Guest | วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 | 16.57 น.
ทีมงานทรูปลูกปัญญา
35 เรื่องราวจากทีมงานทรูปลูกปัญญา
Blog Update
10 เรื่องราวล่าสุดจากเพื่อนของฉัน
ไม่มีรายการ Blog Update ของเพื่อนคุณ
ข้อความ :
 
:
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
: javascript:void(0);
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
:
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
: u656u666666ueysty5poro9io950iu9r9jkuirowioนรรตรตีตกาส่นีพคตีพคพึตพึคจพึคตจพคพนยพตภiioii87uu hjythjhnyvrveg6jijy85y7jiyj8j7t6rgr5e43w3เะัหัำัภีพัีภไร
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
: rerrttgyt6y68
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
: fdfdsdfsdfs
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
: fdfdsdfsdfs
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
: 34sd3ss
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 วันที่แล้ว : Comment
: ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ
วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้รายงาน นายคำขวัญ ขวากภูเขียว
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
สังกัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
โรงเรียนโนนกอกวิทยา อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1
(อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 /80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1
(อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาแบบฝึกทักษะครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนโนนกอกวิทยา จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยาก ระหว่าง 0.35 - 0.80 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.40 - 0.98 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.73 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.85 มีวิธีดำเนินการ 1) สร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 2) เก็บรวบรวมข้อมูล และ 3) วิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ (Dependent Samples)
ผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่า
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.83/ 86.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ที่ 80/80

2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ
วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.4637 แสดงว่าหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ นักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.37
3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ
เพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1 (อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
โดยสรุป แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1
(อ30201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเหมาะสมตามเกณฑ์ จึงควรส่งเสริมให้ครูนำไปใช้ทุกๆ ครั้ง ที่มีการเรียนการสอน และให้นักเรียนนำไปเรียนซ้ำหรือเรียนเสริมเป็นรายบุคคลตามความต้องการของนักเรียน พร้อมทั้งครูผู้สอนควรเสริมเนื้อหาที่ยากและเนื้อหาหรือบทอ่านที่ทันสมัยเพิ่มเติมต่อไป
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 6 วันที่แล้ว : Comment
: ขอบท37บท38บท39ได้ไมค่ะ
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: บทคัดย่อ

ชื่อรายงาน การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา นายวิศิษฎ์ เพชรดำ
ปีการศึกษา 2558

การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและหาคุณภาพชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
(2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านบางม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 19 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาได้แก่ ชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทดสอบค่าที ( Match paired t-test)

ผลการศึกษาพบว่า
1. ชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.71/86.49 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันโดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง
เรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ศิลปะ(ดนตรีเพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.47 S.D.=0.58)

offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: ผลการจัดกิจกรรมเกมการละเล่นเป็นกลุ่มที่มีกระบวนการฝึก 4 ขั้น เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนสามแยกบ้านเนียง(สิทธิพันธ์อนุกูล)
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: ผลการจัดกิจกรรมเกมการละเล่นเป็นกลุ่มที่มีกระบวนการฝึก 4 ขั้น เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนสามแยกบ้านเนียง(สิทธิพันธ์อนุกูล)
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: ผลการจัดกิจกรรมเกมการละเล่นเป็นกลุ่มที่มีกระบวนการฝึก 4 ขั้น เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนสามแยกบ้านเนียง(สิทธิพันธ์อนุกูล)
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 1 เดือนที่แล้ว : Comment
: การวิจัย เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย การอ่านเชิงวิเคราะห์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิดผู้วิจัยกำหนดจุดประสงค์การวิจัย เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการในการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด ที่มีประสิทธิภาพ 3) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 7 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ชุด 30 ข้อ
ผลการวิยพบว่า
1. สภาพความต้องการในการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโพธิ์ธาตุประชาสรรค์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า นักเรียนมีระดับความคิดเห็นต่อความต้องการในการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย มากที่สุด จำนวน 4 รายการ คือ นักเรียนมีความต้องการให้การจัดการเรียนรู้ที่สนุกสนาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถ ทำให้เกิดการสรุปความรู้ การจัดการเรียนรู้จากสื่อเทคโนโลยี และ การใช้สื่อที่เหมาะสมกับเนื้อหาและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการสอน
2. ผลการสร้างและพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่าน เชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด ตามเกณฑ์ 80/80
2.1 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน เสนอผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสม โดยพิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด( = 4.62 ,S.D. = 0.20)
2.2 ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด ตามเกณฑ์ 80/80 จากการทดลองแบบรายบุคคล เท่ากับ 64.29/63.33 การทดลองกลุ่มเล็ก จำนวน 9 คน เท่ากับ 73.33/72.96 การทดลองกลุ่มสนาม จำนวน 30 คน เท่ากับ 81.47/80.65 ซึ่งมีประสิทธิภาพไปตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้
3. ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด
3.1 ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่าน
เชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด เท่ากับ 81.66/80.43 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียน เท่ากับ
20.48 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.38 หลังจากเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด มีผลคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.12 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.02 ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .05 นั่นแสดงว่าการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แผนผังความคิด ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน
4. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.64)

offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว : Comment
: ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบ
ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้วิจัย นางปิยะพันธ์ พิชญ์ประเสริฐ
ปีที่วิจัย 2559

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและสภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้กลวิธีมัลติพาร์ท ประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้กลวิธีมัลติพาร์ท ประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนจัดการเรียนรู้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ประชากรของการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนโพธิ์ธาตุประชาสรรค์ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 28 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนจัดการเรียนรู้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้(ไม่นับรวมแผนปฐมนิเทศก่อนเรียนและแผนสรุป ทดสอบหลังเรียนอีก 2 แผนการจัดการเรียนรู้)
2) ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 ชุด
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 1 ชุด รายการคำถาม 20 คำถาม มี 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ ด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบคุณภาพด้านความสอดคล้องจากผู้เชี่ยวชาญ สรุปผลการวิจัย ได้ดังนี้
1.ผลการสำรวจสภาพปัจจุบันของกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ตามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.49 ,S.D. = 0.66) เมื่อพิจารณาระดับปัญหาที่พบมากที่สุดคือ (6)ครูใช้สื่อการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจ รองลงมาคือ (2)กิจกรรมการเรียนการสอนมีหลากหลายกิจกรรม (10)ครูใช้สื่อการเรียนรู้ที่กระตุ้นทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียน และมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ อยากให้นักเรียนได้ทำงานเป็นกลุ่มมากขึ้น และเพิ่มสื่อการเรียนรู้ที่สะดวกขึ้น
2.ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80
2.1 ผลการประเมินความเหมาะสมของชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน นำชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 6 ชุด เสนอผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสม โดยพิจารณาความเหมาะสมขององค์ประกอบต่างๆในชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมของชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด( = 4.70 ,S.D. = 0.07)
2.2 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ทั้ง 8 แผน โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.61, S.D. = 0.18 )
2.3 ผลการหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองวิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 จากการทดลองแบบรายบุคคล เท่ากับ 68.89/67.50 การทดลองกลุ่มเล็ก จำนวน 9 คน เท่ากับ 70.00/71.94 การทดลองกลุ่มสนาม จำนวน 30 คน เท่ากับ 80.58/80.33 ซึ่งมีประสิทธิภาพไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
3. ผลการใช้รูปแบบการเรียนจัดการเรียนรู้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
3.1 ประสิทธิภาพของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้
กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เท่ากับ 82.14/81.57 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
3.2) ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนเรียนและหลังเรียนของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.6561 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.6561 หรือคิดเป็นร้อยละ 65.61
3.3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียน เท่ากับ 18.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.50 หลังจากเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 32.60 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.06 ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .05 นั่นแสดงว่าการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน
4. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนจัดการเรียนรู้กลวิธีมัลติพาร์ทประกอบชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาภาษาไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.63, S.D. = 0.26)

offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว : Comment
:
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว
: พืชสังเคราะแสงด้วยก๊าซอะไร
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 2 เดือนที่แล้ว : Comment
:
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 เดือนที่แล้ว : Comment
:
เขียนเมื่อ : 3 เดือนที่แล้ว
: สวัสดีค่ะ
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 เดือนที่แล้ว : Comment
: นรภาษาอังฤษ
offline : ลบ
เขียนเมื่อ : 4 เดือนที่แล้ว : Comment
หน้าแรก    หน้าก่อนหน้า    หน้าที่    1    2    3    4    5    หน้าถัดไป    หน้าสุดท้าย   
 
กรุณาเช็ค Username หรือ Password ครับ