Log in | วันอาทิตย์ที่ 20 ต.ค. 2562 | 0:05 น.
หน้าหลัก > ความรู้คู่ึคุณธรรม > ทำเนียบวัด > วัดที่สำคัญตามแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3
 
 

SHARE

  วัดที่สำคัญตามแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3  
 
 
 

วัดที่สำคัญตามแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 (สถาปัตยกรรมไทยผสมจีน)


วัดเทพธิดารามวรวิหาร


         การสร้างวัดในอดีตนั้น มีทั้งที่สร้างเพื่อบุญกุศลและก็สร้างเป็นอนุสรณ์หรืออนุสาวรีย์ด้วย โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงโปรดให้มีการสร้างวัดอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากวัดที่สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์จำนวนมาก และมีหลายวัดที่สร้างพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ พระราชธิดาและพระราชนัดดาเพื่อเป็นอนุสรณ์ เช่น วัดเทพธิดารามวัดราชนัดดาราม วัดสองวัดนี้เป็นวัดสร้างขึ้นติดกัน แต่แบบอย่างของวัดต่างกัน แม้จะเป็นวัดใกล้ชิดติดกัน (วิบูลย์ลี้สุวรรณ : 184) ศิลปกรรมในเขตพุทธาวาสของวัดเทพธิดารามประกอบไปด้วยพระอุโบสถ พระวิหารสร้างตามแบบศิลปะพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 (สถาปัตยกรรมไทยผสมจีน) ซุ้มประตูหน้าต่างตกแต่งเป็นลวดลายฝรั่ง

มีซุ้มเสมาเป็นแบบฝรั่งปนจีนมีตุ๊กตาศิลาจีนประดับตกแต่งตามบริเวณรอบพระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งแตกต่างจากพระอุโบสถ และพระวิหารของวัดราชนัดดาราม ซึ่งเป็นแบบศิลปะไทยทั้งหมดวัดเทพธิดารามนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2372 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิลาส พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ (กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ) พระองค์ทรงเป็นพระราชธิดาที่พระชนกโปรดปรานมากยิ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์) เป็นผู้อำนวยการ การก่อสร้างวัดขึ้นที่ตำบลสวนหลวงพระยาไกร ในการสร้างวัดนี้พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ได้ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมด้วย เหตุนี้จึงทรงพระราชทานนามวัดว่า “วัดเทพธิดาราม”

 

 

 

 

 

 

 

ถาวรวัตถุที่สำคัญของวัดเทพธิดาราม คือ

1. พระอุโบสถ  

       เป็นศิลปะพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 คือเป็นพระอุโบสถรูปแบบทรงจีน มีเสาพาไลสี่เหลี่ยมล้อมรอบ หน้าบันปั้นปูนประดับกระจก ซุ้มประตูหน้าต่างตกแต่งเป็นลวดลายฝรั่ง พระอุโบสถหันหน้าออกสู่ลำคลองและถนน

มหาไชยประจันหน้ากับวัดสระเกศ ผนังภายในพระอุโบสถเขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ตามแบบศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3

2. พระวิหาร มีลักษณะเช่นเดียวกับพระอุโบสถ

       สิ่งสำคัญภายในพระวิหารนอกจากพระประธาน ยังมีรูปหมู่อริยสาวิกา (ภิกษุณี) หล่อด้วยดีบุกประดิษฐานอยู่ด้วย 52 องค์ ภายนอกพระวิหารมีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมตั้งเป็นเจดีย์รายอยู่โดยรอบจำนวน 14 องค์

3. พระประธานในพระอุโบสถ

       พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้อัญเชิญพระประธานนามสามัญ ว่า “หลวงพ่อขาว” จากพระบรม มหาราชวังมาประดิษฐานอยู่เหนือเวชยันต์บุษบก โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้พระราชทานนามว่า “พระพุทธเทววิลาส” เมื่อ พ.ศ. 2514

4. ศาลาการเปรียญ

       เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนลักษณะใกล้เคียงกับพระอุโบสถ และพระวิหารแต่ไม่มีระเบียงรอบ

5. ศาลาราย

       มีทั้งหมด 10 หลัง คือสร้างคร่อมรอบกำแพงพระอุโบสถ 8 หลัง ใช้ได้ทั้งด้านนอกและด้านใน เรียกได้ว่าเป็นศาลาสองหน้า ศาลารายอีก 2 หลังอยู่บริเวณด้านหน้าพระวิหาร ศาลาทั้งหมดนี้ใช้เป็นที่พักอาศัยบำเพ็ญกุศล และเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรในปัจจุบัน

6. พระวิหารน้อย

       2 หลัง อยู่ภายในกำแพงพระวิหารทางทิศใต้

7. หอไตร

       มี 2 หลัง มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี ลักษณะอาคารเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ใต้ถุนสูง หลังคามีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันปิดทองประดับกระจกสี เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก หนังสือธรรม คัมภีร์ต่างๆ

8. หอสวดมนต์

        มี 2 หลัง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ เป็นสถานที่สวดมนต์ทำวัตรเช้า และเย็น และท่องจำพระสูตร พระปริตร ปัจจุบันทางวัดใช้หอสวดมนต์ทางทิศเหนือเป็นห้องสมุดของวัด

9. ศาลายกพื้น

         อยู่ทางทิศเหนือของวัด ปัจจุบันใช้เป็นที่ศึกษาพระธรรมวินัยชั่วคราว (โรงเรียนพลอยวิจิตร)

10. หมู่กุฏิสงฆ์

          แบ่งเป็นคณะต่างๆ เป็นกุฏิก่ออิฐถือปูน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 รูปทรงของกุฏิทำทรงแปลกๆ แตกต่างกันไปไม่ซ้ำกันเลย วางแปลนอย่างเป็นระเบียบงดงาม ในบรรดากุฏิสงฆ์เหล่านี้ หลังหนึ่งเคยเป็นที่พำนักของกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือสุนทรภู่ ซึ่งปัจจุบันทางวัดได้อนุรักษ์กุฏินี้ไว้เป็นเกียรติและอนุสรณ์ระลึกแก่กวีเอกผู้นี้ โดยเรียกกุฏินี้ว่า “กุฏิสุนทรภู่” วัดเทพธิดารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดวรวิหารตั้งอยู่ภายในกำแพงพระนครเดิม ริมถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ปัจจุบันมี พระเทพวิสุทธิเมธี (แผ่ว ปรกฺกโม) เปรียญธรรม 9 ประโยค เป็นเจ้าอาวาส

 

จาก : ตค วารสารเพื่อการพัฒนาวิชาชีพครู วิทยาจารย์ 111 ปี ฉบับที่ 12 เดือน ตุลาคม 2555

ผู้เขียน : ผศ.สัณฐิติ บุษปฤกษ์