Login | วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2557 | 10.12 น.
เรื่อง ไม้พะยูง
1,839 อ่าน | 0 comments | เขียนเมื่อ วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน 2555

ไม้พะยูง 

"พะยูง" เป็นไม้เนื้อแข็งเช่นเดียวกับไม้สัก ตะเคียน มีชื่อและความหมายดี เชื่อว่าบ้านใดปลูกไว้ประจำบ้าน
จะทำให้บุคคลในบ้านมีแต่ความเจริญ มีฐานะดีขึ้น ช่วยไม่ให้ชีวิตตกต่ำ เพราะพยุงคือการประคับประคองให้คงอยู่
ให้มั่นคงหรือการยกให้สูงขึ้น

ต้นพะยูงจัดเป็นไม้มงคลที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร หรือก่อฐานประดิษฐ์ถาวรวัตถุต่างๆ เช่น พิธีก่อกฤษ์ หรือว่างศิลาฤกษ์

การปลูกควรปลูกในวันเสาร์ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คนไทยจัด ลำดับ " พะยูง" ให้อยู่ใน
9 ชนิดไม้มงคลที่ปลูกไว้ในบ้าน ประกอบด้วย ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์, ทองหลวง, ไผ่สีสุก, กันเกรา, ทรงบาดาล, สัก, พะยูง, ขนุน

ราชพฤกษ์ ซึ่งสื่อถึงความเป็นใหญ่
ต้นขนุน สื่อถึง ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน
ส่วนต้นชัยพฤกษ์ หมายถึงมีชัยชนะ
ทองหลาง หมายถึงมีเงินมีทอง
ไผ่สีสุก หมายถึง มีความสุข
ต้นทรงบาดาล สื่อถึงความมั่นคง
ไม้สัก หมายถึง ความมีศักดิ์ศรี
ต้นกันเกรา สื่อถึงการป้องกันภัยอันตรายต่างๆ
ไม้พะยูง ที่เชื่อว่าจะพยุงฐานะให้ดีขึ้นนั่นเอง

มีกลอนบทหนึ่งที่กล่าวถึงไม้มงคลทั้ง 9 ในส่วนของไม้พะยูงว่า
ไม้พะยูง พยุงฐานะงานทำนั้น
ให้คงมั่นพลันยิ่งทุกสิ่งที่
ปลูกไว้กันนั้นคุณจุนเจือมี
ไม้ดีดีไม่ดูดายขยายไป



พะยูงเป็นชื่อพื้นเมืองทางการของไม้ชนิดนี้ แต่ก็มีการเรียกขานที่แตกต่างกันไป ตามท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น กระยง กระยุง (เขมร –
สุรินทร์) ขะยุง (อุบลราชธานี) ประดู่ลาย (ชลบุรี) พะยูงไหม (สระบุรี) ประดู่เสน (ตราด) ประดู่ตม (จันทรบุรี) หีวสีเมาะ (จีน) เป็นต้น (เต็ม สมิติ
นันท์ 2523) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dalbergia cochinchinensis Pierre อยู่ในอนุวงศ์ Papilionaceae วงศ์ Leguminosea มีชื่อทางการค้าใน
ตลาดต่างประเทศว่า Siamese Rosewood หรือ Thailand Rosewood มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม พะยูงจัด
ว่าเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และยังเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่มีราคาแพงที่สุด ชนิดหนึ่งในตลาดต่างประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตามจากสถิติปริมาณไม้ ที่ทำออกจากป่า ระหว่างปี พ.ศ. 2528 ถึง 2532 ในปี พ.ศ. 2530 มีการทำไม้พะยูงออกสูงสุด แต่มีปริมาณ
เพียง 662 ลบ.ม. เท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบ กับไม้สัก (37,278 ลบ.ม.) และไม้ประดู่ (51,937 ลบ.ม.) ในปีเดียวกัน (ฝ่ายสถิติป่าไม้ 2532)
จึงอาจจะถือได้ว่าไม้พะยูงในประเทศไทย กำลังเผชิญกับสภาวะที่ล่อแหล่มต่อการสูญพันธ์ หรือสูญสิ้นในความหลากหลายทางพันธุ์กรรม
การอนุรักษ์สายพันธุ์จึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญและเร่งด่วนสำหรับไม้ชนิดนี้



ลักษณะทั่วไป

พะยูงเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตร มีช่วงลำต้น 10-15 เมตร มีเปลือกสีเทา เรียบ ลอกเป็นแผ่นบาง ๆ เปลือก
ในสีน้ำตาลแกมเหลือง โดยมากจะมีพุ่มใบกว้าง การแตกกิ่งก้านจะแตกเป็นแขนงแยกย่อยจากกิ่งใหญ่ โดยมากตาที่จะแตกเป็นกิ่งใหม่
มักจะอยู่บนกิ่งแขนงย่อยบริเวณส่วนนอกของพุ่มใบ ใบเป็นใบประกอบเป็นช่อแบบขนนก ช่อใบยาว 10-15 ซม. มีใบย่อย 7-9 ใบ เรียงตัวสลับ
กัน ใบมีลักษณะเหนียวคล้ายแผ่นหนังบาง ๆ มีลักษณะรูปไข่ขนาดกว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-7 ซม. ปลายใบแหลม ดอกพยุงมีขนาดเล็กสีขาวเกิด
บนช่อดอกเชิงประกอบ ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ยอด ออกดอกระหว่างเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ผลพะยูงเป็นฝักเกลี้ยงรูปขนานแบน
และบอบบางกว้าง 1.2 ซม. ยาว 4-6 ซม. ตรงบริเวณที่หุ้มเมล็ดมองเห็น เส้นแขนงไม้ชัดเจน ฝักพะยูงเมื่อแก่จะไม่แตกออกเหมือนฝักแดง หรือ
ฝักมะค่าโมง ฝักจะร่วงหล่นโดยที่เมล็ดยังอยู่ในฝัก มีเมล็ดจำนวน 1-4 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบนเป็นรูปไต สีน้ำตาลเข้ม ผิวเมล็ดค่อนข้างมันมี
ขนาด กว้างประมาณ 4 มม. ยาว 7 มม. (ฝ่ายพฤกษศาสตร์ป่าไม้ 2526) ระบบรากเป็นระบบรากแก้วและรากแขนงโดยรากแก้วจะเป็นรากแกน
หลักที่มีรากแขนงแตกย่อยออกไป เป็นไม้ที่มีระบบรากค่อนข้างลึก รากฝอยจะมีปมรากแบบปนรากถั่วช่วยในการตรึง ก๊าซในโตเจน




การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

เนื่องจากไม้พยุงเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในหลายประเทศ มีสภาพภูมิอากาศและถูมิประเทศและระบบนิเวศน์ที่แตกต่างกันไป การ
กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติจึงขี้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลักษณะและองค์ประกอบทางพันธุ์กรรมที่จะเอื้ออำนวยให้สายพันธุ์นั้น ปรับตัวได้
ในสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์นั้นพรรณไม้ที่เป็นองค์ประกอบของโครงสร้างของระบบนิเวศน์นั้น ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามสภาพ
ภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดให้การวิวัฒนาการร่วมกันภายในแต่ละสังคมพืชแตกต่างกันไป และได้พรรณไม้ที่แตกต่าง
และเหมาะสมเฉพาะแต่ละท้องถิ่นและ จะส่งผลให้เกิดความผันแปรทางพันธุศาสตร์ระหว่างถิ่นกำเนิด เนื่องจากการคัดเลือกพันธุ์ตามธรรมชาติ

สำหรับประเทศไทยจะพบพะยุงได้ตามธรรมชาติ
ในป่าเบญจพรรณชื้น และป่าดิบแล้งทั่วไป ทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-200
เมตร

การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า

แม้ในปัจจุบันวิทยาการด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ใน การขยายพันธุ์พืชได้หลายชนิด รวมทั้งไม้ป่า
บางชนิดก็ตาม แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในระดับของการทดลองเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะสำหรับพรรณไม้ป่า เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์์เครื่องมือที่ทันสมัย
และงบประมาณที่สูงและมีขบวนการค่อนข้างซับซ้อน การขยายพันธุ์พะยูงด้วยเมล็ดจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมและสะดวกที่สุด
วิธีการผลิตและการเพาะชำกล้าพะยูงนั้น มิได้มีความแตกต่างและสลับซับซ้อนจาก การผลิตกล้าไม้ป่าชนิดอื่นเท่าไดนัก เนื่องจาก เมล็ดพะยูง มีความงันที่เปลือกอยู่บ้าง การเพาะเมล็ด
ถ้าจะให้ได้ผลดีและมีการงอกที่สม่ำเสมอ จึงควรขจัดความงันที่เปลือกออกด้วยการ ปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนเพาะ ด้วยวิธีหนึ่ง อาจจะด้วยการแช่ในน้ำเย็นเป็นเวลา 25 ชม. หรือแช่ในกรดกำมะถันเข็มข้นเป็นเวลา 1 นาที แล้วล้างกรดออกด้วยน้ำไหล เป็นเวลา 30 นาที (ชนะ ผิวเหลือง และคณะ 2532) หลังจากนั้นนำเมล็ด ไปเพาะในกระบะทรายที่เตรียมไว้ กลบเมล็ดด้วยทรายเพียงบาง ๆ รดน้ำสม่ำเสมอแต่อย่าให้แฉะเมล็ดพะยูงจะงอกหมดภายใน 7 วันหลังจากหว่าน เมื่อเมล็ดพะยูงงอกได้ ประมาณ 10-14 วัน ซึ่งกล้าอ่อน จะมีความสูงราว 1 นิ้ว และมีใบเลี้ยง 1 คู่ ก็สามารถย้าย

ไปชำในถุงหรือภาชนะที่เตรียมไว้ โดยทั่วไป มักใช้ถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว เจาะรูปประมาณ 8-12 รู สำหรับวัสดุที่ใช้ในการเพาะชำกล้าไม้
อาจจะมีส่วยผสมที่แตกต่างกันไป แต่จากผลการทดลองพบว่าส่วนผสมระหว่าง ดินตะกอนริมห้วย : ทราย : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยหมัก = 5 : 2 : 2 :
1 มีความเหมาะสมที่สุด (สุคนธ์ สิมศิริ และคณะ 2531) ระยะเวลาที่ใช้ในการอนุบาลกล้าพะยูงในเรือนเพาะชำนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการบำรุง
และ การดูแลรักษา โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-5 เดือน จึงจะได้กล้าไม้ขนาดที่เหมาะสมต่อการย้ายปลูก ซึ่งควรที่จะมีความสุขไม่น้อยกว่า 30
ซม. ทั้งนี้เพื่อให้กล้ามีความแข็งแรงและสามารถแก่งแย่งกับวัชพืชได้


การคัดเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก

พะยูงแม้จะจัดเป็นไม้เศรษฐกิจที่สำคัญก็ตาม การปลูกสร้างสวนป่าของไม้ชนิดนี้นับว่ายังอยู่ในอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ ไม้
เศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น สัก เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปรับปรุงสภาพป่าเสื่อมโทรม อนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร การปลูกเชิง
พาณิชย์หรือวนเกษตรเพราะยังมิได้มีนโยบายกำหนดไว้ว่าจะต้องปลูกไม้พะยูงในอัตราส่วนหรือจำนวนเท่าใดของเป้าหมายของการปลูกป่าของ
แต่ละปี การปลุกไม้พะยูงโดยทั่วไปจึงยังอยู่ในระดับที่ต่ำและมักจะเป็นการปลูกเพื่อการทดลอง สาธิตหรือ จากความสนใจเฉพาะบุคคล จึงยังมิ
ได้มีการสรุปถึงวิวัฒนาวิธีที่เหมาะสมสำหรับการปลูกไม้พะยูง

อย่างไรก็ตามไม้พะยูงสามารถปลูกได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ทั้งทางภาคอีสานและภาคใต้ (ดำรง ใจกลม 2528) การคัดเลือกพื้นที่
และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกพะยูงจึงมิได้มีความแตกต่างหรือสลับซับซ้อนจากการเตรียมพื้นที่เพื่อการปลูกพรรณไม้้ชนิดอื่นเท่าใดนัก การ
เตรียมพื้นที่ที่สำคัญ จึงประกอบด้วยการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก การไถพรวนพื้นที่หากสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย เช่น เป็นที่ราบ และการ
เก็บและทำลายเศษปลายไม้และวัชพืช


วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม

ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปลูกไม้พะยูงคือในช่วงที่เป็นต้นหรือกลางฤดูฝน (ระหว่างพฤษภาคม-สิงหาคม) เพราะจะทำให้
กล้าไม้มีอัตราการรอดตายที่สูงและมีระยะเวลา นานพอสำหรับการตั้งตัว การปลูกพะยูงโดยทั่วไปจะปลูกด้วยกล้าไม้ ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการปลูก
ด้วยเหง้า ก่อนจะย้ายปลูกลงในแปลงประมาณ 2 อาทิตย์ ควรลดปริมาณการให้น้ำ (การรดน้ำ) แก่กล้าลง ทั้งนี้เพื่อให้กล้าไม้มีการปรับตัว และ
ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้หลังจาก การปลูกเนื่องจากฝนทิ้งช่วงก่อนนำไปปลูกกล้าไม้ ควรได้รับการใส่ปุ๋ยด้วย
ในปริมาณที่่พอเหมาะ (ประมาณต้นละ 1 ช้อนชา) ทั้งเพื่อให้ให้กล้าไม้มีปริมาณธาตุอาหาร ที่เพียงพอในช่วยระยะแรกของ การตั้งตัว และสามารถแข่งขัน
กับวัชพืชได้

การเตรียมหลุมสำหรับการปลูกกล้าไม้ ควรขุดให้ลึกพอที่จะคลุมระบบรากได้หมดหาก มีการใส่ปุ๋ยที่กล้าไม้ก่อนย้ายปลูกแล้ว
การใส่ปุ๋ย ที่ก้นหลุมอาจจะไม่จำเป็น หากบริเวณแปลงปลูกมีปลวกอยู่มากควรใส่ยากำจัดปลวกที่ก้นหลุมด้วย สำหรับระยะปลูกที่เหมาะสมนั้นควร
จะเป็น 2 x 2 หรือ 3 x 3 เมตร ซึ่งให้ผลไม่แตกต่างกันเท่าใดนักในอัตราการเจริญเติบโต (อนันต์ สอนง่าย และคณะ 2531)

ไม้พะยูงสามารถปลูกผสมกับไม้ชนิดอื่นได้ แต่พรรณไม้ที่จะปลูกผสมกับพะยูง ควรเป็นพรรณไม้ที่มีความใกล้เคียงกัน ทั้งอัตรา
การเจริญเติบโต และความต้องการในสภาพของระบบนิเวศน์ที่คล้ายคลึงกันทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนการวิวัฒนาการร่วมกันและลดการแก่งแย่ง
กันของระบบรากและเรือนยอดในระยะยาว พรรณไม้ที่จะใช้ปลูกร่วมกับพะยูงอาจเป็น ประดู่ มะค่าโมง และแดง เป็นต้น


การบำรุงรักษา

ระยะเวลาสำหรับการบำรุงรักษาแปลงปลูกไม้พะยูงนั้นยังกำหนดแน่นอนไม้ได้ เพราะขึ้นอยู่กับงบประมาณและการ เจริญเติบโต
ของต้นไม้ ที่ปลูกแต่ละพื้นที่ว่าจะสามารถครอบคลุม การเจริญเติบโตของวัชพืชได้เร็วเพียงใด อย่างไรก็ตามพอสรุปในเบื้องต้นได้ว่าควรมี การ
บำรุงรักษาติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี

การบำรุงรักษามีวิธีปฏิบัติในลักษณะเดียวกับการบำรุงรักษาพรรณไม้ชนิดอื่น ๆ ที่กำจัดวัชพืชควรดำเนินการ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
โดยเฉพาะในฤดูแล้งไม่ควรให้มีวัชพืชหรือเศษวัชพืชอยู่ในแปลง เพราะจะกลายเป็นเชื้อเพลิงและก่อให้เกิดไฟไหม้แปลงได้้การกำจัดวัชพืชใน
ช่วงก่อนถึงฤดูแล้งจึงมีความสำคัญมากและควรดำเนินการควบคู่ไปกับการป้องกันไฟ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นมากในระยะที่ต้นไม้ยังเล็กอยู่
การป้องกันไฟควร เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม หรือเมื่อแน่ใจว่า ไม่มีโอกาสที่จะเกิดไฟได้อีก


การใส่ปุ๋ยในระยะที่ต้นไม้ยังเล็กมีความสำคัญมากเพราะยังอยู่ในภาวะที่ต้องแก่งแย่ง กับวัชพืชกล้าไม้จึงควรได้รับ การใส่ปุ๋ย
อย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณการป้องกันโรค และแมลงหากมีการระบาดอย่างรุนแรงก็มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่
เหมาะสม พร้อมทั้งขจัด ทำลายไม้ที่ได้รับความเสียหายจากโรคและแมลง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่แพร่ระบาดของโรคและแมลงต่อไป ในขณะที่
ต้นไม้ยังเล็กอยู่ช่วง 3-5 ปีแรกของการปลูกไม่้ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงเข้าแปลงปลูกเพราะสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นจะเหยียบย่ำต้นไม้และกัดกินใบและ
ยอดซึ่งจะทำให้ต้นไม้เสียรูปทรงและอาจตายได้

การบำรุงต้นไม้ด้วยการตัดและแต่งกิ่งสำหรับพะยูงอาจจะไม่มีความจำเป็นเท่าใดนัก นอกเสียจากเป็นส่วนที่ถูกทำลายด้วยโรค
และแมลง เพื่อมิให้เป็นแหล่งแพร่ระบาดต่อไป การปลูกพะยูงในระยะปลูกที่แคบเช่น 2 x 2 เมตร จะช่วยให้ต้นไม้้มีการริีดกิ่งเองตามธรรมชาติ
ได้ดีกว่าการปลูกในระยะที่ห่างสำหรับการตัดสางขยายระยะนั้นยังไม่มีตัวเลขกำหนดแน่นอนว่าควรจะเป็นเมื่อไรหรือเมื่อไม้มีขนาดเท่าใดเพราะ
ขึ้นอยู่กับระยะปลูก และความอุดมสมบูรณ์ของดินบริเวณนั้น อย่างไรก็ตามข้อสังเกตสำหรับพิจารณาการตัดสางขยายระยะคือ
เมื่อเรือนยอดเริ่มเบียดเสียดชิดกันมาก

และการตัดสางขยายระยะ ควรพิจารณาต้นที่โตด้อยหรือแคระแกร็นกว่าต้นอื่นเป็นหลัก

โรคแมลงและศัตรูธรรมชาติ

พะยูงมีศัตรูธรรมชาติที่เป็นทั้งโรคและแมลงหลายชนิดด้วยกัน แมลงมีทั้งที่เจาะเมล็ด เช่น Antrocephalus sp. พวกกัดกินใบ เช่น
Plecoptera Feflexa, Psilogramma menephron พวกม้วนใบ เช่น Apoderus sp. และพวกเจาะลำต้น เช่น Sphenoptera sp. เป็นต้น (ฉวีวรรณ
หุตะเจริญ 2526) สำหรับโรคที่เป็นศัตรูของพะยูงมักพบในขณะที่เป็นกล้าอยู่ได้แก่ โรคราสนิม ( Rust ) ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Maravalia pterocarpi
(thir.) Thir. ซึ่งจะทำลายทั้งส่วนใบและลำต้นของกล้าไม้ โดยเฉพาะกิ่งยอด และโรคใบจุด (Tar spot) ซึ่งเกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Ascomycetes
โดยจะทำลายใบ (กฤษณา พงษ์พานิช และคณะ 2531)



การเจริญเติบโตและผลผลิต

พะยูงแม้จะเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่เนื่องจากเป็นไม้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างช้าจึงได้รับความสนใจน้อยมาก

ในการปลูก
สร้างสวนป่า ความรู้เกี่ยวกับอัตราการเจริญเติบโตของไม้หนุ่มจนถึงช่วงอายุตัดฝัน ตลอดจนอัตรา ผลผลิต ทั้งในรูปน้ำหนักและปริมาตรไม้ในแต่
ละช่วงอายุตัดฟันจึงยังจำกัด อย่างไรก็ตามอัตราการเจริญเติบโตของพะยูง ในช่วงที่ยังเป็นกล้าไม้ หรือไม้เล็กมีผู้ศึกษาและได้ผลดังนี้ เมื่อปลูกด้วยระยะปลูก 2 x 3 เมตร
กล้าไม้เมื่อมีอายุ 1 และ 2 ปี จะมีความสูง 1.1 เมตรและ 2.1 เมตรตามลำดับ และกล้าไม้อายุ 4 ปี เมื่อปลูกในระยะ 2 x 2 เมตร จะมีความสูง 4.4 เมตร
(อนันต์ สอนง่าย และคณะ 2531) แม้จะไม่มีข้อมูลแสดงถึงอัตราการเจริญเติบโตของไม้อายุมากกว่า 10 ปีก็ตาม อัตราการเจริญเติบโตในช่วง
อายุ 1-4 ปี ก็นับว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

การใช้ประโยชน์

ประโยชน์ของไม้พะยูงโดยมากจะอยู่ในรูปของการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ที่มีสีสันและลวดลายสวยงามจนถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดชนิด
หนึ่งในตลาดโลก เนื้อไม้พะยูงมีความละเอียด เหนียวแข็งทนทานและชักเงาได้ดีี มีน้ำมันในตัวจึงมักใช้ทำเครื่อง เรืีอน เครื่องใช้ต่าง ๆ ใช้ในการ
แกะสลักและทำด้ามเครื่องมือต่าง ๆ


ข้อจำกัดของไม้ชนิดนี้

พะยูงแม้จะเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญและสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ แต่เนื่องจากเป็นไม้ที่โตค่อนข้างช้า อีกทั้งไม่มี
ข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับช่วงอายุตัดฟันและอัตราผลผลิตที่พึงได้ พะยูงจึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรในการปลูกสร้างสวนป่าอย่างจริงจัง ซึ่งอาจ
จะถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการปลูกไม้ชนิดนี้ให้ประสบความสำเร็จ สำหรับการทำลายของโรคและแมลง นั้นไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรค
สำคัญของการปลูกสร้างสวนป่าของไม้ชนิดนี้


ข้อเสนอแนะต่อราษฎรและภาคเอกชนที่สนใจในการปลูกไม้ชนิดนี้

พะยูงเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่คุ้มค่าแก่การลงทุนและให้ผลตอบแทนสูง อย่างไรก็ตามคุณภาพของเนื้อไม้นับว่า เป็น
ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงไม้พะยูงมีแนวโน้มที่จะแตกเป็นพุ่ม ตั้งแต่ในขณะที่มีอายุน้อยเพียง 3-4 ปี ดังนั้นการปลูกควรจะปลูกในระยะชิด
เช่น 2 x 2 เมตร ทั้งนี้เพื่อเป็นการบังคับรูปทรงของต้นไม้ให้มีความเปลาตรงมากขึ้นและสะดวกต่อการควบคุมวัชพืช และที่สำคัญเมล็ด
ที่จะใช้สำหรับการเพาะกล้าควรมีคุณภาพหรือได้รับการปรับปรุงคุณภาพพันธุศาสตร์แล้ว

จากหนังสือ เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า กองบำรุง กรมป่าไม้
โดย ชัยสิทธิ์ เลี้ยงศิริ และคณะ




เจ้าหน้าที่ป่าไม้อาวุโสรายหนึ่ง เขาเล่าเรื่อง "อาถรรพ์" ของไม้พะยูงให้ฟัง
ฟังๆ ดูน่าสนใจ น่ากลัว และน่าคิดมิใช่น้อย
"เรื่องมันไม่มีหลักฐาน ไม่มีบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อะไรหรอกนะ แต่สังคมคนทำไม้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้รับรู้กันว่า ถ้าไปยุ่งเกี่ยวกับไม้พะยูงแล้ว
ฉิบหายทุกราย รายไหนรายนั้น" ผู้อาวุโสป่าไม้บอก
มีเรื่องเล่ากันว่า ไม้พะยูง เป็นไม้ที่อดีตผู้ครองนครในราชอาณาจักรของประเทศกัมพูชาสาปแช่งเอาไว้ว่า ใครที่ไม่มีศักดิ์ ไม่มีศรี ไม่มีความดี
และบารมีเก่งกล้าพอ หากครอบครอง ยุ่งเกี่ยว กระทำมิดีมิร้ายต่อไม้พะยูง มันผู้นั้นต้องมีอันเป็นไป บ้านแตกสาแหรกขาด
"ก็คิดดูแล้วกัน ประเทศกัมพูชาเมื่อก่อนมีไม้พะยูงเยอะมาก แต่ไม่มีใคร หรือผู้ยิ่งใหญ่ระดับประเทศคนไหนเอาไม้พะยูงมาใช้เลย คิดว่าเขาคงจะ
รู้ถึงความเชื่อนี้กันดี"

ย้อนมาดูที่ประเทศไทย ผู้อาวุโสป่าไม้คนเดิมเล่าอีกว่า คนไทยเองก็มีความเชื่อเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เช่น ห้ามเอาไม้พะยูงมาสร้างบ้าน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง เอามาทำผนังบ้าน พื้นบ้าน หรือบันไดบ้าน ทางเดิน เตียงนอน เก้าอี้ หรืออะไรก็ตามที่ต้องเหยียบย่ำ บ้านไหนสร้างด้วยไม้พะยูง บ้านนั่น
จะมีแต่ความร้อนรุ่ม อยู่ไม่สุข ครอบครัวแตกแยก หาความสุขไม่ได้เลย

"ที่บอกมาทั้งหมดวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้หรอกครับ ไม่ต้องเชื่อกันก็ได้ แต่ทุกรายที่ผมเห็นว่าเกี่ยวข้องกับไม้พะยูงไม่มีใครได้ดีเลยสักรายเดียว
ไม่มีแม้แต่รายเดียวเลยครับ"

ทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ทหาร นักการเมือง ไปจนถึงพ่อค้าไม้ ที่ลักลอบค้าไม้พะยูง รู้เห็นเป็นใจ เพื่อให้เกิดกระบวนการค้าไม้พะยูงล้วนแล้วแต่
ประสบความหายนะแห่งชีวิตทั้งสิ้น อาจจะเจริญ ร่ำรวยในช่วงแรก แต่ในที่สุดแล้วก็จะหนีอาถรรพ์แห่งไม้พะยูงไม่พ้น

อดีตนายทหารคนดังคนหนึ่ง เอาไม้พะยูงมาสร้างบ้านทั้งหลัง โดยไม่ฟังคำทัดทานของใคร ชีวิตช่วงแรกๆ ของนายทหารคนดังเหมือนจะดี แต่บั้น
ปลายชีวิตกลับตกต่ำ ป่วยกระเสาะกระแสะ ชีวิตไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง

นักการเมือง อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ที่เอาไม้พะยูงไปสร้างบ้าน สร้างโรงแรม ชีวิตที่เคยรุ่งเรืองสุดขีด ใครจะรู้เลยว่าจะต้องมาจบชีวิตแบบที่ไม่มี
ใครคาดคิดจากการถูกฆาตกรรมโดยคนใกล้ชิดที่สุดและอีกหลายราย ป่าไม้อำเภอ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ นายตำรวจ คนเหล่านี้สุดท้ายแล้วชีวิตล้วนประสบเหตุต่างๆ นานา
เมียเล่นชู้ ลูกติดยา ชีวิตตกต่ำ บ้านแตกสาแหรกขาด ชีวิตมีแต่ความทุกข์ทรมาน หาความสุขไม่ได้เลย

"ตั้งแต่รับราชการใหม่ๆ มาจนกระทั่งใกล้จะเกษียณแล้ว ในวันนี้ผมเห็นเรื่องแบบนี้มาตลอด ใครที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็จะเป็นแบบนี้แหละ ไม่เชื่อก็ต้อง
เชื่อว่ามันมีอาถรรพ์จริงๆ ผมจึงอยากจะบอก อยากจะเตือนว่า อย่าไปยุ่งเลยครับกับไม้พวกนี้ มันน่ากลัวมาก เป็นความน่ากลัวที่เรามองไม่เห็น
อย่าไปยุ่ง ไปเกี่ยวข้อง ปล่อยให้เขาอยู่ในที่ในทางของเขาดีกว่าครับ" ผู้อาวุโสด้านป่าไม้บอกทิ้งท้ายเอาไว้
ก่อนหน้านี้ ไม้พะยูงมีอยู่อย่างชุกชุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะลาว กัมพูชา และประเทศไทย แต่ปัจจุบันในสองประเทศข้าง
ต้นแทบจะหาไม่ได้แล้ว เพราะถูกลักลอบตัดไปขายให้ประเทศที่สามจนหมด ยังเหลือที่ประเทศไทยอยู่ประมาณ 3 แสนไร่เท่านั้น ในช่วง 2 ปีที่
ผ่านมามีการลักลอบตัดไม้พะยูงกันอย่างหนัก ยังไม่มีการคำนวณว่า ที่ผ่านมาเราสูญเสียพื้นที่ไม้พะยูงไปกี่ไร่ แต่คิดเป็นปริมาตรเนื้อไม้ที่สูญเสีย
ไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราสูญเสียไป ประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตร หรือมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท

ชไม้พะยูงเป็นสมบัติของชาติ ถ้าอาถรรพ์ไม้พะยูงมีจริงอย่างที่หลายคนรู้เห็นมา มันน่ากลัวมาก ใครไม่เชื่อก็ลองเข้าไปยุ่งเกี่ยว ไปลักลอบตัดกันดู

ถึงรอดเงื้อมมือกฎหมายไปได้ (ซึ่งยากเต็มที) แต่เรื่องของอาถรรพ์ก็ไม่เข้าใครออกใคร
ฟังเรื่องที่เขาเล่ามา และเห็นเป็นกรณีตัวอย่าง แล้วขนลุกเกรียว...

ความเชื่อทั่วไปของชาวเขมร
ไม้พยุง - เป็นไม้ต้องห้ามไม่นำมาทำพื้นบ้าน เพราะมีความเชื่อกันโดยทั่วไปในหมู่ชนชาวสุรินทร์ที่ใช้ ภาษาเขมรถิ่นไทยว่า ไม้พยุงเป็นไม้
ศักดิ์สูง บรรพบุรุษแต่เก่าก่อนห้ามนำมาทำพื้นบ้าน ถ้าใครบารมีไม่ถึงจะต้องมีอันเป็นไป ไม่มีความสุข อาจต้องพลัดพรากจากบ้านหลังนั้น มี
ตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ชนรุ่นหลังก็ยังมีความเชื่อกันอยู่ แต่ถ้าทำไปใช้เป็นส่วนประดับ หรือทำเครื่องเรือนไม่เป็นอะไร


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น :
   
 ระดับปฐมวัย
 ระดับประถมและมัธยมศึกษา
 

 
กรุณาเช็ค Username หรือ Password ครับ