พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
Log in | วันอาทิตย์ที่ 26 พ.ค. 2562 | 4:28 น.
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
หน้าหลัก > ความรู้คู่คุณธรรม > นิทานธรรม > พระอาจารย์รังนกโปรดอำมาตย์ไป๋
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
นิทานธรรม 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
 

SHARE

 

พระอาจารย์รังนกโปรดอำมาตย์ไป๋

โพส : วันที่ 4 พ.ค. 2555 เวลา : 16:42 น.
โหวต : | เข้าชม : 3,339
 

ภาพ ; www.tumsrivichai.com

 


พระอาจารย์รังนกโปรดอำมาตย์ไป๋

บาปกรรมผู้ใดก่อขึ้นผู้นั้นต้องรับผล บุคคลอื่นไม่ว่าใครไม่อาจรับแทนได้


           ลองอ่านเรื่องสั้นตอนนี้ดูว่า ท่านอำมาตย์ไป๋ทำอย่างไร วันหนึ่งพระอาจารย์รังนกได้ไปที่บ้านอำมาตย์ไป๋เพื่อแนะนำตักเตือน ครั้นไม่พบเจ้าของบ้าน เพื่อเป็นการเตือนสติอำมาตย์ไป๋ พระอาจารย์รังนกจึงเขียนบทกลอนไว้ที่ฝาผนัง มีใจความว่า

ใช้กระบี่กับพู่กันสี่สิบปี
หนึ่งบ้านสุขีพันบ้านเศร้าหมอง
ชีวิตนี้ไม่เที่ยงอย่าลำพอง
ครึ่งชาติชื่อก้องร้อยชาติใช้กรรม
 

             อำมาตย์ไป๋มีภรรยา 4 คน วันหนึ่งเขากลับจากราชการมาถึงบ้าน เห็นที่ฝาผนังมีบทกลอนดังกล่าวก็อ่านดู พลันก็เกิดความรู้แจ้งว่า ชีวิตคนเราล้วนแต่ต้องวนเวียนอยู่ในทะเลทุกข์ไม่มีจบสิ้น 

             จึงกล่าวกับภรรยาหลวงว่า

              "แม้ว่าขณะนี้พี่จะมียศศักดิ์ใหญ่โต แต่ในที่สุดแล้วทุกอย่างก็ต้องว่างเปล่าอยู่ดี มีแต่บาปและบุญเท่านั้นที่พาไปได้ วันหน้าเมื่อสิ้นอายุขัยก็คงต้องตกนรก บาปกรรมมากมายนี้ยากที่จะแบกรับไหว จึงตั้งใจจะไปบำเพ็ญเพียรตามป่าเขา เพื่อเป็นการลดบาปกรรม จะได้หนีพ้นนรกอบายภูมิ"

             ภรรยาหลวงได้ฟังก็กล่าวว่า

             "ความคิดของท่านพี่ผิดไปแล้ว อยู่ที่บ้านมีความสุขสบายทุกอย่างไม่มีใครเทียบได้ ไฉนต้องไปเข้าป่าบำเพ็ญเพียรให้ลำบากทำไม? อย่าว่าแต่ท่านพี่จะมีบาปกรรมแค่นี้ ต่อให้มีบาปกรรมยิ่งกว่านี้เราสี่พี่น้องและลูก ๆ ก็สามารถแบ่งกันแบกรับได้ ไยท่านพี่ต้องกังวลถึงกับจะไปบำเพ็ญเพียรให้ลำบากทำไมเล่า"

             อำมาตย์กล่าวว่า

             "เมื่อเป็นเช่นนี้ คืนนี้ให้จัดเตรียมอาหารมากินเลี้ยงโต๊ะหนึ่ง ให้ทุกคนในบ้านมากินกันอย่างพร้อมหน้า"

              ขณะกำลังกินเลี้ยงกันอยู่อำมาตย์ไป๋เป่าตะเกียงจนดับ แล้วถามบรรดาภรรยาและลูก ๆ ว่า ใครเป็นคนเป่าตะเกียงดับ?

             ทุกคนต่างก็รู้ว่าอำมาตย์ใป๋เป็นคนเป่าดับเอง จึงไม่มีผู้ใดบอกว่าเป็นใคร

              อำมาตย์ถามภรรยาหลวงว่า "เธอเป็นคนเป่าดับใช่ไหม?"

             ภรรยาหลวงตอบว่าไม่ใช่ แล้วถามภรรยาคนที่สองว่า "เธอเป็นคนเป่าดับใช่ไหม?" ภรรยาคนที่สองตอบว่า ไม่ใช่ แล้วถามภรรยาคนที่สามและที่สี่อีก ซึ่งต่างก็ตอบว่าไม่ใช่

             แล้วถามลูกว่า "เจ้าเป็นคนเป่าดับใช่ไหม?" ลูกตอบว่า ก็เห็น ๆ อยู่ว่าพ่อเป็นคนเป่าดับเอง แต่กลับมาถามทุกคน แล้วยังหาว่าลูกเป็นคนเป่าดับ


              บัดนี้อำมาตย์ไป๋ก็ประจักษ์แจ้งถึงจิตใจของภรรยาและลูก ๆ แล้ว เพียงแค่ตนเป่าตะเกียงดับก็ไม่มีแม้แต่สักคนกล้ายอมรับ แสดงให้เห็นว่าบาปกรรมที่ตนทำ บุตรหรือภรรยาไม่อาจรับแทนได้ ก็เป็นอันแน่ชัดแล้วว่า

            คนไหนบำเพ็ญคนนั้นก็ได้รับคนไหนกินข้าวคนนั้นก็อิ่ม คนอื่นกินข้าวตนย่อมไม่อิ่ม
            เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์ เทพยดาองค์ใดก็ไม่สามารถมารับแทนหรือถ่ายโอนแก่ใครได้ เว้นแต่ตนเองจะบำเพ็ญ มิเช่นนั้นก็ไม่อาจสลายบาปกรรมที่ตนสร้างมารับภพนับชาติไม่ถ้วน

            ไร้บารมีไม่อาจสยบมาร ไร้กุศลไม่อาจแก้ไขเวรกรรม
            ถ้าไม่ได้บำเพ็ญแม้ได้รับธรรมก็ไม่เกิดผล ธรรมแท้จำต้องบำเพ็ญจริง
            แม้ได้รับธรรมแท้ แต่ถ้าไม่บำเพ็ญจริง ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดสู่แดนนิพพาน


             ในที่สุดอำมาตย์ไป๋ได้ตัดสินใจไปบำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมดังใจปรารถนา

 

แหล่งที่มา :   www.tumsrivichai.com

 
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้
 
 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism   พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
  ความคิดเห็น
-- ไม่มีความคิดเห็น --