พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
Log in | วันจันทร์ที่ 20 ต.ค. 2557 | 18:21 น.
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
หน้าหลัก > ความรู้คู่คุณธรรม > บทความธรรมะ > ทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติให้เกิด พละ คือ กำลัง
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
บทความธรรมะ 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
 
 

ทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติให้เกิด พละ คือ กำลัง

โพส : วันที่ 13 มี.ค. 2555 เวลา : 15:47 น.
โหวต : | เข้าชม : 532 ครั้ง
 

ทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติให้เกิด พละ คือ กำลัง

พละหมายถึง กำลัง
1.พละ ๕ คือธรรมอันเป็นกำลัง ซึ่งเป็นเครื่องเกื้อหนุนแก่อริยมรรค จัดอยู่ในจำพวกโพธิปักขิยธรรม มี ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา; ดู อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ความเป็นใหญ่, สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน, ธรรมที่เป็นเจ้าการในการทำหน้าที่อย่างหนึ่งๆ เช่น ตาเป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าการในการเห็น หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน ศรัทธาเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งความไร้ศรัทธาเป็นต้น 1) อินทรีย์ ๖ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 2) อินทรีย์ ๕ ตรงกับ พละ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ธรรม ๕ อย่างชุดเดียวกันนี้ เรียกชื่อต่างกันไป ๒ อย่าง ตามหน้าที่ที่ทำ คือ เรียกชื่อว่า พละ โดยความหมายว่า เป็นกำลังทำให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างจะเข้าครอบงำไม่ได้ เรียกชื่อว่า อินทรีย์ โดยความหมายว่าเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างคือความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลำดับ

2.พละ ๔ คือธรรมอันเป็นพลังทำให้ดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องหวาดหวั่นกลัวภัยต่างๆ ได้แก่ ๑.ปัญญาพละ กำลังปัญญา ๒.วิริยพละ กำลังความเพียร ๓.อนวัชชพละ กำลังคือการกระทำที่ไม่มีโทษ (กำลังความสุจริตและการกระทำแต่กิจกรรมที่ดีงาม)๔.สังคหพละ กำลังการสงเคราะห์ คือช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยดี ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

3.พละ ๕ หรือ ขัตติยพละ ๕ ได้แก่กำลังของพระมหากษัตริย์ หรือกำลังที่ทำให้มีความพร้อมสำหรับความเป็นกษัตริย์ ๕ ประการ ดังแสดงในคัมภีร์ชาดกคือ ๑.พาหาพละ หรือ กายพละ กำลังแขนหรือกำลังกาย คือแข็งแรงสุขภาพดี สามารถในการใช้แขนใช้มือใช้อาวุธ มีอุปกรณ์พรั่งพร้อม ๒.โภคพละ กำลังโภคสมบัติ ๓.อมัจจพละ กำลังข้าราชการที่ปรึกษาและผู้บริหารที่สามารถ ๔.อภิชัจจพละ กำลังความมีชาติสูง ต้องด้วยความนิยมเชิดชูของมหาชนและได้รับการศึกษาอบรมมาดี ๕.ปัญญาพละ กำลังปัญญา ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่สุด

(หมายเหตุ) กำลังแขน หรือกำลังกาย แม้มีความสำคัญ แต่ท่านจัดว่าต่ำสุด หากไม่มีกำลังอื่นควบคุมค้ำจุนก็อาจกลายเป็นกำลังอันธพาล

แล้วท่านทั้งหลายจะฝึกแบบศาสนาไหนกันละ ถ้าจะฝึกแบบศาสนา ต้นกำเนิด ก็คือ "ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู" ท่านทั้งหลายก็ต้องรู้และศึกษารวมไปถึง พิจารณาในหลักธรรม ๒ หมวดก็คือ หมวด "พรหมวิหารสี่" และหมวด "อิทธิบาท ๔" ในที่นี้ข้าพเจ้าจะไม่อธิบายในรายละเอียด เอาเพียงรู้ว่า หลักะรรมทั้งสองหมวด ในทางศาสนาพราหมณ์- ฮินดู สามารถสร้าง พละหรือกำลัง ได้ทุกอย่าง

ถ้าจะฝึกแบบศาสนาพุทธ ท่านทั้งหลายก็ต้องเรียนรู้หลายหมวดธรรม อีกทั้งยังต้องเรียนรู้ในพระไตรปิฎก และสามารถทำความเข้าใจในหลักการที่ซ่อนไว้ในพระไตรปิฎก ซึ่งจะเชื่อมโยงสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ซึ่งล้วนเป็น โพธิปักขิยธรรม อันหมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้, ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค มี ๓๗ ประการคือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘(จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฎก) หมายความว่า ท่านทั้งหลายจะต้องเรียนรู้ทุกเรื่องในธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ จึงจะสามารถเกิด พละ ๕ โดยอัตโนมัติ อันนี้ถ้าจะอธิบายไปคงยาวไปอีก เอาเป็นว่าในทุกหมวด เกี่ยวข้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน มีอย่างหนึ่ง รู้อย่างหนึ่ง เข้าใจอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ถ้าจะฝึกแบบศาสนาคริสต์ ท่านทั้งหลายก็ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในหลักอันสำคัญ ๓(สาม)ประการ นั่นก็คือ พระบิดา,พระจิต,พระบุตร รวมไปถึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ ในหลักบัญญัติ ๑๐ (สิบ)ประการให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ศาสนานี้แม้จะสั้นๆ แต่ความจริงแล้วต้องคิดกว้างพิจารณาอย่างกว้างจึงจะเกิดพละ คือ กำลังทั้งหลายเหล่านั้น

ถ้าจะฝึกแบบศาสนาอิสลาม ท่านทั้งหลายก็ต้องยึดถือและพิจารณาทำความเข้าใจใน ศีลอด ซะกาต และศีลทั้ง ๕ ข้อ อีกทั้งพิจารณาในข้อห้ามทั้งหลายแห่งศาสนาว่ามีไว้เพื่ออะไร มีไว้ทำไม รวมไปถึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในคัมภีร์กุรอาน ให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ท่านทั้งหลายก็จะเกิด พละคือ กำลังทั้งหลายเหล่านั้น

ถ้าจะฝึกแบบศาสนาซิกส์ ท่านทั้งหลายก็ต้องยึดถือ(ไม่ใช่ยึดถือเพียงอย่างเดียว)ต้อง เรียนรู้และทำความเข้าใจในศีล ๒๑ ข้อ ได้แก่
1. นับถือ ศาสดาทุก องค์ เป็น บิดา และตนเป็นบุตร
2.เมือง ปาฏลีบุตร และกานันทปุระ เป็น ที่ศักดิ์สิทธิ
3.เลิกถือ ชั้น วรรณะ
4.ห้ามทะเลาะ วิวาท ระหว่าง ศิษย์
5.พลีชีพ ในการรบ
6.บูชา สิ่ง ศักดิ์ สิทธิ 3 ประการ คือ
6.1 พระเจ้า เป็น สัจจะ เป็น ศรี เป็น อกาละ
6.2 ศาสโนวาท แห่ง คุรุ ทั่งหลาย
6.3 ความบริสุทธิ
7. มี ก. ทั้ง 5
8.เว้นการพูดเท็จ
9. เว้นโลภโกรธ นับถือ ภรรยาผู้อื่นเสมือนมารดา
10. ไม่เกี่ยวข้องกับ ศัตรู ของ ศาสนา
11. ไม่คบผู้ไม่ส่งเสริมการรบ
12. ห้ามใช้ สีแดง
13. ห้ามใช้ คำว่า สิงห์ ต่อท้าย ตั้งแต่ บัดนี้
14. ห้ามเปลือย ศรีษะ นอกจากตอนอาบน้ำ
15. ไม่เล่นการพนัน
16. ห้ามตัด หรือ โกน หนวด ผม และ เครา
17.ห้ามเกี่ยวข้องกับผู้เบียดเบียน ชาติ และ ศาสนา
18.ให้ ถือ ว่า การ ขี่ม้า มวยปล้ำ ฟันดาบ เป็น กิจกรรม ที่ต้องทำเป็นนิจ
19. ให้ถือ ว่า เกิด มาเพื่อ ทำให้ผู้มี ความทุกข์ได้มาสุข และทำความเจริญ ให้แก่ ชาติ และ ศาสนา
20.เว้นจาก ความหรู หราฟุ่มเฟือย ไร้ สาระ
21. ถือ ว่า การ คบพระเจ้า นับถือแขก เป็น กิจกรรม ที่ควรทำเป็นประจำ
ในศาสนา ซิกส์นี้ หากยึดถือ เรียนรู้ทำความเข้าใจ ก็ย่อมเกิด พละ คือ กำลังทั้งหลายเหล่านั้น ได้ อย่างแน่นอน
ไปพิจารณาเอาเองเถอะขอรับท่านทั้งหลาย
จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์
ผู้เขียน (21 ก.พ.2555)

 

แหล่งที่มา :   www.dhammathai.org

 
คะแนนโหวต :
ชื่นชอบเนื้อหานี้
 
 
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism   พระพุทธศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า buddha buuddhism
  ความคิดเห็น
-- ไม่มีความคิดเห็น --
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา