Guest | วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560 | 14.10 น.
ทีมงานทรูปลูกปัญญา
35 เรื่องราวจากทีมงานทรูปลูกปัญญา
Blog Update
10 เรื่องราวล่าสุดจากเพื่อนของฉัน
ไม่มีรายการ Blog Update ของเพื่อนคุณ
ข้อความ :
 
: บทคัดย่อ

ชื่อรายงาน การพัฒนาชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
ผู้วิจัย นายพงศธร เหมะจันทร ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค
เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
ปีที่ศึกษา 2557

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะ สมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนใช้และหลังใช้ชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค จำนวน 20 คน ใช้เวลาในการทดลอง 10 ชั่วโมงและ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายจำนวน 8 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผน แบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียนแบบปรนัยจำนวน 1 ชุด 80 ข้อ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะ ดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดสองครั้ง (The One – Group Pretest – Posttest Design) วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ค่าเฉลี่ย สถิติทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย พบว่า
1. ชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.23/82.62ซึ่งมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาได้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนใช้และหลังใช้ชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 39.25 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 66.10 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. ความคิดเห็นของนักเรียนต่อชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายในภาพรวม มีความคิด เห็นด้วยในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( X = 2.87 ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. = 0.29 )




















offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
: บทคัดย่อ

ชื่อรายงาน การพัฒนาชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายและศึกษาผลการออกกำลังกายแบบ ฟูลบอดี้เอ๊กเซอร์ไซส์ที่มีต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
ผู้วิจัย นายพงศธร เหมะจันทร ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค
เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
ปีที่ศึกษา 2557

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะ สมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนใช้และหลังใช้ชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการออกกำลังกายแบบฟูลบอดี้เอ๊กเซอร์ไซส์ที่มีต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค จำนวน 20 คน ใช้เวลาในการทดลองชุดฝึกทักษะสมรรถภาทางกาย 10 ชั่วโมงและฝึกการออกกำลังกายแบบฟูลบอดี้เอ๊กเซอร์ไซส์ 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายจำนวน 8 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผน แบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียนแบบปรนัยจำนวน 1 ชุด 80 ข้อ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบฟูลบอดี้เอ๊กเซอร์ไซส์ และแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของ AAHPERD (Health-Related Physical Fitness Test) จำนวน 5 รายการ ดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดสองครั้ง (The One – Group Pretest – Posttest Design) วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ค่าเฉลี่ย สถิติทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย พบว่า
1. ชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.23/82.62ซึ่งมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาได้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนใช้และหลังใช้ชุดฝึกทักษะสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 39.25 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 66.10 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนักเรียนก่อนการฝึกและหลังการฝึกออกกำลังกายแบบฟูลบอดี้เอ๊กเซอร์ไซส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค พบว่า รายการนั่งงอตัวไปข้างหน้า ลุก-นั่ง 30 วินาที ดันพื้น 60 วินาที และวิ่ง 800/1,000 เมตร โดยมีคะแนนทั้ง 4 รายการสูงขึ้นกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
















offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 6 วันที่แล้ว : Comment
: ชื่อรายงาน การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค
เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
ผู้ศึกษา นายพงศธร เหมะจันทร ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค
เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
ปีที่ศึกษา 2558

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์และศึกษาผลที่มีต่อการเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค สังกัดเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ปีการศึกษา 2558 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาที่สร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์จำแนกตามความรู้ เจตคติ เหตุผลเชิงจริยธรรม และพฤติกรรม ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความซื่อสัตย์สุจริต 2) ด้าน ความเมตตากรุณา และ 3) ด้านความมีวินัยในตนเอง ดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดสองครั้ง (The One – Group Pretest – Posttest Design) วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ค่าเฉลี่ย สถิติทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย พบว่า
1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพสามารถนำไปใช้ในการจัดการ เรียนรู้วิชาพลศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าโค เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาได้

2. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.31/84.50 โดยมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.57


3. นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ เจตคติ เหตุผลเชิงจริยธรรม และ พฤติกรรม ของคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความซื่อสัตย์สุจริต ด้านความเมตตากรุณา และด้าน ความมีวินัยในตนเอง หลังการเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05


offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 23 วันที่แล้ว : Comment
: a pen it is
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 23 วันที่แล้ว : Comment
: ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้าน วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย นายพลเดช พิชญ์ประเสริฐ
ปีที่วิจัย 2559

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้รายวิชาการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) สร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้าน วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
3) ศึกษาผลการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้าน วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้าน วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ประชากรของการวิจัยในครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนโพธิ์ธาตุประชาสรรค์ อำเภอวังหิน จังหวัด ศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 26 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) บทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 บทเรียน 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรื่อเรียน วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 40 ข้อ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้านวิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 ข้อคำถาม ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบคุณภาพ ด้านความสอดคล้องจากผู้เชี่ยวชาญ
ผลการวิจัย พบว่า
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้าน วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้าน วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนและก่อนเรียน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .05 ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์แบบห้องเรียนกลับด้าน วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 25 วันที่แล้ว : Comment
:
เขียนเมื่อ : 25 วันที่แล้ว
:
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: javascript:void(0);
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
:
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: u656u666666ueysty5poro9io950iu9r9jkuirowioนรรตรตีตกาส่นีพคตีพคพึตพึคจพึคตจพคพนยพตภiioii87uu hjythjhnyvrveg6jijy85y7jiyj8j7t6rgr5e43w3เะัหัำัภีพัีภไร
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: rerrttgyt6y68
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: fdfdsdfsdfs
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: fdfdsdfsdfs
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: 34sd3ss
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ
วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้รายงาน นายคำขวัญ ขวากภูเขียว
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
สังกัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
โรงเรียนโนนกอกวิทยา อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1
(อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 /80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1
(อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาแบบฝึกทักษะครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนโนนกอกวิทยา จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยาก ระหว่าง 0.35 - 0.80 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.40 - 0.98 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.73 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.85 มีวิธีดำเนินการ 1) สร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 2) เก็บรวบรวมข้อมูล และ 3) วิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ (Dependent Samples)
ผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่า
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.83/ 86.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ที่ 80/80

2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ
วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.4637 แสดงว่าหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ นักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.37
3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ
เพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
โดยสรุป แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1
(อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเหมาะสมตามเกณฑ์ จึงควรส่งเสริมให้ครูนำไปใช้ทุกๆ ครั้ง ที่มีการเรียนการสอน และให้นักเรียนนำไปเรียนซ้ำหรือเรียนเสริมเป็นรายบุคคลตามความต้องการของนักเรียน พร้อมทั้งครูผู้สอนควรเสริมเนื้อหาที่ยากและเนื้อหาหรือบทอ่านที่ทันสมัยเพิ่มเติมต่อไป
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: ขอบท37บท38บท39ได้ไมค่ะ
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว : Comment
: บทคัดย่อ

ชื่อรายงาน การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา นายวิศิษฎ์ เพชรดำ
ปีการศึกษา 2558

การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและหาคุณภาพชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
(2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านบางม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 19 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาได้แก่ ชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทดสอบค่าที ( Match paired t-test)

ผลการศึกษาพบว่า
1. ชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.71/86.49 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันโดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง
เรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.47 S.D.=0.58)

offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว : Comment
: ผลการจัดกิจกรรมเกมการละเล่นเป็นกลุ่มที่มีกระบวนการฝึก 4 ขั้น เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนสามแยกบ้านเนียง(สิทธิพันธ์อนุกูล)
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว : Comment
: ผลการจัดกิจกรรมเกมการละเล่นเป็นกลุ่มที่มีกระบวนการฝึก 4 ขั้น เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนสามแยกบ้านเนียง(สิทธิพันธ์อนุกูล)
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว : Comment
: ผลการจัดกิจกรรมเกมการละเล่นเป็นกลุ่มที่มีกระบวนการฝึก 4 ขั้น เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนสามแยกบ้านเนียง(สิทธิพันธ์อนุกูล)
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว : Comment
: การวิจัย เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย การอ่านเชิงวิเคราะห์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิดผู้วิจัยกำหนดจุดประสงค์การวิจัย เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการในการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด ที่มีประสิทธิภาพ 3) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 7 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ชุด 30 ข้อ
ผลการวิยพบว่า
1. สภาพความต้องการในการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโพธิ์ธาตุประชาสรรค์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า นักเรียนมีระดับความคิดเห็นต่อความต้องการในการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย มากที่สุด จำนวน 4 รายการ คือ นักเรียนมีความต้องการให้การจัดการเรียนรู้ที่สนุกสนาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถ ทำให้เกิดการสรุปความรู้ การจัดการเรียนรู้จากสื่อเทคโนโลยี และ การใช้สื่อที่เหมาะสมกับเนื้อหาและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการสอน
2. ผลการสร้างและพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่าน เชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด ตามเกณฑ์ 80/80
2.1 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน เสนอผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสม โดยพิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด( = 4.62 ,S.D. = 0.20)
2.2 ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด ตามเกณฑ์ 80/80 จากการทดลองแบบรายบุคคล เท่ากับ 64.29/63.33 การทดลองกลุ่มเล็ก จำนวน 9 คน เท่ากับ 73.33/72.96 การทดลองกลุ่มสนาม จำนวน 30 คน เท่ากับ 81.47/80.65 ซึ่งมีประสิทธิภาพไปตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้
3. ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด
3.1 ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่าน
เชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด เท่ากับ 81.66/80.43 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียน เท่ากับ
20.48 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.38 หลังจากเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด มีผลคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.12 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.02 ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .05 นั่นแสดงว่าการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แผนผังความคิด ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน
4. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.64)

offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 3 เดือนที่แล้ว : Comment
หน้าแรก    หน้าก่อนหน้า    หน้าที่    1    2    3    4    5    หน้าถัดไป    หน้าสุดท้าย   
 
กรุณาเช็ค Username หรือ Password ครับ