พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
Log in | วันเสาร์ที่ 27 ส.ค. 2559 | 20:23 น.
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
หน้าหลัก > ความรู้คู่คุณธรรม > ฟังเสียงสวดมนต์ > บทสวดถวายพระพร (พาหุงมหากา) บทสวดเพื่อชนะมาร - ที่มาพร้อมคำแปล
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
ฟังเสียงสวดมนต์ 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
 

SHARE

 

บทสวดถวายพระพร (พาหุงมหากา) บทสวดเพื่อชนะมาร - ที่มาพร้อมคำแปล

โพส : วันที่ 3 ก.ย. 2552 เวลา : 17:15 น.
โหวต : | เข้าชม : 46,139 ครั้ง
 



บทสวดถวายพรพระ
 

พระพุทธองค์ทรงปราบกองทัพพญามารด้วยธรรมวิธี โดยมีทานบารมี เป็นต้น 
 

พระพุทธชัยมงคลคาถา หรือมักเรียกว่า พระคาถาพาหุง ตามวรรคแรกของพระคาถา หรือในภาษาบาลีเรียก พาหุงมหาการุณิโก หรือ พาหุงมหากา เรียกอีกอย่างว่า ชัยมงคลคาถา หรือ บทสวดถวายพรพระ เป็นชื่อพระคาถาในพระพุทธศาสนา มีความยาวแปดบท ใช้สวดสรรเสริญชัยชนะแปดประการที่พระสมณโคดมทรงมีเหนือมนุษย์และอมนุษย์ด้วยธรรมานุภาพ  

พระคาถานี้ปัจจุบันมักใช้สวดต่อจากคาถาทำวัตรเช้าหรือเย็น 

---------------------------------------------------------------------------------


ที่มาของบทสวด

         ที่มาของพระพุทธชัยมงคลคาถา หรือพระคาถาพาหุง นั่น ไม่เป็นที่แน่ชัดนัก

         ศาสตราจารย์พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต แสดงความเห็นไว้ว่า คาถาพาหุง เรียกเป็นทางการว่า ชยมังคลอัฏฐกคาถา อ่านว่า “ชะยะมังคะละอัตถะกะคาถา” แปลว่า “คาถาว่าด้วยชัยชนะ ๘ ประการ อันเป็นมงคลของพระพุทธเจ้า” ที่เรียกกันติดปากว่า “คาถาพาหุง” เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า “พาหุง”


         ส่วนที่มานั้น ค่อนข้างสับสน บางกระแสว่าน่าจะแต่งโดยนักปราชญ์ศรีลังกา เพราะพระลังกาสวดกันได้ทุกรูป บางกระแสระบุว่า คาถาพาหุง แต่งที่เมืองไทย
 

บทสวดมนต์ที่ส้มสวดเป็นประจำพระพุทธองค์ทรงเอาชนะอาฬาวกะยักษ์ด้วยขันติวิธี 
 

          ศาสตราจารย์พิเศษเสฐียรพงษ์ อ้างทัศนะของ อ. สุชีพ ปุญญานุภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาพุทธ ที่ระบุว่า

         เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และฮังการี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยเข้าร่วมกับ ฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ และทรงได้ส่งทหารไปสู่สงครามเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ นั้น

         พระองค์ทรงนำกองทัพสวดคาถาพาหุง พร้อมทั้งคำแปลที่ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นวสันตดิลกเพื่อชัยชนะแห่งกองทัพไทย และฝ่ายพันธมิตร โดยฉันท์พระราชนิพนธ์บทนี้ ทรงนำเอา “ชยมังคลอัฏฐกคาถา” บทแรก (คือบทพาหุง) มาลงไว้ดัดแปลงตอนท้ายจากเดิม ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ เป็น ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง
 

บทสวดมนต์ที่ส้มสวดเป็นประจำพระพุทธองค์แผ่เมตตาไปยังพญาช้างนาฬาคิรีทำให้พญาช้างสงบ


         นอกจากนี้ นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า ผู้ประพันธ์คาถานี้คือพระมหาพุทธสิริเถระ ซึ่งรจนาคัมภีร์ฎีกาพาหุง ในราว พ.ศ. 2006 ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งการมีอยู่ของคัมภีร์ฎีกาพาหุงทำให้สามารถอนุมานได้ว่า

         พระคาถานี้น่าจะแต่งขึ้นก่อนพุทธศตวรรษที่ 2100 ทั้งนี้ บางกระแสระบุว่า คาถานี้ชื่อว่า “บทถวายพรพระ” เพราะแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดินชนะศึก 

         ส่วนจะเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนนั้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่จากคำบอกเล่าของ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) ระบุว่า เป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 

 

บทสวดมนต์ที่ส้มสวดเป็นประจำ
ทรงเอาชนะนางโสเภณีจิญจายะด้วยสันติธรรม


จากคำสอนของพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเล่าว่าได้พบกับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยาในนิมิต และได้ทราบว่า คาถาพาหุงมหากานี้ เป็นบทสวดที่สมเด็จพระพนรัตน์ ได้จารึกถวายต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้สวดเป็นประจำระหว่างอยู่ในพระบรมหาราชวัง หรือระหว่างออกศึกสงคราม เพื่อให้มีชัยต่อพระมหาอุปราชแห่งพม่า และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากกรุงหงสาวดีได้สำเร็จ

---------------------------------------------------------------------------------
 

อานิสงส์การสวด

สร้างพุทธคุณให้เกิดในตน มีผลพ้นบ่วงมาร

     บทสวดมนต์ "พุทธชัยมงคลคาถา" เป็นบทสวดที่พุทธศาสนิกชนได้ยินได้ฟังกันจนคุ้ยเคยมาเป็นเวลาช้านานเพราะในงานบุญงานกุศลต่างๆพระท่านก็นิยมสวดบทนี้อยู่เป็นประจำ เชื่อกันว่าบทสวดนี้มีอานุภาพเนื่องจากเป็นคาถาที่นำเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงผจญและชนะมารได้รวมลงไว้ในคาถานี้

 


พุทธบารมีแต่ละประเภท ในการปราบมารแต่ละประเภท


     ความเข้มขลังของพลังพระพุทธมนต์บทนี้ อยู่ที่สารธรรม คือ พุทธวิธีที่ทรงใช้ เพราะชัยชนะของพระพุทธองค์ มิใช่ทรงมาได้ด้วยพละกำลัง  แต่ทรงได้มาด้วยพระธรรมของพระองค์เอง คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณและพระกรุณาคุณ จึงเป็นชัยชนะที่มิต้องมีการเสียเนื้อของผู้เข้ามาผจญแต่อย่างใด

 

 

     โดยจะมีลำดับขั้นของบารมี เริ่มตามลำดับ ดังนี้  
 

บทที่ 1  ปราบมาร ด้วยทานบารมี 
พระคาถาพาหุงบทแรก พญามารเข้าผจญพระพุทธองค์เพื่อขวางการตรัสรู้ พระพุทธองค์ทรงใช้บารมีของพระองค์ ปรากฎพระแม่ธรณีออกมาบีมมวยผม

อานุภาพแห่งพระคาถาบทที่1 สะท้อนพุทธคุณในการช่วยปัดเป่าอุปสรรคอันตรายทั้งปวง


บทที่ 2  ปราบยักษ์ ด้วยขันติธรรม
ทรงปราบอาฬาวกะยักษ์ที่ได้รับพรจากท้าวเวสสุวรรณให้จับสิ่งมีชีวิต ที่เข้ามาไกล้เขตของตนกินได้ โดยทรงใช้ขันติเข้าปราม 

อานุภาพแห่งพระคาถาบทที่2 เพื่อเอาชนะคนที่มีจิตใจกระด้างอำมหิต

 

 บทที่ 3  ปราบช้าง ด้วยเมตตาธรรม

พระเทวทัตคิดกลอุบายปล่อยช้างนาฬาคิรี ที่เมาและตกมันมาหมายจะสังหารพระพุทธองค์ ทรงแผ่เมตตาไปยังพญาช้างทำให้พญาช้างสงบ

อานุภาพของพระคาถาบทที่ 3 เพื่อชนะศัตรูสัตว์ร้ายทั้งหลาย

 

บทที่ 4  ปราบมหาโจร ด้วยอิทธิฤทธิ์ 

โจรองคุลีมารถือดาบหมายจะสังหารพระพุทธองค์ และทรงใช้อิทธิฤทธิ์ทางใจจนสามารถเอาชนะใจโจร องคุลีมารให้กลับใจได้

อานุภาพของพระคาถาบทที่ 4 เพื่อป้องกันโจรและกลับใจคนได้


บทที่ 5 ปราบหญิงแพศยา ด้วยสันติธรรม
นักบวชลัทธิเชนจ้างโสเภณี ชื่อ จิญจายะใส่ร้ายว่า ท้องกับพระพุทธองค์ ทรงชนะได้ด้วยวิธีสงบพระหฤทัย จนท้ายที่สุด นางจิญจายะต้องโทษถูกธรณีสูบเอง

อานุภาพพระคาถาบทที่ 5 เพื่อเอาชนะการใส่ร้าย การชนะคดีความ

 

บทที่ 6  ปราบเจ้าลัทธิ ด้วยปัญญา 

สัจจะกนิครณ นักบวชลัทธิเชน กล่าวท้าทายดูหมิ่นศาสนาพุทธ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโต้ตอบเพื่อโปรดความเขลาจนนักบวชต้องจนหนทาง

อานุภาพของพระคาถาบทที่ 6 เพื่อเอาชนะความเขลาของคนและเอาชนะการโต้เถียงขัดแย้ง
 


บทที่ 7  ปราบพญานาคจอมพาล ด้วยฤทธิ์สู้ฤทธิ์
นันโทปนันทนาคราชไม่พอใจพระพุทธเจ้าที่เหาะข้ามวิมานตนไป จึงมาท้าทาย พระโมคลานะจึงขออาสาใช้ฤทธิ์ปราบพญานาคราช จนสามารถปราบเอาชนะได้
 

อานุภาพแก่งพระคาถาบทที่ 7 เพื่อเอาชนะเลห์เลี่ยมของคน

 

บทที่ 8 ปราบพกาพรหม ด้วยญาณ

พรหมชื่อ พกาหลงผิดคิดว่าตนนั้นบรรลุอยู่คงทนเป็นนิรันดร์ พระพุทธองค์จึงมาแสดงธรรมเพื่อโปรด พกามาพรหมท้าทายลองฤทธิ์กับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงแสดงอิทธิฤทธิ์แอบซ่อนตัวในมวยผมเพื่อให้พกามาพรหมค้นหาและทรงชนะในที่สุด
 

อานุภาพของพระคาถาบทที่ 8 เพื่อเอาชนะมานะทิฎฐิ
 


     ก
ารสวดพาหุงมหากาช่วยให้จิตใจเข้มแข็งพร้อมเผชิญอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาเสมอ บางอย่างเป็นผลจากกรรมที่ทำไว้ในอดีตผ่านมา บางคราก็เกิดจากกรรมปัจจุปัน

      ซึ่งหากผู้สวดน้อมนำสารธรรมที่แฝงความหมายของเเง่คิดในบทสวดมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ มีผลให้เกิดสติปัญญาขจัดปัดเป่าอุปสรรคข้อข้องหมดสิ้นไปจากชีวิตด้วยความเข้มขลังจากตัวคาถา 
 

---------------------------------------------------------------------------------
 

เริ่มต้น

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ )

พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
 

---------------------------------------------------------------------------------
 

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
 

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ
 

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ
 

--------------------------------------------------------------------------------

 

บทสวดพาหุงมหากา พร้อมบทแปล
และพุทธคุณแต่ละประเภทที่ทรงใช้ปราบมารแต่ละประเภท



บทที่ ๑  ปราบมาร ด้วยทานบารมี


พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมาะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ


พญามารเนรมิตแขนตั้งพัน ถืออาวุธ ครบมือ
ขี่ช้าง ครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามาร โห่ร้องก้องกึก

พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ ด้วยธรรมวิธี มีทานบารมี เป็นต้น
ด้วยเดช แห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


บทที่ ๒  ปราบยักษ์ ด้วยขันติธรรม

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

อาฬวกยักษ์ผู้กระด้าง ปราศจาก ความอดทน ดุร้าย
สู้รบกับพระพุทธเจ้าอย่าง ทรหดยิ่งกว่ามารตลอดราตรี
พระจอมมุนีทรง
เอาชนะได้ด้วยขันติวิธีที่ทรงฝึกฝนมาดี 
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


บทที่ ๓  ปราบช้าง ด้วยเมตตาธรรม

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ

พระจอมมุนี ได้เอาชนะช้างตัวประเสริฐ ชื่อ นาฬาคิรี ที่เมายิ่งนัก
และแสนจะดุร้าย ประดุจไฟป่าและจักราวุธและสายฟ้า
ด้วยวิธีรดลงด้วยน้ำ คือ ความมีพระทัยเมตตา  
ด้วยเดช แห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


บทที่ ๔  ปราบมหาโจร ด้วยอิทธิฤทธิ์

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ

โจรองคุลิมาล (โจรฆ่าคนเอานิ้ว ทำพวงมาลัยแสนดุร้าย)
ถือดาบเงื้อง่าวิ่งไล่ฆ่า พระพุทธองค์สิ้นระยะทาง ๓ โยชน์

พระจอมมุณี ทรงบันดาลอิทธิฤทธิ์ทางใจเอาชนะได้ราบคาบ 
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


บทที่ ๕  ปราบหญิงแพศยา ด้วยสันติธรรม

กัตวานะ กัฎฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นางจิญจมาณวิกา (สาวิกาพวกนิครนถ์) เอาไม้กลมๆ มาผูกท้อง

ทำอาการ ประหนึ่งว่ามีครรภ์ ใส่ร้ายพระพุทะเจ้าท่ามกลางฝูงชน
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม 
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


บทที่ ๖  ปราบเจ้าลัทธิ ด้วยปัญญา

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

สัจจกนิครนถ์ผู้ถือตัวว่าฉลาด เป็นนักโต้วาทะชั้นยอด สละเสียซึ่งสัจจะ

ตั้งใจมาได้วาทะหักล้างพระพุทธองค์ เป็นคนมืดบอดยิ่งนัก
พระจอมมุนีผู้สว่างจ้าด้วย “แสงปัญญา” ทรงเอาชนะได้
ด้วยเดชแห่ง ชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


บทที่ ๗  ปราบพญานาคจอมพาล ด้วยฤทธิ์สู้ฤทธิ์

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

พญานาค ชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก

พระจอมมุนี ทรงมี พุทธบัญชาให้พระโมคคัลลานะพุทธโอรสไปปราบ
ด้วย
วิธีแสดงฤทธิ์ที่เหนือกว่า
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคล จงมีแก่ท่าน


บทที่ ๘  ปราบพกาพรหม ด้วยญาณ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ

พรหมชื่อพะกา ผู้มีฤทธิ์ เห็นผิดคิดว่าตนเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์ 
ยึดมั่นในความเห็นผิดดุจมีมือถูกอสรพิษขบเอา
 เพราะมีจิตที่คิดถือเอาความเห็นผิด
พระองค์จึงทรงใช้วิธีวางยา คือ ทรงแสดงเทศนาให้ถูกใจ


บทส่งท้าย

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
 โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ

คนมีปัญญาสวดพุทธชัยมงคล คาถาทั้ง ๘ นี้เป็นประจำ โดยไม่เกียจคร้าน

พึงขจัดอุปัทวันตรายทั้งหลายได้ บรรลุถึงซึ่ง พระนิพพานอันเป็นสุข
 

---------------------------------------------------------------------------------

บทมหาการุณิโก

มหาการุณิโก นาโถ
       หิตายะ สัพพะปาณินัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา
       ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
       โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ 

ชะยันโต โพธิยา มูเล       สัก์ยานัง นันทิวัฑฒะโน
เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ
       ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก
       สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง
       อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ ฯ
สุนักขัตตัง สุมังคะลัง
       สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง
สุขะโณ สุมุหุตโต จะ
       สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง
       วาจากัมมัง ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง
       ปะณิธี เต ปะทักขิณา
ปะทักขิณานิ กัตวานะ
       ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ 

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง       รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ
       สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
       รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมานุภาเวนะ
       สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
       รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆานุภาเวนะ
       สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
 

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงบำเพ็ญพระบารมีทั้งปวง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด ด้วยการกล่าวสัจจวาจานี้ ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข้าพเจ้า


ขอข้าพเจ้าจงมีชัยชนะในชัยมงคลพิธี ดุจพระจอมมุนีผู้ยังความปีติยินดีให้เพิ่มพูนแก่ชาวศากยะ ทรงมีชัยชนะมาร ณ โคนต้นมหาโพธิ์ทรงถึงความเป็นเลิศยอดเยี่ยม ทรงปีติปราโมทย์อยู่เหนืออชิตบัลลังก์อันไม่รู้พ่าย ณ โปกขรปฐพี อันเป็นที่อภิเษกของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ฉะนั้นเถิด


เวลาที่กำหนดไว้ดี งานมงคลดี รุ่งแจ้งดี ความพยายามดี ชั่วขณะหนึ่งดี ชั่วครู่หนึ่งดี การบูชาดี แด่พระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ กายกรรมอันเป็นกุศล วจีกรรมอันเป็นกุศล มโนกรรมอันเป็นกุศล ความปรารถนาดีอันเป็นกุศล ผู้ได้ประพฤติกรรมอันเป็นกุศล ย่อมประสบความสุขโชคดี เทอญ


ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ
 

(จบบทสวดถวายพรพระ)

 

 

 

 

เรียบเรียงจากที่มา: 

http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/buddhist115.htm

http://anisongpahung.blogspot.com/p/blog-page_9402.html

 http://picpost.postjung.com/133598.html

http://www.dhammajak.net/chaiya/2.html

 

 

 
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้
 
 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism   พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
  ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1 ( อุดมชัย )  
 
ขอชื่นชมในทุกสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้กระทำความดี อันเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น และสังคม
ขอเป็นกำลังใจให้ทำความดีต่อๆไปในอนาคต
วันที่ 29 ธ.ค. 2552