พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
Log in | วันเสาร์ที่ 19 เม.ย. 2557 | 6:21 น.
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
หน้าหลัก > ความรู้คู่คุณธรรม > บทความธรรมะ > เรื่องเล่า สมเด็จโต ตอน 1
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
บทความธรรมะ 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
 
 

เรื่องเล่า สมเด็จโต ตอน 1

โพส : วันที่ 18 มิ.ย. 2555 เวลา : 11:29 น.
โหวต : | เข้าชม : 5,186 ครั้ง
 

คายกิเลส 

ปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสยิ่งของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ อีกประการหนึ่ง คือ ไม่ว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จ จะไปฉันภัตตาหารที่ไหน ไม่ว่าในวัดในวังหรือตามที่เขานิมนต์ท่านไปก็ตาม อาหารที่นำมาถวายนั้นท่านรับทุกอย่าง แต่พอเวลาฉันแล้ว ถ้าคำใดที่ท่านขบเคี้ยวแล้วรู้สึกอร่อยขึ้นมา ท่านก็จะรีบคายอาหารคำนั้นออกจากปาก โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและค่อยคายออกมาไม่ให้เป็นที่สังเกตหรือน่ารังเกียจแก่บุคคลทั่วไป

แล้วอาหารที่ท่านคายออกมาทันทีที่รู้สึกอร่อยนี่แหละ ที่เป็นมวลสารอย่างหนึ่งในการนำไปรวมผสมเป็นเนื้อพระสมเด็จของท่าน การคายอาหารที่มีรสอร่อยก่อให้เกิดกิเลสนี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ เป็นผู้มีสติคอยพิจารณาอยู่ตลอดเวลา จึงสามารถรู้เท่าทันและจับกิเลสของตัวเองได้ว่า เมื่อใดมีความโลภ ความโกรธ ความหลง นับว่าท่านได้ปฏิบัติจิตอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในเวลาฉันภัตตาหาร จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดท่านเจ้าประคุณสมเด็จ จึงทรงไว้ซึ่งกิตติคุณความวิเศษนานาประการ 


วิธีฝึกเทศน์ 

การฝึกเทศน์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ นับว่าแปลกแหวกแนวไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร

ท่านฝึกเทศน์ที่กุฏิวัดระฆังฯ ด้วยการเริ่มต้นว่า ต้องหัดเป็นคนบ้า ท่านขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ สมมติว่าเป็นธรรมาสน์ แล้ววาดมโนภาพว่า "ข้านี้เว้ยสมเด็จโต เหนือสรรพพระในสยาม กำลังเทศน์ให้ฟัง" สมมติว่า หมาที่อยู่ในกุฏิ แมวที่อยู่ในโบสถ์เป็นคนห้อมล้อมกำลังคอยฟัง เทศน์เข้าไปเรื่อย ๆ แล้วก็ตั้งมโนภาพบอกตัวเองว่า 
"เวลานี้คนตั้งล้านตั้งแสนตั้งหมื่น กำลังจ้องเราอยู่ เราเทศน์ไป ๆ เทศน์เรื่อย ๆ แล้วเราก็ต้องสร้างมโนภาพปลุกใจตัวเราเองว่า อุ๋ย เขาว่าเราเทศน์ดีเว้ย ตบมือใหญ่อยู่แล้วโว๊ย คือ ต้องหัดเป็นคนบ้าก่อน...." 
 

หาคนพูดจริง... 

มีเรื่องเล่าอีกเรื่อง สมัยท่านเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ รัชกาลที่ ๕ ได้ให้นำอาหารจากวังมาถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (โต) ท่านก็เอาอาหารนั้นไปเทลงกระทะแล้วก็ไปเก็บผักอะไรต่ออะไรที่มีขึ้นอยู่ตามหน้าวัดไปรวมต้มด้วยกัน ใส่เกลือ ๓ ถุง ใส่น้ำเต็มกระทะ คงมีอาหารที่เทลงไปเพียงนิดหนึ่ง ท่านเจ้าประคุณสั่งตีกลองบอกกล่าวพระเณรทั้งหลายว่า วันนี้สมเด็จโตจะเลี้ยงพระ ให้ทุกคนมารับอาหาร ซึ่งพูดตามความจริงแล้วอาหารที่ท่านทำขึ้นนั้นกินไม่ได้หรอก

เมื่อทุกคนมารับอาหารจากท่านไปแล้ว ตกเย็นพอจะเข้าไปโบสถ์สวดมนต์เย็น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จรีบไปถึงโบสถ์ก่อนคนอื่น และได้ยืนดักถามพระทุกรูปในวัดทั้งหมดซึ่งมีอยู่ ๒๙ รูป ถามว่าอาหารที่ท่านปรุงวันนี้อร่อยไหม พระทุกรูปตอบว่า "อร่อย" บ้าง "พอกินได้" บ้าง

ในจำนวนพระทั้งหมดซึ่งมีอยู่ ๒๙ รูป มีอยู่องค์หนึ่งชื่อ ขรัวตาจ้อน ขรัวตาจ้อนผู้นี้รักษาศีลข้อ "มุสาวาท" ไว้ได้เป็นอย่างดี บอก "ขอโทษท่านเจ้าประคุณสมเด็จขอให้กระผมพูดอย่างจริงใจเถิด อาหารที่ท่านเลี้ยงวันนี้ หมามันยังไม่กินเลย" ท่านยกมือพนมกล่าวว่า "สาธุ บัดนี้ลูกของตถาคตยังมีอยู่ในวัดระฆังฯ หนึ่งองค์" พอเข้าไปในโบสถ์ ท่านก็เทศน์คำว่า "มุสาวาทาเวระมะณี" 


สมเด็จเข็นเรือ 

เจ้าประคุณสมเด็จเป็นพระที่พูดจาสุภาพ จ๊ะจ๋ากับคนทุกคน ไม่ว่าไพร่ผู้ดี จึงมีผู้เคารพนับถือท่านไปทั้งบ้านทั้งเมือง และมักไม่ใคร่ขัดศรัทธาใครง่าย ๆ ใครนิมนต์งานอะไร ท่านก็ไปให้เขาทั้งหมด 

คราวหนึ่ง ชาวสวนราษฎร์บูรณะนิมนต์ไปเจริญพุทธมนต์ที่บ้านของเขา ซึ่งต้องนั่งเรือเข้าไปในคลองเล็ก ๆ สายหนึ่ง เวลาน้ำน้ำแห้งติดก้นคลอง ท่านเจ้าประคุณสมเด็จกับศิษย์ ๒ คน ต้องช่วยกันเข็นเรืออยู่กลางคลอง ชาวบ้านเห็นเข้าก็ตกใจ ร้องเอ็ดอึงว่า "สมเด็จเข็นเรือ ๆ " ท่านจึงตะโกนบอกเขาว่า "ฉันชื่อขรัวโตจ้ะ สมเด็จท่านอยู่วัดระฆังฯ โน่นแน่ะ" 

(ข้อนี้มีอธิบายว่า พัศยศและตราตั้งสมัยสมเด็จนั้น ท่านเอาไว้ที่วัดระฆังฯ ไม่ได้เอาติดตัวขรัวโตมาด้วย) 


ไปไม่ทัน 

อีกคราวหนึ่ง เป็นงานใหญ่มาก คือพระราชพิธีโสกันต์ลูกเธอพระองค์หนึ่งในพระบรมมหาราชวัง สังฆการีวางฎีกาอาราธนาท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ไปสวดมนต์เย็นร่วมกับพระราชาคณะรูปอื่น ๆ เช่นเคย จะด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ สมเด็จไปไม่ทันเจริญพระพุทธมนต์เย็นในวันนั้น 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงตรัสเชิงสัพยอกต่อเจ้าประคุณสมเด็จว่า "ขรัวโตนี่ไม่ใส่ใจต่อหน้าที่ราชการเอาเสียเลย ทำอย่างนี้ในหลวงถอดเสียดีไหม?" 

พอสวดมนต์เสร็จ และ ถวายพระพรลาแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จหาได้เอาพัดยศกลับไปด้วยไม่ พนักงานชาวสังฆการีคิดว่าท่านลืม จึงรีบฉวยพัดยศวิ่งตามเอาไปคืนให้ สมเด็จย้อนถามเอาว่า "นี่พ่อคุณ เป็นอะไรหรือจึงมาตั้งสมเด็จกันง่าย ๆ ฉะนี้ เมื่อตอนถอดท่านก็ถอดกันในวัง จะมาตั้งกันข้างถนนได้กระไร?" 

เจ้าพนักงานสังฆการีต้องรีบนำความขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ พอวันรุ่งขึ้น พระสงฆ์รับพระราชทานฉันภัตตาหารเสร็จ รัชกาลที่ ๔ จึงพระราชทานพัดยศคืนให้ดังเดิม แล้วถวายไตรแพรอีกหนึ่งไตรเป็นของแถมพก 
 

จริยาวัตรของท่านเจ้าประคุณ

เรื่องราวของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (โต) ที่น่าสนใจมีอีกมากมาย แต่สิ่งที่ควรแก่การกล่าวถึงคือ 
จริยาวัตรของท่านเจ้าประคุณ ซึ่งถือปฏิบัติมาตั้งแต่ท่านบรรพชาเป็นสามเณร จนกระทั่งได้รับสถาปนาแต่งตั้งที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จมีสัจจะในการประพฤติปฏิบัติเป็นกิจวัตรดังนี้

ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ตีห้าท่านจะตื่นทันที อาบน้ำชำระกาย แล้วสวดมนต์นั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมง 
เวลา ๐๖.๐๐ น. ออกบิณฑบาต แม้ว่าวังหลวงจะจัดอาหารมาถวาย ท่านก็จะออกบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์ตามรอยพระสมณโคดม แล้วกลับมาตักน้ำใส่ตุ่มถึงจะฉันอาหาร ปกติท่านเจ้าประคุณสมเด็จจะฉันอาหารเพียงมื้อเดียว เว้นแต่ติดนิมนต์ไปฉันบ้านญาติโยม เวลา ๑๑.๐๐ น. ถึง ๑๒.๐๐ น. เป็นเวลสำหรับราชการกิจนิมนต์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จเป็นผู้ถวายคำแนะนำราชกิจบางประการที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปรึกษา โดยฝากมาพร้อมปิ่นโตอาหารที่นำถวายจากพระราชวังทุกวัน 


สร้างพระ สร้างวัด 

ในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้ที่ดินในเขตอำเภอไชโย แขวงอ่างทอง เพื่อสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่หน้าตักกว้าง ๘ ว่า ๗ นิ้ว สูง ๑๑ วา ๑ ศอก ๗ นิ้ว ก่ออิฐถือปูนประทับนั่ง ปางมารวิชัย ถวายพระนามว่า พระมหาพุทธนันท์ และสร้างวัดไว้ ณ ที่นั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงถิ่นกำเนิดของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (โยมบิดาและโยมมารดาพบกัน) โดยตั้งชื่อวัดนี้ว่า วัดเกตุไชโย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตประทับตราแผ่นดินและตราพระราชบัญญัติวิสุงคามสีมา ถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เพื่อสร้างวัดเกตุไชโย อุทิศกุศลแก่โยมบิดา และสนองพระคุณโยมมารดาที่ทุกข์ทรมานอุ้มครรภ์และคลอด ตลอดจนกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูสั่งสอน สอนเดิน ณ ตำบลแห่งนี้ 

ช่วงปลายชีวิตของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ท่านเดินทางไปหลายแห่งทั่วประเทศ และสร้างอนุสรณ์ไว้ เช่น 

๑. พระพุทธรูปนอนใหญ่ที่วัดสะตือ ต. ท่าหลวง อ. ท่าเรือ จ. พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐถือปูน องค์พระยาว ๑ เส้น ๖ วา สูง ๘ วา ฐานยาว ๑ เส้น ๑๐ วา กว้าง ๔ วา ๒ ศอก สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๓ 

๒. พระพุทธรูปนั่งที่วัดพิตเพียน (วัดกุฎีทอง) จังหวัดพระนคร เป็นพระก่ออิฐถือปูน ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ วา ๓ ศอก 

๓. พระพุทธรูปที่วัดกลาง ต. คลอดข่อย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร ทำด้วยอิฐถือปูน สูง ๖ วาเศษ เล่ากันว่า สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นป่ารกชัฏ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้เอาเงินตราเก่า ๆ มีค่าโปรยเข้าไปในป่า ชาวบ้านย่านนั้นร่วมกันถางป่าจนราบเรียบเตียนโล่ง เพื่อหาเงินดังกล่าว จึงสามารถสร้างพระพุทธรูปยืนองค์นี้ได้ ต่อมาได้กลายเป็นสำนักสงฆ์ และเป็นวัดในที่สุด 

๔. เจดีย์วัดละครทำ ที่แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี เป็นเจดีย์นอน ๒ องค์ หันฐานเข้าหากัน ห่างกันประมาณ ๒ ศอก ปัจจุบันชำรุดทรุดโทรมมาก องค์ด้านใต้ถูกรื้อทำลายไปนานแล้ว องค์ด้านเหนือก็แทบจะไม่เป็นรูปร่างเสียแล้ว เนื่องจากถูกคนขุดค้นหากรุพระสมเด็จ 

๕. รูปปั้นแทนโยมตาและโยมแม่ สร้างกุฏิ ๒ หลัง อยู่ด้านทิศใต้ของวัดอินทรวิหาร ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง ขนาดเท่ากัน กว้าง ๑ วา ยาววาครึ่ง ปั้นรูปแทนโยมตาเป็นรูปพระสงฆ์นั่งขัดสมาธิ หน้าตักกว้าง ๒๔ นิ้ว อยู่กุฏิหลังซ้าย ส่วนแทนโยมมารดาปั้นเป็นรูปภิกษุนั่งขัดสมาธิ หน้าตักกว้าง ๒๓ นิ้ว ประดิษฐานอยู่กุฏิหลังขวา 

๖. หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร ที่ตำบลบางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร สูง ๑๖ วาเศษ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จสร้างได้ประมาณ ๙ วาเศษ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพเสียก่อน ต่อมาหลวงปู่แดงได้ก่อสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสมบูรณ์ 


พระสมเด็จ

แต่ที่เป็นที่นิยมและคนทั่วไปรู้จักกันดี ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันนั้น เห็นจะได้แก่การสร้าง “พระสมเด็จ” อันขึ้นชื่อลือเลื่อง ซึ่งท่านได้สร้างพระพิมพ์แบบต่างๆ ไว้มากมาย มีรูปแบบและลักษณะที่แตกต่างกันออกไป แต่มีชื่อเสียงทางด้านพุทธคุณ จนเป็นที่เสาะแสวงหากันในปัจจุบันทั้งมีราคาค่างวดสูงลิบลิ่ว คือ

พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ ท่านเป็นผู้ที่คิดรูปแบบนี้ขึ้นเป็นองค์แรก โดยมีความหมายอย่างลึกซึ้งยิ่ง คือ

  • รูปเหลี่ยมด้านไม่เท่าที่เป็นกรอบนอก หมายถึงแผ่นดินที่ทรงพระอริยสัจจ์อยู่

  • วงโค้งในรูปสี่เหลี่ยม หมายถึงอวิชาที่คลุมพิภพอยู่

  • รูปสามเหลี่ยมในวงโค้ง หมายถึงพระรัตนตรัย

  • รูปพระนั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิ์ญาณ 

  • ฐาน ๓ ชั้น หมายถึง พระไตรปิฎก
     

จนถึงปลายปีพ.ศ.๒๔๑๓ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต ได้มีลายลิขิตแจ้งแก่กรมสังฆการีว่า จะขอพระราชทานราชานุญาตยกเป็นกิตติมศักดิ์ ด้วยเหตุชราภาพ ไม่สามารถรับราชการเทศน์หรือสวดฉัน ในพระบรมมหาราชวังได้

จากนั้นท่านก็เดินทางไปยังที่ต่างๆ ตามสบาย และขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาทเสมอทุกปี ถ้าอยู่จำพรรษาที่วัดระฆัง ท่านก็จะกดพระพิมพ์ของท่านไปเรื่อยๆ จนได้ครบ ๘๔,๐๐๐ องค์ และปิดทองไปได้ ๔๐,๐๐๐ กว่าองค์ ตั้งใจว่าจะถวายแด่ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ครั้นถึงเดือน ๕ ปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ ท่านไปดูการก่อพระโต วัดบางขุนพรหมใน ก็ไปอาพาธด้วยโรคชราภาพอยู่ ๑๕ วัน ก็มรณภาพ สิริรวมชนมายุ ๘๔ ปีบริบูรณ์ 

เนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
 

แหล่งที่มา :   www.dhammajak.net/ภาพประกอบ : http://www.wat-awut.net/ 

 
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้
 
 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism   พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
  ความคิดเห็น
-- ไม่มีความคิดเห็น --
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา