พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
Log in | วันจันทร์ที่ 22 ธ.ค. 2557 | 1:41 น.
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
หน้าหลัก > ความรู้คู่คุณธรรม > บทความธรรมะ > เกร็ดธรรมสุดยอด - พระอาจารย์สนอง กตปุญฺโญ ตอน 1
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
บทความธรรมะ 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
 
 

เกร็ดธรรมสุดยอด - พระอาจารย์สนอง กตปุญฺโญ ตอน 1

โพส : วันที่ 29 ส.ค. 2555 เวลา : 18:20 น.
โหวต : | เข้าชม : 1,276 ครั้ง
 

พระอาจารย์สนอง กตปุญฺโญ แห่งวัดสังฆทาน จ. นนทบุรี
 

  • คิดดีก็รู้ คิดไม่ดีก็รู้ คิดดีก็เฉย คิดไม่ดีก็เฉย เราก็รู้จักตัวเราว่ามีทั้งคิดดี และคิดไม่ดี สงบหรือไม่สงบ เราก็ยืนอยู่ต้องเฉย “เฉย” ก็คือการทำสติ หรือภาวนา พยายามดึงกลับมาไว้ตรงนั้น มันก็สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ.........ใครจะทำอย่างไร ก็วางเฉยได้ ไม่ปากเปราะ ไม่อารมณ์ร้อน ไม่ตอบโต้กับใครง่ายๆ เฉยเป็น นิ่งเป็น ที่มาฝึกก็เพราะเราต้องการสิ่งเหล่านี้ คือ ธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนั่นเอง  
     

  • เรามาฝึกใจของเรา ได้ก็ไม่ดีใจ เสียไปก็ไม่เสียใจ ทำเป็นกลาง อยู่ก็ดีใจ ไปก็ไม่เสียใจ ใครจะเกลียดเรา ก็ไม่เสียใจ ใครจะรักเรา ก็ไม่ลืมตัว เมื่อเราทำใจเป็นกลาง เราถือว่า ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นทุกข์ทั้งนั้น มันเป็นกังวลทั้งนั้น มันเป็นภาระหนักทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปจับอะไร สักอย่างหนึ่ง
     ใจเราก็เหมือนกัน ถ้าเราวางใจเสียได้ ไม่ไปยึดว่าเป็นของเรา ไม่ไปยึดว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะต้องได้มาอย่างนั้น จะต้องได้มาอย่างนี้ จิตเราก็สบาย
     

  • พระพุทธเจ้าทรงศึกษามาแล้วจนจบจิต พวกเราที่ยังเป็นวัฏฏะ เวียนว่าย ตาย เกิดอยู่ก็ เพราะเราศึกษาจิตไม่จบ เพราะเรายังหลงจิตอยู่ ยังไม่รู้ว่าจะจับจุดพิจารณาอย่างไร ทำอย่างไรที่จะเข้าไปรู้ให้ถึงธรรมอันนั้น เพราะเรายังอยู่ในวัฏฏะ ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ เพราะจิตไม่มีตัวตน ก็เลยไม่รู้ว่าจะมองดูอย่างไร จะจับอย่างไร จิตนั้นมีความโลภ โกรธ หลง อยู่ในนั้นอยู่แล้วเราก็ไม่สามารถไปจับเขามาดู หรือมาบีบคั้นให้มันหมดไปได้อย่างไร
     เมื่อไม่มีตัวตนเราก็ต้องใช้วิธีจับจิต แบบไม่มีตัวตนก็คือ ใช้การภาวนา เอาจิตเข้าไปไว้ตรงใดตรงหนึ่งให้จิตเป็นหนึ่ง เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่เป็นหนึ่งก็ปรากฏความคิดขึ้นมา คิดไปเรื่องโน้นเราก็ตั้งสติ คิดไปเรื่องนี้เราก็รู้สติว่าเราคิดอะไร พอเรารู้ทันหนักเข้าๆ มันก็รวมเป็นใจว่าง ใจว่าง ใจสว่างนั่นคือ ตัวรู้ทันจิต ทำให้เกิดปัญญาญาณรอบรู้เท่าทันจิตตัวเองเกิดความสุขสงบขึ้นมา

  • บุญและบาปอยู่ในใจเราคนเดียว เหมือนมีคน ๒ คนอยู่ในใจเรา ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ผลัดกันแสดงอาการออกมา เวลาสงบก็มี “พุธโธ ธัมโม สังโฆ” อยู่ในใจ และนึกถึงพระอรหันต์อยู่ในใจ คนดีก็โผล่ขึ้นมาในใจ ก็นึกแต่สิ่งที่ดี พูดคุยแต่สิ่งที่ดี ก็แสดงอาการที่ดีออกมาทางกายและวาจา

    ถ้าขาดสติสัมปชัญญะ คนไม่ดีก็เกิดขึ้นมาแทน คิดแต่เรื่องไม่ดี ทำแต่เรื่องไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ดี ทำแต่เรื่องที่ไม่สบายใจตลอดเวลา เขาเรียกว่า จิตตสังขารปรุงแต่งเป็นบุญและบาป “ปรุงแต่ง” เป็นบุญก็สบายใจ เย็นใจ ถ้าปรุงแต่งเป็นบาปก็ทำให้จิตใจเร่าร้อน เป็นทุกข์ระทมขมขื่นใจ จิตตสังขารปรุงแต่งจิตให้เป็นบุญและบาปอยู่สม่ำเสมอ ก็ต้องทำ “อุเบกขา” คือ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย สุขก็ทำเฉยๆ ทุกข์ก็ทำเฉยๆ ถือว่าเป็นธรรมดาที่คนเราก็มีอยู่ทุกวันทุกเวลา
     

  • ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนตามหลักธรรมชาติโดยตรง ร่างกายของเราก็เป็นธรรมชาติ ปรุงแต่งมาจากธรรมชาติ ที่เรามานั่งอยู่นี่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติทั้งหมด
     

  • ที่ทุกข์ที่สุขนี่ เราไปคิดเอาเองจนเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต จนกลายเป็นยึดมั่นถือมั่น ว่าจากเราไปไม่ได้ ทั้งๆที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันจากกันได้หมด ไม่มีอะไรติดอยู่ในตัวเราเลย จะมีก็ “ทาน ศีล ภาวนา” ที่จะติดอยู่ในใจเราได้
     
    สิ่งนี้แหละที่จะส่งเราไปถึงพระนิพพาน นอกจากนั้นไม่มีเลย ไปไม่ถึงนิพพาน เป็นของหล่นอยู่กับโลกหมด กลายเป็นของที่ถูกคนอื่นนำไปใช้ต่อ
     

  • ที่คนเราไปศึกษาข้างนอกมากๆ จึงได้แต่ความวุ่นวาย เพราะไม่เคยดูกายใจตัวเอง ไปเห็นผมคนโน้นสวย เห็นขนคนนี้สวย เห็นปรุงแต่งแต่เรื่องสวยงาม เห็นเล็บ เห็นขน เห็นหนังคนโน้นสวยคนนี้สวย ใจมันก็เลยไม่สงบ พอมาดูตัวเรา เราก็หลงว่ามันเป็นอย่างนี้ เรียกว่าไม่ได้ดูตัวเอง หรือดูแต่ไม่ได้พิจารณาให้แจ้งชัด จิตมันก็เลยฟุ้งซ่านไม่สงบ 
     

  • เรียนรู้กรรมฐาน ก็คือ เรียนรู้เรื่องของตัวเองตามความเป็นจริงแล้ว ก็ไปรู้เรื่องธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม แยกกายแยกใจตัวเอง การที่เราเรียนรู้แยกกายแยกใจ ทำให้จิตของเราสบายไม่ข้อง ไม่ไปวิตกกังวล จึงว่าเราต้องมาคิดถึงเรื่อง ความเกิด แก่เจ็บ ตาย ถ้าเราไม่คิดถึงเรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตายเลย เราก็คงไม่เป็นสุขพอเราคิดแล้วเรื่องราวต่างๆ มันก็ปล่อยวางได้ ดีใจเสียใจเราก็ปลงได้ เรื่องของการปฏิบัติมันก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเรื่องพิจารณาตัวเอง ถ้าเรามาดูเรื่องอย่างนี้มันก็ไม่ยากอะไร ก็ไม่ใช่ของลำบากอะไร แล้วพอมาเห็นเรื่องของตัวเรา เราก็สงบมีความรู้มีปัญญาเกิดขึ้น ควบคุมใจตัวเองได้ก็เป็นของดีที่สุด
     

  • “สมาธิ” ทำให้คนฉลาด ทำให้คนรู้จักใจตัวเอง สมาธินี่เป็นการทำเบรค คนเราโดยมากใจไม่มีเบรค เพราะไม่มีสมาธิ ไม่มีสติ ไม่มีการควบคุมใจของตนเอง ก็กลายเป็นคนใจไม่ดี คอยมีเรื่องอยู่ทุกวัน เพราะขาดสติทุกวัน แต่ถ้าเราทำใจดีๆ แล้ว ก็ไม่มีเรื่องอะไรกับใคร มีแต่เรื่องดีให้เขาทั้งวัน พูดเมื่อไหร่ก็สบายใจเมื่อนั้น นั่นแหละเพราะใจดี
     

  • ถ้ามนุษย์ดิ้นรนเกินความจริงเป็นทุกข์ไหม ที่เราดิ้นรนทุกวันนี้มันเกินความจริงโยม เกินฐานะของมนุษย์ มนุษย์จึงเดือดร้อนเหมือนกับคนมีบ้านหลังหนึ่งที่พออยู่ แต่มนุษย์บอกว่ามันเล็กเกินไปกลัวจะอายเขา เพราะบ้านเล็ก บริษัทเล็กไปต้องให้ใหญ่กว่านี้ นี่เกินความจริงแล้ว ! แล้วก็ดิ้นรนไปกู้หนี้ยืมสิน โทรทัศน์เท่านี้บอกว่า จอมันเล็กไป เดี๋ยวเพื่อนมาเยี่ยมแล้วอายเขา ต้องให้มันจอใหญ่ๆ หน่อย เครื่องเสียงขนาดนี้ เล็กไปมันไม่กระฮึ่ม ต้องเอาให้มันใหญ่ๆ เสื้อผ้าอย่างนี้ไม่พอ ต้องแต่งให้มากกว่านี้
     

  • ความจริงแล้วมนุษย์แค่พึ่งพาอาศัยตนเองนิดหน่อยๆ พอแล้ว แต่ทุกวันนี้เราอยู่ด้วยความหลอกกัน ต้องเอาอะไรมาปกปิดตกแต่งให้ทุกคนยอมรับเรา และมนุษย์ที่ยอมรับเราก็มนุษย์ที่หลงตัวทั้งนั้นเลย ที่ไม่รู้จักความจริงทั้งนั้นเลย ก็มายกย่องเราว่าถูกต้อง 
     

  • คุณอยู่อย่างนี้ดีแล้ว คุณรวย คุณเก่ง แล้วเราก็ได้รับการยกย่องจากคนที่ไม่รู้ความจริงของมนุษย์ สังคมจึงถูกหลอกอยู่อย่างนี้กันทุกวัน เราก็ต้องดิ้นรนตามเขาใช่ไหม ? จึงเหนื่อยเหน็ด แต่ถ้าเราอยู่ด้วยความจริงแล้ว เมืองไทยเราจะอยู่อย่างสมถะ อยู่ได้อย่างไม่จนเลย
     
    เหมือนอย่างที่ในหลวงท่านสอน เราเคยอยู่กันมาได้ เรามีอะไรก็แลกเปลี่ยนกันกิน มีน้อยก็ใช้น้อย มีมากก็ใช้มาก อยู่อย่างสมถะ อยู่อย่างนี้เราก็อยู่กันได้นี่ อยู่มาตั้งหลายร้อยปีแล้ว แต่ทำไมทุกวันนี้อยู่ไม่ได้ แสดงว่าเราไม่ได้อยู่ด้วยพื้นฐานความจริง ฉะนั้นขอให้เราอยู่ด้วยความจริงแล้วเราจะสบายใจ
     

  • เราทำบุญ เราก็ต้องเข้าใจว่าทำแล้วคือสำเร็จ ทำแล้ว คือได้ผล ทำแล้วมีพยาน ทำแล้วมีหลักฐาน ทำแล้ว พิสูจน์ได้ เราทำเองเราก็เห็น เราจะเห็นเองว่า ทุกข์แค่ไหน เสียใจแค่ไหน ดีใจแค่ไหน โกรธแค่ไหน โลภแค่ไหน รักชังแค่ไหนไม่มีใครจะรู้ใจเรา เราจะต้องรู้จิตของเราเอง 
     

  • พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีตัวรู้ คือนาม ธรรม ให้มีตัวรู้คือสติ ให้มีตัวรู้คือสมาธิ ให้มีตัวรู้ คือ ปัญญาให้ไปไตร่ตรองพิจารณาทุกข์สุขที่ใจของเรา เราจะได้เห็นตัวเราจะได้เข้าใจถ่องแท้ของแก่นธรรม ในตัวเรา รู้เรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้ความเกิด ความดับของจิตว่าไม่มีอะไรทุกข์เกินจิต ไม่มีอะไรสุขเกินจิต เมื่อเรารู้จักจิตใจของเราแล้ว เราก็จะเข้าใจตัวเราเอง 
     
    พระโสดาบันจึงไม่สงสัยในศาสนาทุกศาสนา ไม่สงสัย ในบุญบาป ไม่สงสัยในกรรมเวร ไม่สงสัยในกรรมดี กรรมชั่วของตัวเองและของคนอื่น มีความมั่นใจในการสร้างแต่ความดี มั่นคงในการให้ทาน มั่นคงในการรักษาศีล มั่นคงในการเจริญภาวนา ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ท้อถอยไม่ตัดพ้อต่อว่าใครดีใครชั่วใครจะมาทำร้าย ร้าย ใครจะมานินทา ใครจะมาสรรเสริญ ใครจะมากลั่นแกล้ง ใครจะทำอย่างไรก็ไม่หวั่น เพราะเชื่อในการทำความดีของตนเอง มีความมั่นใจเหมือนเพชร ย่อมแข็งแกร่ง ย่อมเป็นหนึ่ง
     

  • เรามาแก้ใจตัวเองเถอะ พยายามหาศีลหาธรรมให้มากขึ้น ศีลธรรมจะทำให้ใจเราดี ให้ทานจนไม่มีความตระหนี่ รักษาศีลจนไม่กลัวแก่ ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ทำสมาธิจนมั่นใจ ไม่ทิ้งศีลธรรม มีปัญญารอบรู้ ในกองสังขาร คือ รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ แตกสลายอยู่ทุกเวลา ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เราไม่ทุกข์กับมัน พอรู้ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์เท่านั้นแหละ คนคนนั้นฉลาดเลย ปลงตก ปล่อยวางเป็น อยู่ที่ไหนก็สบาย ขันธ์ ๕ มีทุกข์ทั้งนั้น เดี๋ยวคนนั้นป่วย เดี๋ยวคนนั้นเจ็บ เดี๋ยวคนนั้นเกิด เดี๋ยวคนนี้ตาย เดี๋ยวคนนั้นมีเรื่องอย่างนี้ คนนี้มีเรื่องอย่างนั้น 
     

  • โอ ! ขันธ์ ๕ นี่ทุกข์วุ่นวายจริงๆ แบกทุกข์อยู่นั่นเอง มันแก่ มันเจ็บ มันตาย มันพลัดพรากก็เพราะขันธ์ ๕ นี่เอง จึงต้องเสียใจ ต้องร้องไห้ ต้องโลภ ต้องโกรธ ต้องหลง ก็เลยรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีทุกข์เพราะมีขันธ์ ๕ ก็ปล่อยวางเป็น ก็สบายเพราะมีปัญญา ใครจะทำอะไรก็ไม่ไปด่ากับใคร ไม่ไปทะเลาะกับใคร ปลงใจได้อุเบกขาได้ วางเฉยได้ ก็เป็นคนใจเย็น
     

  • คนเราที่ทะเลาะกัน ก็คือ แย่งความเป็นใหญ่ หรือแย่งความคิดที่ว่าตัวเองเป็นเจ้าของ ตัวเองเป็นนาย ตัวเองสำคัญ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าเขา แต่แท้ที่จริงแล้วคนเรามีธาตุธรรมเสมอกัน ไม่มีใครจะเกินเลยกันได้ มนุษย์เรานี้มีกินเท่ากัน นอนเท่ากัน ใช้ชีวิตไม่ต่างกัน บุญกุศลก็สามารถทำได้เท่ากัน ไม่มีใครจะวิเศษกว่ากัน
     

  • ทุกวันนี้เราก็ทุกข์มากอยู่แล้ว เดือดร้อนพอกันแล้ว อย่าไปหาสิ่งอื่นมาใส่ใจอีกเลย ต้องพยายามนะ พยายามทำให้เกิดปัญญา ให้เห็นค่าสมมุติว่าของอาศัยอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม ทำใจให้หลุดพ้น ทำใจให้ไปนิพพาน คือทำใจให้ดีนั่นเอง ทำใจไม่ให้เป็นคนพาล ทำใจไม่ให้เป็นคนโกรธ ไม่เกลียด ไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่ปองร้ายใคร ไม่มองใครในแง่ร้าย...สาธุ ! สาธุ ! อยู่เรื่อยๆ ดีๆๆ อยู่เรื่อย 
     

  • เห็นใครทำดีเราก็ว่าดี เห็นใครทำไม่ดี เราก็เฉย เราทำดีแล้วดีเข้าตัวเราหมด ก็จะมีความสุข ไม่ใช่ว่าเห็นอะไรก็ไม่ดีฟังก็ไม่ดี มันก็เข้าตัวเองหมด ร้อนเข้าตัวเองหมด 

    เห็นคนนั้นก็ไม่ดีเห็นคนนั้นก็ไม่ดีเห็นคนนี้ก็ไม่ดี ได้ยินได้ฟังก็เอาแต่เรื่องไม่ดีอย่างเดียว คนที่ได้ยินก็ร้อนใจ เราต้องเอาแต่สิ่งที่ดีใครทำอะไรก็กรรมของเขา เราทำกรรมดีก็กรรมของเรา พอเราทำจิตใจได้ก็จะไม่มีทุกข์ เราต้องหาที่พึ่งให้ถูกต้อง อย่าไปหาที่พึ่งที่ผิดๆ 
     

  •  นั่งสมาธิก็ต้องการดับ ดับอะไร ? ดับความวุ่นวายใจ ดับความคิดมาก ดับความร้อนใจมาก ดับความมีปัญหามาก คนพูดมาก คนคิดมาก คนวุ่ยวายมาก มีตัวตนมาก คือ ตัวเรา เราคือตัววุ่นวายต้องพยายามแก้ตัวเรา ไม่ให้วุ่นวาย คราวนี้บ้านช่องเรือนชานก็อยู่เป็นสุข กินก็สบาย นอนก็สบาย ตั้งแต่หยุดโกรธได้ ไม่มองใครในแง่ร้ายนี่สบาย ใครจะลำบากใจเราก็ไม่ลำบากใจ มันอยู่ที่ใจเราไม่เดือดร้อนนี่เอง

เนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
 

แหล่งที่มา :   เว็บไซต์ธรรมจักร

 
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้
 
 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism   พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
  ความคิดเห็น
-- ไม่มีความคิดเห็น --