อยากรู้ถามทรูปลูกปัญญา
ติดต่อทรูปลูกปัญญา
นักวิทย์น้อยทรู 2561
Proposal นักวิทย์น้อยทรู 2561
PR & Spot
เลือกปี

SHARE

Download บทคัดย่อ คลิก !! 

 

 

 

ชื่อโครงงาน

ารศึกษาคุณภาพน้ำในลำเหมืองพญาคำบริเวณชุมชนหมู่บ้านชัยพฤกษ์ หมู่ที่ 7 ตำบล หนองหอย อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม่

 


 

โรงเรียน

มงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกประถม จังหวัดเชียงใหม่


 

ประเภท

สำรวจ

 

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

 

(1) เพื่อศึกษาคุณภาพน้ำด้านกายภาพและด้านเคมีในลำเหมืองพญาคำและ

 

(2) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำในลำเหมืองพญาคำระหว่างบริเวณต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยศึกษาน้ำในลำเหมืองพญาคำที่ไหลผ่าน บริเวณหมู่บ้านชัยพฤกษ์หมู่ที่ 7 ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเป็น 3 บริเวณ ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งบริเวณกลางน้ำเป็นบริเวณที่ใกล้จุดปล่อยน้ำทิ้ง โดยเก็บข้อมูลตามคู่มือการศึกษาคุณภาพน้ำด้วยวิธีดำเนินการของ GLOBE (Global Learning and Observation to Benefit the Environment) การตรวจสอบคุณภาพน้ำ ได้แก่ อุณหภูมิ ความโปร่งใส ค่าความเป็นกรดเบส สภาพความเป็นเบส และปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ

 

 

 

ผลการศึกษา พบว่า

 

(1) น้ำในลำเหมืองพญาคำบริเวณต้นน้ำมีอุณหภูมิเฉลี่ย 24.3 องศาเซลเซียส ความโปร่งใสเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ค่าความเป็นกรดเบสเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตในน้ำ สภาพความเป็นเบสเหมาะสม และปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำเหมาะสมดี บริเวณกลางน้ำมีอุณหภูมิเฉลี่ย 26.1 องศาเซลเซียส น้ำมีความขุ่นมากเกินไป ค่าความเป็นกรดเบสเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตในน้ำ สภาพความเป็นเบสสูง และปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำมีความเสื่อมโทรมมาก บริเวณปลายน้ำมีอุณหภูมิเฉลี่ย 24.4 องศาเซลเซียส ความโปร่งใสเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ค่าความเป็นกรดเบสเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตในน้ำ สภาพความเป็นเบสเหมาะสม และปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำอยู่ในระดับพอใช้

 

 

 

 

 

 

(2)คุณภาพน้ำในลำเหมืองพญาคำบริเวณต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำมีความแตกต่างกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

...............................................................................

 

 

 

โครงงาน

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารแทนนินจากพืชในท้องถิ่นที่มีผลต่อการติดสีของ
กากกาแฟในการทำผ้ามัดย้อม

 

 

โรงเรียน

นิคมสร้างตนเองพิมาย 2 จังหวัดนครราชสีมา


 

ประเภท

ทดลอง

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

 

(1) ทดสอบหาสารแทนนินในใบมันสำปะหลังและใบยูคาลิปตัส
(2)
เปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารแทนนินจากใบมันสำปะหลังและใบยูคาลิปตัสที่ช่วยในการติดสีของกากกาแฟบนผ้ามัดย้อม วิธีการทดสอบหาสารแทนนิน ทำโดยการนำใบมันสำปะหลังและใบยูคาลิปตัสมาต้มกับน้ำ ทดสอบด้วยน้ำปูนใส แล้วสังเกตการเปลี่ยนสีที่เกิดขึ้น จากนั้นนำผ้าขนาด 4 เซนติเมตร x 4 เซนติเมตร มาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการช่วยติดสี โดยจัดเป็น 3 ชุดการทดลอง ได้แก่ ชุดที่ 1 ย้อมผ้าด้วยสีจากกากกาแฟ ชุดที่ 2 ย้อมผ้าด้วยสีจากกากกาแฟแล้วต้มด้วยสารสกัดจากใบมันสำปะหลัง และชุดที่ 3 ย้อมผ้าด้วยสีจากกากกาแฟแล้วต้มด้วยสารสกัดจากใบยูคาลิปตัส แล้วนำผ้าที่ย้อมทั้ง 3 ชุดการทดลองไปทดสอบการตกสีโดยใช้สารละลายสบู่ 2 กรัม ในน้ำ 1,000 มิลลิลิตร จุ่มผ้าที่ต้องการทดสอบแช่ไว้ 5 นาที นำมาบิดให้หมาด แล้วสังเกตสีของน้ำสบู่


 

ผลการศึกษาพบว่า

 

(1) ใบมันสำปะหลังและใบยูคาลิปตัสมีสารแทนนิน สังเกตได้จากการเปลี่ยนสีเมื่อทดสอบด้วยน้ำปูนใสจะเปลี่ยนจากใสกลายเป็นตะกอนสีเขียวอมฟ้า และตะกอนสีน้ำตาล ตามลำดับ
(2)
ผ้าที่ย้อมด้วยสีจากกากกาแฟโดยไม่มีสารแทนนิน ผ้ามีสีน้ำตาลจางและเกิดการตกสีมาก ส่วนผ้าที่ย้อมด้วยสีจากกากกาแฟและมีสารแทนนินจากใบมันสำปะหลังให้สีน้ำตาลเข้มและไม่เกิดการตกสี ขณะที่ผ้าที่ย้อมด้วยสีจากกากกาแฟและมีสารแทนนินจากใบยูคาลิปตัสให้สีน้ำตาลอมเหลืองและเกิดการตกสีเล็กน้อย

 

 

 

 

...............................................................................

 

 

 

โครงงาน

ข้าวคั่วขมิ้นช่วยดูดซับความชื้นและป้องกันเชื้อรา


โรงเรียน

บ้านสนามบิน (ประชาศึกษา)จังหวัดสุโขทัย


 

ประเภท

ทดลอง

 

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์

 

เพื่อศึกษาความสามารถในการดูดซับความชื้นและการป้องกันการเกิดเชื้อราหลังการใช้ข้าวสารเจ้า ข้าวคั่ว และข้าวคั่วขมิ้น ดำเนินการทดลองโดยนำข้าวสารเจ้า ใส่ในถุงผ้าขาวบาง จากนั้นนำไปใส่กระปุกที่มีหอมแดง กระเทียม และพริก อย่างละกระปุกแล้วปิดฝา สังเกตการทดลองสัปดาห์ละครั้ง จบครบ 4 สัปดาห์ นำไปชั่งน้ำหนักเพื่อหาน้ำหนักที่เปลี่ยนไป แล้วนำไปตรวจลักษณะทางกายภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทำการทดลองเช่นเดียวกัน แต่เปลี่ยนข้าวสารเจ้า เป็นข้าวคั่ว และข้าวคั่วขมิ้น ตามลำดับ

 

 

 

ผลการทดลองพบว่า

 

ข้าวคั่วขมิ้นสามารถดูดซับความชื้นและป้องกันการเกิดเชื้อราได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ข้าวคั่ว และข้าวสารเจ้า ตามลำดับ

 

 

 

 

 

...............................................................................

 

 

 

ชี่อโครงงาน

เปลี่ยนเลอะให้กลายเป็นเลิศ

 

 

 

โรงเรียน

สาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

 

 

ประเภท

ทดลอง

 

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

 

(1) เปรียบเทียบความทนทานในการติดสีย้อมของผ้าเมื่อใช้น้ำยางจากส่วนต่างๆ ของกล้วย 3 ส่วน ได้แก่ กาบใบกล้วย ก้านใบกล้วย และเครือกล้วย

 

(2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพความทนทานในการติดสีย้อมจากยางเครือกล้วยระหว่างผ้า 3 ชนิด ได้แก่ ผ้าดิบ ผ้าฝ้าย และผ้าโทเร วิธีการทดลองคือการใช้มีดกรีดส่วนต่างๆ ของกล้วยได้แก่ กาบใบกล้วย ก้านใบกล้วย และเครือกล้วย ปล่อยทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ให้ยางกล้วยไหลออกมาบนภาชนะรองรับ จากนั้นใช้พู่กันจุ่มยางกล้วย 2 มิลลิลิตร ป้ายยางกล้วยลงบนผ้าให้รอยป้ายยาว 5 เซนติเมตร ตากทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วนำไปซักด้วยผงซักฟอกจำนวน 3 ครั้ง แต่ละครั้งซักแล้วตากให้แห้งและสังเกตการติดสีของผ้า

 

 

ผลการศึกษาพบว่า

 

(1) ผ้าที่ติดสีย้อมจากน้ำยางเครือกล้วยมีความทนทานมากที่สุด โดยผลการซักแล้วตากแห้ง 3 ครั้งได้สีเข้มที่สุด รองลงมาคือสีย้อมจากน้ำยางก้านใบกล้วย และน้ำยางกาบใบกล้วย ตามลำดับ

 

(2) ผ้าโทเรติดย้อมจากน้ำยางเครือกล้วยได้ทนทานที่สุด รองลงมาคือผ้าฝ้าย และผ้าดิบ ตามลำดับ

 

 

 

 

 

...............................................................................

 

 

 

โครงงา

วัสดุกันกระแทกจากพืชในท้องถิ่น

 

 

โรงเรียน

วัดพุฒิปรางค์ปราโมทย์ จังหวัดนนทบุรี

 

ประเภท

ทดลอง

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

(1)ศึกษาลักษณะของเส้นใยจากพืชในท้องถิ่น

(2)เปรียบเทียบอัตราส่วนระหว่างเส้นใยจากพืชต่อปริมาตรของตัวประสานที่ทำให้วัสดุกันกระแทก สามารถยึดติดได้ดี 

(3) เปรียบเทียบความสามารถในการกันกระแทกของวัสดุกันกระแทกจากพืชในท้องถิ่น

(4) เปรียบเทียบความสามารถในการกันกระแทกของวัสดุกันกระแทกจากพืชในท้องถิ่นที่มีความหนา แตกต่างกัน

โดยแบ่งการทดลองออกเป็น ตอน ดังนี้


ตอนที่ 1

นำพืชในท้องถิ่น ได้แก่ กาบกล้วย ธูปฤาษี ผักตบชวา และใบเตยหอม มาปั่นให้ได้เส้นใย

ตอนที่ 2

นำเส้นใยแต่ละชนิด ปริมาณ 10 กรัม มาผสมกับตัวประสาน ได้แก่ กาวจากแป้งข้าวเหนียว กาวจากแป้งข้าวจ้าว กาวลาเท็กซ์ และน้ำยางพารา ชนิดละ 10, 20, 30, 40 และ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะได้อัตราส่วนระหว่างเส้นใยจากพืชต่อตัวประสาน เป็น 1:1, 1:2, 1:3, 1:4 และ 1:5 ตามลำดับ

 

 

ตอนที่ 3

ผลิตวัสดุกันกระแทกจากพืชในท้องถิ่นแต่ละชนิด แล้วนำมาห่อไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน ฟอง แล้วปล่อยจากความสูงระยะ 25, 50, 75, 100 และ 150 เซนติเมตร

 

ตอนที่ 4

ทดสอบความสามารถในการกันกระแทกของวัสดุกันกระแทกจากพืชในท้องถิ่นที่มี

 

ความหนา 0.20, 0.45, 0.65, 0.80 และ 1.00 เซนติเมตร แล้วเปรียบเทียบกับวัสดุกัน

 

กระแทกจากพลาสติก

 

 

 

ผลการทดลองสรุปได้ดังนี้

1. เส้นใยจากกาบกล้วยแยกออกเป็นเส้นชัดเจน สีน้ำตาลอ่อน เส้นใยจากธูปฤาษีแยกออกเป็นเส้นใยขนาดใหญ่ สีเขียว เส้นใยจากผักตบชวามีความละเอียด สีเขียวเข้ม และเส้นใยจากใบเตยหอมมีความละเอียด สีเขียวเข้ม

2. อัตราส่วนระหว่างเส้นใยจากพืชต่อปริมาตรของตัวประสาน 1:5 ทำให้วัสดุกันกระแทกสามารถยึดติดกันได้ดีที่สุด

3. วัสดุกันกระแทกจากกาบกล้วยสามารถกันกระแทกได้ดีที่สุด

4. วัสดุกันกระแทกจากกาบกล้วยที่มีความหนา 1.00 เซนติเมตร สามารถกันกระแทกได้ดีที่สุดและสามารถกันกระแทกได้เท่ากับวัสดุกันกระแทกจากพลาสติก

 

 

...............................................................................

 

 

ชื่อโครงงาน

เครื่องกระเทาะเปลือกถั่วลิสงคั่ว (Roasted peanut crackeers)

 

 

 

โรงเรียน

บ้านบกหนองทันน้ำ จังหวัดอุบลราชธานี

 

 

 

ประเภท

สิ่งประดิษฐ์

 

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

 

(1) ประดิษฐ์เครื่องกระเทาะเปลือกถั่วลิสงคั่ว

 

(2) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องกะเทาะเปลือกถั่วลิสงคั่ว

 

 

 

ผลการศึกษา พบว่า

 

(1) เครื่องกระเทาะเปลือกถั่วลิสงคั่ว ประดิษฐ์จากการนำใบพัด หัวน็อต ต่อเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 12 โวลต์ ใช้ท่อพีวีซีเจาะฐาน ติดตั้งสายไฟ สวิตช์ เครื่องแปลงไฟ ประดิษฐ์และติดตั้งกล่อง ที่ทำจากแผ่นอะคลีลิค และขวดพลาสติกใส

 

(2)เครื่องกะเทาะเปลือกถั่วลิสงคั่วสามารถกะเทาะเปลือกถั่วลิสงคั่ว ปริมาณ 200 กรัม ในเวลาประมาณ 4 นาที

 

 

 

 

 

 

...............................................................................

 

 

 

ชื่อโครงงาน

เซฟแรง...เซฟเวลา...ด้วยเครื่องนวดกล้วยตาก

 

 

 

โรงเรียน

วัดบางขุนนนท์กรุงเทพฯ

 

 

 

ประเภท

สิ่งประดิษฐ์

 

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

 

(1) ประดิษฐ์เครื่องนวดกล้วยตากที่สามารถผ่อนแรงในการนวดกล้วยตากได้

 

(2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครื่องนวดกล้วยตากแบบลูกกลิ้งและแบบโม่หมุน

 

(3) ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องนวดกล้วยตากและลักษณะของกล้วยตากที่ผลิตขึ้น

 

 

 

ผลการศึกษา พบว่า

 

(1) เครื่องนวดกล้วยตากมี 2 แบบ คือ แบบลูกกลิ้งและแบบโม่หมุน สามารถผ่อนแรงในการนวดกล้วยตากได้

 

(2) เครื่องนวดกล้วยตากแบบโม่หมุนทำให้กล้วยตากมีความหนาน้อยกว่าแบบลูกกลิ้ง

 

(3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องนวดกล้วยตากแบบลูกกลิ้งและแบบโม่หมุนอยู่ในระดับดีมาก และลักษณะของกล้วยตากที่ได้จากการนวดโดยใช้เครื่องนวดแบบลูกกลิ้งมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดีมาก ส่วนลักษณะของกล้วยตากที่ได้จากการนวดโดยใช้เครื่องนวดแบบโม่หมุนมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดี

 

 

 

 

 

...............................................................................

 

 

 

 

ชื่อโครงงาน

แผงตากแห้งจากวัสดุเหลือใช้ช่วยเพิ่มพลังงาน

 

 

โรงเรียน

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงราย

 

 

ประเภท

สิ่งประดิษฐ์

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

 

(1) ประดิษฐ์แผงตากแห้งโดยใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์

 

(2) ทดสอบประสิทธิภาพของแผงตากแห้ง โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพ 3 ประการ ได้แก่

1) อุณหภูมิของแผงตากแห้งที่ตั้งทิ้งไว้กลางแดดนาน 5 ชั่วโมง ระหว่างแผงตากแห้ง 2 แบบ คือแผงใช้ก้นกระป๋องน้ำอัดลมด้านนอกรับแสงกับใช้ด้านในรับแสง 2) เปรียบเทียบอุณหภูมิของแผงตากแห้งระหว่างแผงตากแห้ง 4 แบบ คือแผงที่พ่นสีดำที่ก้นกระป๋องน้ำอัดลมสองด้าน พ่นสีดำเฉพาะด้านใน พ่นสีดำเฉพาะด้านนอก และไม่พ่นสีทั้งสองด้าน

 

3) เปรียบเทียบน้ำหนักที่ลดลงและระยะเวลาที่ใช้ในการตากปลาและหมูแดดเดียวระหว่างการใช้แผงตากแห้งที่ประดิษฐ์ขึ้นกับแผงตากแห้งแบบทั่วไป

 

 

 

ผลการศึกษาพบว่า

 

(1) แผงตากแห้งประดิษฐ์จากฝาชีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร สูง 20 เซนติเมตร นำก้นกระป๋องน้ำอัดลมประกอบเข้าด้านในของฝาชี แล้วใช้ตะแกรงเหล็กวางด้านบนของก้นกระป๋อง

(2) ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพพบว่า

1) แผงตากแห้งที่ใช้ก้นกระป๋องน้ำอัดลมด้านนอกรับแสงมีอุณหภูมิเฉลี่ยจากการรับแสงแดดนาน 5 ชั่วโมงได้สูงกว่าแผงตากแห้งที่ใช้ก้นกระป๋องด้านในรับแสง

2) แผงตากแห้งที่พ่นสีดำเฉพาะด้านในมีอุณหภูมิเฉลี่ยจากการรับแสงแดดนาน 5 ชั่วโมงได้สูงที่สุด รองลงมาคือแผงที่พ่นสีดำเฉพาะด้านนอก แผงที่พ่นสีดำสองด้าน และแผงที่ไม่พ่นสีก้นกระป๋อง โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยเท่ากับ 52.6, 51.0, 36.6, 35.2 องศาเซลเซียส ตามลำดับ

3) แผงตากแห้งที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้เวลาในการตากปลาและหมูแดดเดียวน้อยกว่าแผงตากแห้งแบบทั่วไป และหากใช้เวลาเท่ากันคือ 3 ชั่วโมง แผงตากแห้งที่ประดิษฐ์ขึ้นทำให้น้ำหนักของปลาและหมูแดดเดียวลดลงได้มากกว่าแผงตากแห้งแบบทั่วไป

 

 

 

...............................................................................

 

 

ชื่อโครงงาน

ไม้จับอเนกประสงค์ รักษ์สิ่งแวดล้อม

 

 

โรงเรียน

อนุบาลพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

 

 

ประเภท

สิ่งประดิษฐ์

 

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

 

(1) ประดิษฐ์ไม้จับอเนกประสงค์สำหรับใช้เก็บขยะ

 

(2) ทดสอบประสิทธิภาพของไม้จับอเนกประสงค์ในการเก็บขยะบริเวณป่าชายเลน โดยเก็บขยะทั้งหมด 5 ครั้ง แล้วเปรียบเทียบผลการเก็บขยะที่สำรวจพบกับผลการเก็บขยะที่เก็บได้ด้วยไม้จับเอกประสงค์

 

 

 

ผลการศึกษาพบว่า

 

(1) ไม้จับอเนกประสงค์ประดิษฐ์จากท่อพีวีซียาว 100 เซนติเมตร ปลายท่อใช้ไม้ไอศกรีมทำเป็นที่หนีบขยะ จากนั้นต่อหลอดฉีดยา 2 ชิ้น ได้แก่หลอดฉีดยาขนาด 5 มิลลิลิตรใช้ทำส่วนด้ามจับโดยสูบน้ำให้เต็มหลอด และหลอดฉีดยาขนาด 10 มิลลิลิตรใช้ทำส่วนปลายด้าม ไม่ต้องสูบน้ำ ทั้งสองหลอดต่อเข้ากับท่อพลาสติกใสที่สูบน้ำจนเต็มแล้วนำไปต่อเข้ากับท่อพีวีซี (2) โดยเฉลี่ยการเก็บขยะจำนวน 5 ครั้งด้วยไม้จับอเนกประสงค์ พบว่าขยะที่สำรวจพบจำนวน 32 ชิ้น สามารถใช้ไม้จับอเนกประสงค์เก็บได้จำนวน 30 ชิ้น คิดเป็นร้อยละ 93.78

 

 

 

 

...............................................................................

 

 

 

 

ชี่อโครงงาน

อุปกรณ์เก็บลูกปิงปอง

 

 

โรงเรียน

บ้านทรายแก้ว จังหวัดยะลา

 

 

ประเภท

สิ่งประดิษฐ์

 

 

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

 

(1) ประดิษฐ์อุปกรณ์เก็บลูกปิงปองจำนวน 3 แบบ ได้แก่ อุปกรณ์เก็บลูกปิงปองที่ประดิษฐ์จากยางในของรถจักรยานยนต์ สายเอ็นตกปลา และเชือกไนลอน

 

(2) ทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์เก็บลูกปิงปอง โดยเปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการเก็บลูกปิงปองจำนวน 20 ลูก ของอุปกรณ์เก็บลูกปิงปองที่ประดิษฐ์ทั้ง 3 แบบ บนพื้นผิว 3 แบบได้แก่ พื้นปูนเรียบ พื้นดิน และพื้นกระเบื้อง

 

 

 

ผลการศึกษาพบว่า

 

(1) อุปกรณ์เก็บลูกปิงปองประดิษฐ์โดยใช้แกนขดลวดเลื่อยให้เป็นร่องยาว 1 เซนติเมตร ระหว่างร่องห่างกัน 3.5 เซนติเมตร ขดเป็นวงกลม แล้วใช้ไม้อัดความหนา 10 มิลลิเมตร ตัดเป็นวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 เซนติเมตร จำนวน 2 ชิ้น เจาะรูตรงกลางประกอบเข้ากับแกนขดลวดด้านบนและล่าง ขันให้แน่นด้วยสกรู จากนั้นใช้แผ่นอะลูมิเนียมยาว 12 เซนติเมตร เจาะรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร เพื่อเป็นที่เก็บลูกปิงปอง นำไปพันรอบแกนขดลวด ใช้เส้นยางในของรถจักรยานยนต์ หรือสายเอ็นตกปลา หรือเชือกไนลอนใส่เข้าไปตามร่องในแกนขดลวดที่เลื่อยเอาไว้ ทำด้ามจับโดยใช้ท่อพีวีซียาว 15 เซนติเมตร ต่อกับข้อต่อ แล้วต่อเข้ากับแกนขดลวด

 

(2) อุปกรณ์เก็บลูกปิงปองที่ประดิษฐ์จากยางในของรถจักรยานยนต์ใช้เวลาเฉลี่ยในการเก็บลูกปิงปองน้อยที่สุดทั้ง 3 พื้นผิว รองลงมาคืออุปกรณ์เก็บลูกปิงปองที่ประดิษฐ์จากสายเอ็นตกปลา และเชือกไนลอน ตามลำดับ นอกจากนี้พบว่าอุปกรณ์เก็บลูกปิงปองที่ประดิษฐ์จากยางในของรถจักรยานยนต์ใช้เวลาเฉลี่ยในการเก็บลูกปิงปองบนพื้นปูนเรียบน้อยที่สุด รองลงมาคือพื้นดิน และพื้นกระเบื้อง โดยใช้เวลา 0.36, 0.44, 0.54 นาที ตามลำดับ

 

 

 

 

...............................................................................

 

 

โครงการนักวิทย์น้อยทรู 2561
 

ทรูปลูกปัญญา 

 

ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ 'นักวิทย์น้อยทรู'

 

ผู้ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 10 ทีมดังนี้...

 

 

 

 

โครงงานทดลองมี 3 โครงงาน

 

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารแทนนินจากพืชในท้องถิ่นที่มีผลต่อการติดสีของกากกาแฟในการทำผ้ามัดย้อม

โรงเรียนนิคมสร้างตนเองพิมาย 2 จ.นครราชสีมา

 

ข้าวคั่วขมิ้นช่วยดูดซับความชื้นและป้องกันเชื้อ

โรงเรียนบ้านสนามบิน (ประชาศึกษา) จ.สุโขทัย

 

วัสดุกันกระแทกจากพืชในท้องถิ่น

โรงเรียนวัดพุฒิปรางค์ปราโมทย์ จ.นนทบุรี

 

 

โครงงานสิ่งประดิษฐ์ 5 โครงงาน

 

แผงตากแห้งจากวัสดุเหลือใช้ช่วยเพิ่มพลังงาน

โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จ.เชียงราย


ไม้หยิบจับอเนกประสงค์

โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ


อุปกรณ์เก็บลูกปิงปอง

โรงเรียนบ้านทรายแก้ว จ.ยะลา

 

เซฟแรง...เซฟเวลา...ด้วยเครื่องนวดกล้วยตาก

โรงเรียนวัดบางขุนนนท์ กรุงเทพฯ

 

เครื่องกระเทาะเปลือกถั่วลิสงคั่ว (Roasted peanut crackeers)

โรงเรียนบ้านบกหนองทันน้ำ จ.อุบลราชธานี

 

 

โครงงานประเภทสำรวจ 2 โครงงาน

 

เปลี่ยนเลอะให้กลายเป็นเลิศ

โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชงคลธัญบุรี จ.ปทุมธานี


การศึกษาคุณภาพน้ำในลำเหมืองพญาคำบริเวณชุมชนหมู่บ้าน ชัยพฤกษ์ หมู่ที่ 7 ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกประถม จ.เชียงใหม่

 

 

 

 

ร่วมเชียร์ ร่วมเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ ทั้ง 10 ทีม

 

ในรอบชิงชนะเลิศ ในวันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2561

 

ณ ห้องเรนโบว์ ชั้น 17 โรงแรมไบหยกสกาย

 

ระหว่างเวลา 09.00 – 14.30 น.


หรือชมการประกวดสด ๆ ผ่านทาง Facebook Fanpage 'ทรูปัญญา'

 

 

 

 

และนอกจากนี้น้อง ๆ ทั้ง 10 ทีม จะได้เปิดโลกการเรียนรู้อย่างสนุกสนานกับ 

 

KidZania ณ ศูนย์การค้าพารากอน ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน อีกด้วย

 

#ทรูปลูกปัญญา #นักวิทย์น้อยทรู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.หลักการและเหตุผล

 

     การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่  2  (พ.ศ. 2552–2561)  เน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู้ของคนไทย การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นให้นักเรียนพัฒนาการคิดระดับสูง การประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเสริมวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างมีคุณภาพ การจัดการเรียนรู้บูรณาการเน้นให้นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์  อันเป็นการพัฒนาให้นักเรียนสามารถสร้างความรู้  เป็นผู้มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และมีจิตวิทยาศาสตร์  กล่าวคือ  มีความสนใจใฝ่รู้  ความมุ่งมั่น  อดทน  รอบคอบ  ความรับผิดชอบ  ความซื่อสัตย์  ประหยัด  การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีเหตุผล การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์  ด้วยการเป็นอยู่อย่างพอเพียงคือ  การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต  ทั้งในการเรียนและในชีวิตประจำวัน

 

     ในช่วงยุคศตวรรษที่ 21 (ค.ศ. 2001-2100) เป็นยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นการพัฒนาคนและนวัตกรรม การศึกษาเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาคน ให้สามารถสร้างนวัตกรรม นโยบายสำคัญคือ การสร้างเด็กไทย 4.0 ให้มีลักษณะเด่นคือ ความสามารถสร้างนวัตกรรมผ่านการทำโครงงาน เป็นนวัตกรรมที่อาจได้จากโครงงานสำรวจ โครงงานทดลองและโครงงานประดิษฐ์ อีกทั้งการสร้างโครงงานตามแนว STEM ก็เป็นแนวทางสำคัญของการสร้างผลผลิตที่มีความเป็นนวัตกรรม เด็กไทย 4.0 เมื่อเติบโตเป็นเยาวชนคนไทย 4.0 ที่สามารถสร้างผลผลิตที่ทำรายได้สูง อันเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยแลนด์ 4.0

 

     สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาไทย  (สวทศ.)  เห็นความสำคัญของการส่งเสริมเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา   จึงได้ร่วมกับกลุ่มทรู  จัดโครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ระดับประถมศึกษา  ระดับชาติ  ประจำปี  2561  ในหัวข้อเรื่อง  “โครงงานวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์นวัตกรรม”  โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างนักเรียนให้มีทักษะศตวรรษที่ 21 คือ มีทักษะการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อตอบแทนสังคมด้วยการทำโครงงานหรือทำวิจัยพื้นฐาน

 

 

2.วัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนประถมศึกษา

 

1.มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการทำโครงงานวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์นวัตกรรม

2.สามารถดำเนินการทำโครงงานวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์นวัตกรรม ด้วยการน้อมนำปรัชญา 

ของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้

3.มีจิตวิทยาศาสตร์ พร้อมค่านิยมหลัก 12 ประการ

 

 

3.เป้าหมาย

 

นักเรียนระดับประถมศึกษาสามารถทำโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทต่างๆ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 

 

4.ผู้รับผิดชอบโครงการ

 

1.สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาไทย (สวทศ.)

2.กลุ่มทรู

 

 

5.ระยะเวลาดำเนินงาน

 

เปิดรับโครงงาน วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2561

ปิดรับโครงงาน วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2561

ประกาศผลเข้ารอบ 30 โครงงาน วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2561

ประกาศผลการคัดเลือกรอบสุดท้าย 10  โครงงาน วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561

ทาง www.trueplookpanya.com, www.baiyokehotel.com

นำเสนอโครงงานที่เข้ารอบสุดท้ายและตัดสินผล วันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2561

นักวิทย์น้อยทรูทัศนศึกษา วันเสาร์ที่ 8 กันยายน  2561

 

 

6.ลักษณะโครงงานวิทยาศาสตร์

 

โครงงานวิทยาศาสตร์ที่ส่งประกวดจะต้องเป็นโครงงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่

 

โครงงานประเภทสำรวจ  

โครงงานประเภททดลอง  

โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์

 

โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาหาความรู้เพื่อให้ได้คำตอบ เกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือการอนุรักษ์ และการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ การนำกลับมาใช้ใหม่ การลดมลพิษของสิ่งแวดล้อม การหาหรือสร้างสิ่งทดแทนที่มีอยู่เดิม การประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ การพัฒนาและหรือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาคุณภาพด้านความรู้ ความเป็นอยู่ อาชีพ และสุขภาวะ เตรียมเด็กไทยให้เป็นคนไทย 4.0 ที่สามารถสร้างนวัตกรรมอันช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติให้คนไทยมีรายได้สูง

 

 

7.คุณสมบัติผู้สมัคร

 

1.เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ในโรงเรียนภาครัฐและเอกชน ทั่วประเทศในทุกสังกัด

2.นักเรียนต้องสมัครเป็นทีมๆ ละ 2 - 3 คน ต่อ 1 โครงงาน

3.นักเรียนหนึ่งคนมีสิทธิ์สมัครเข้าร่วมประกวดโครงงานได้เพียง 1 โครงงานเท่านั้น

 

 

8. ระเบียบการสมัคร

 

1.ครู/อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน 1 – 3 คน ต่อ 1 โครงงาน

2.โรงเรียนแต่ละโรงเรียนสามารถส่งโครงงานเข้าร่วมประกวด ได้ไม่เกิน 6 โครงงาน 

3.โครงงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่คัดลอกโครงงานของผู้อื่นส่งเข้าประกวด

4.โครงงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องส่งหลักฐานดังนี้

  4.1  เอกสารโครงงานวิทยาศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ 1 ฉบับ ตามหลักการเขียนโครงงานที่  

       ถูกต้องพร้อมระบุชื่อโครงงานและประเภทของโครงงานอย่างชัดเจน

  4.2  กรอกใบสมัคร พร้อมรายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วน โดยสามารถดาวน์โหลดใบ 

       สมัครได้จาก www.trueplookpanya.com รวมถึงสามารถจัดทำแบบฟอร์มดังกล่าว  

       ได้เองตามตัวอย่าง

  4.3 บันทึกข้อมูลลงแผ่น DVD ซึ่งข้อมูลจะต้องประกอบด้วย

      4.3.1 รูปขั้นตอนการทำโครงงานที่ชัดเจน จำนวน 5-7 รูป

      4.3.2 รูปนักเรียนที่ทำโครงงานเห็นหน้าชัดเจน จำนวน 2 รูป

      4.3.3 รูปผลงานที่สำเร็จ จำนวน 2 รูป

      4.3.4 วีดิทัศน์ (คลิปวิดีโอ) ความยาวไม่เกิน 5 นาที เล่าเรื่องการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมีการสื่อสารที่ใช้บทสนทนา แสง สี เสียง ข้อความ คำบรรยาย ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรืออื่นๆ ที่แสดงกระบวนการทำงานในสภาพแวดล้อมจริงของกลุ่ม เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวให้ครอบคลุมประเด็นคำถามต่อไปนี้...

 

เหตุใดจึงทำเรื่องนี้ เพื่อแก้ปัญหา หรืออยากรู้อะไร

ในการทำเรื่องนี้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องอะไรบ้าง และหาข้อมูลจากที่ใด

มีแผนงานและขั้นตอนการศึกษาอย่างไร ใช้วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมืออะไรบ้าง

ผลหรือคำตอบที่ได้คืออะไร 

ผลหรือคำตอบที่ได้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่ (ถ้ามี) จงให้เหตุผล ได้อะไรที่ใหม่หรือแตกต่างไปจากสิ่งที่มีอยู่เดิม 

สรุปสิ่งที่ศึกษาเพื่อตอบสิ่งที่อยากรู้ได้ว่าอย่างไร

ผลหรือคำตอบที่ได้ให้ประโยชน์หรือแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง มีข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็นใดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น     

 

 4.4 นำวีดิทัศน์ (คลิปวิดีโอ) ในข้อ 4.3.4 ขึ้น YouTube แล้วตั้งค่าสถานะ 'ส่วนตัว' ให้อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานส่ง URL หรือลิงค์ มาให้สมาคมฯ ทางอีเมล์ taste2535@gmail.com  โดยแจ้งชื่อของอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ชื่อนักเรียนผู้ทำโครงงาน ชื่อโรงเรียน และชื่อโครงงานที่ส่งเข้าประกวด

 


9.เกณฑ์การคัดเลือกรอบแรก จำนวน 30 โครงงาน พิจารณาจาก

 

   1.ความคิดริเริ่มของปัญหาหรือหัวข้อเรื่องที่นำมาศึกษา

   2.ความถูกต้องเหมาะสมของการออกแบบการทดลองหรือการศึกษาหาคำตอบ

   3.ความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และกระบวนการทดลองหรือศึกษา 

   4.การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์  และเครื่องมือที่ถูกต้องและประหยัด

   5.การวิเคราะห์ข้อมูล  การสื่อความหมายข้อมูล  การแปลความหมายและสรุปผล

   6.ความชัดเจนและถูกต้องของการเขียนรายงานโครงงาน

 


สำหรับโครงงานที่เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 10 โครงงาน

 

   1.นักเรียนต้องนำแผงโครงงานมาแสดงตามขนาดที่กำหนด (0.60 เมตร x 1.2 เมตร) 

   2.นักเรียนเจ้าของโครงงานต้องเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอโครงงาน โดยผู้จัดจะสนับสนุนค่าเดินทาง    และที่พักให้อาจารย์ที่ปรึกษาจำนวน 1 ท่าน พร้อมนักเรียนที่ทำโครงงาน

   3.นักเรียนต้องนำเสนอโครงงานด้วยวีดิทัศน์ (คลิปวิดีโอ) ภายในเวลา 5 นาที อุปกรณ์การทดลอง/ ผลงาน และตอบข้อซักถามของคณะกรรมการ 5 นาที รวมเวลา 10 นาที 

   4.การตัดสินของกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด และผู้จัดการประกวดสามารถนำไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ต้องขออนุญาต

 

 

10.รางวัลในการประกวด

 

   1.โครงงานที่ส่งเข้าประกวดทุกโครงงาน

     โครงงานที่ส่งเข้าประกวดทุกโครงงานจะได้รับเกียรติบัตรจากสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาไทย และกลุ่มทรู

   2.โครงงานที่ผ่านเข้ารอบแรก จำนวน 30 โครงงาน

     โครงงานที่ผ่านเข้ารอบแรก จำนวน 30 โครงงาน และปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของกรรมการ พร้อมทั้งส่งโครงงานฉบับปรับปรุงตามเวลาที่กำหนด จะได้รับเงินสนับสนุนการทำโครงงาน 2,000 บาท

   3.โครงงานที่เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 10 โครงงาน

 

 

     รางวัลเหรียญทอง จำนวน 1 รางวัล

 

     เงินสนับสนุนการทำโครงงาน 15,000 บาท

     เหรียญรางวัล และเกียรติบัตร

     โล่เกียรติยศสำหรับโรงเรียน 

     ได้เข้าร่วมเป็นโรงเรียนในโครงการประชารัฐ


     รางวัลเหรียญเงิน จำนวน 2 รางวัล

 

     เงินสนับสนุนการทำโครงงาน 10,000 บาท

     เหรียญรางวัล และเกียรติบัตร

     โล่เกียรติยศสำหรับโรงเรียน

 

     รางวัลเหรียญทองแดง จำนวน 7 รางวัล

     เงินสนับสนุนการทำโครงงาน 5,000 บาท

     เหรียญรางวัล และเกียรติบัตร

     โล่เกียรติยศสำหรับโรงเรียน

 


11.สถานที่ส่งโครงงาน

 

     สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาไทย  

     เลขที่ 222 (โรงแรมใบหยกสกาย) ถนนราชปรารภ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

     คุณณัฐพร อัศวพิมลพร โทรศัพท์ 0-2656-3000 กด 71516, 08-6158-2747

     Email: nuttaporn_a@baiyoke.co.th



สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

 

     สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาไทย

     รองศาสตราจารย์พเยาว์ ยินดีสุขโทรศัพท์ 08-1922-0853

     อาจารย์ ดร.พรเทพ จันทราอุกฤษฎ์โทรศัพท์ 08-1875-5832

     ฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม กลุ่มทรู โทรศัพท์ 0-2764–9763

 

 



#Trending now
Adgang60ข่าวครูสื่อการสอนแผนการสอนเทคนิคการสอนสอบครูข่าวครูปฏิทินสอบเข้า ม.1 2560admissions 60ad60admissionsสอบตรง 60รับตรง 60ข้อสอบรับตรงอาเซียนAECข่าวกิจกรรมข่าวทุนข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบONETGATPATติวติว GATติว PATGAT เชื่อมโยงโครงงานวิทยาศาสตร์โครงงานเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าว admissionsแอดมิชชั่นสาระน่ารู้โควตาแนะแนวสามเณรธรรมะว.วชิรเมธีธรรมท่องเที่ยวเก็งข้อสอบติวเข้มสอบเข้าสอบสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า ม.4สอบเข้าเตรียมอุดมฯสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลทดลองวิทย์ฮอร์โมนHormoneจักรยานCU TEPTU GETสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonkของเล่นวิทยาศาสตร์เพลงชาติไทยวิศวะ จุฬาบัญชี จุฬาสอบทุนSmart ExamsTOEICTOEFLสูตรลัดคณิตศาสตร์วิสาขบูชาหน้าหนาวเชียงใหม่เชียงรายคำราชาศัพท์สุภาษิตเงินเดือนครูครูผู้ช่วยสมัครสอบครูTU starข้อสอบ o-net ป.6สอนศาสตร์quizเกมgameเข้าพรรษาโอลิมปิกในหลวงรัชกาลที่ 99 วิชาสามัญรัชกาลที่ 10สรุปสูตรคณิตศาสตร์เอนทรานซ์ 4.0
กลับด้านบน