโลกอินเดีย (Indian Plate) และแผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย (Eurasia Plate) ในบริเวณนี้ แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปสองแผ่นเคลื่อนที่เข้าหากัน

โลกของเรามีภูเขา ภูเขาไฟ และโซนเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากมาย ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในบริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก หรือในบริเวณใกล้เคียง แผ่นเปลือกโลกทั้งหมดเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา โดยได้พลังขับเคลื่อนมาจากพลังงานมหาศาลใต้พิภพของโลก

(แปลโดยทีมงานทรูปลูกปัญญา)

 
วิดีโอที่เกี่ยวข้องจาก
 
แบ่งปันให้เพื่อน
อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)
ส่ิิงโดย
ข้อความ
 
 
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา