ครูปูเป้ – วริษฐา สง่าวงศ์ : ศิลปะบำบัด...ขัดเกลาพฤตินิสัย

 เรื่อง : ธนกร  แตงงาม


ศิลปะบำบัด...ขัดเกลาพฤตินิสัย


ด้วยความ ต้องการของทางบ้านอยากให้รับราชการ ทำให้ ปูเป้ วริษฐา สง่าวงศ์ กราฟฟิคดีไซน์ในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ตั้งใจหันเหชีวิตมาเป็นอาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัย จึงลาออกมาเรียนต่อปริญญาโทสาขาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอเรียนจบก็ตระเวนสอบเข้าเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ปรากฏว่าสอบติดที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งทางกรมส่งให้มาบรรจุเข้ารับตำแหน่งที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต โดยตำแหน่งนี้จะแบ่งออกเป็นหลายด้าน เช่น ด้านพ่อบ้าน แม่บ้าน (เจ้าหน้าที่ที่ดูแลความเป็นอยู่ สุขลักษณะของเด็กและเยาวชน) ด้านเกษตร ด้านช่างไม้ ด้านศิลปะ ด้านพละ ฯลฯ แต่โดยรวมแล้ว เด็กและเยาวชนจะเรียกเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า “ครู”

 


เริ่มต้นจาก 0 และเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
     ‘ทำไมถึงตัดสินใจเป็นครูที่นี่?’ เป็นคำถามที่ถูกเด็กๆ ในนี้ถามบ่อยมาก (หัวเราะ) ต้องบอกเลยว่ามันเริ่มจาก 0 มันหลุดจากเป้าหมายที่วางไว้และมาไกลมาก ทีแรกคิดว่าคงสอบไม่ติดด้วยซ้ำ เพราะข้อสอบส่วนใหญ่ถามเรื่องพรบ. คุ้มครองเด็กและเยาวชน เรื่องกฎระเบียบในสถานพินิจฯ และข้อสอบด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอะไรที่อยู่คนละโลกกับเรามาก ส่วนข้อสอบด้านศิลปะมีอยู่ 20% เอง พอสอบผ่าน ทางกรมฯก็เรียกมารายตัวที่ศูนย์ราชการและมีเวลาเตรียมตัวแค่ 15 วัน เพื่อลงมาอยู่ภูเก็ต มันกะทันหัน ทุกอย่างฉุกละหุกมาก จากวันนั้นถึงวันนี้เราเป็นครูที่นี่ครบปีไปเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 59 ที่ผ่านมานี้เอง จากวันที่ใจเราเริ่มจาก 0 มันค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 10 เป็น 50 และกำลังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราอยากทำอะไรให้เด็กๆ มีการเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ

 


ครูในโรงเรียนปกติกับครูในสถานพินิจฯ
     “มัน เป็น ‘โชคดีในความโชคร้าย’ จากสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เข้ามาทำงานในสถานที่ควบคุมเด็กและเยาวชนที่ สังคมมองว่าเป็นเด็กเกเรมีปัญหา ใครๆ ก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่เชื่อไหมว่าเรามองเห็นบางอย่างในตัวพวกเขา นั่นคือ ความมีน้ำใจ เคยดูคลิปที่เด็กนักเรียนแอบถ่ายครูคนหนึ่งในห้องเรียนหลังเลิกเรียน ครูกำลังเก็บเก้าอี้และกวาดห้องเรียนอยู่ ซึ่งถ้าเราได้ไปสอนในโรงเรียนปกติก็คงเป็นแบบนั้น (หัวเราะ) แต่การมาทำงานที่นี่ เราเห็นความมีน้ำใจของเด็กๆ หลายคน บอกได้เลยว่า เราจับไม้กวาดนับครั้งได้ เด็กๆ ที่เรามองเห็นภายนอกว่าน่ากลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ สักลายทั้งตัว วิ่งเข้ามาหาเราเพื่อช่วยถือสัมภาระให้ พร้อมกับบอกว่า “ครู ผมช่วยถือให้นะ” มันเป็นความประหลาดใจ ระคนตกใจเล็กๆ เลยก็ว่าได้ เวลาจะกลับบ้านพัก เด็กๆ จะยกมือไหว้ และบอก “คู! ขับรถดีๆ นะ” บางคนก็แซวๆ ว่า “ฝันดีนะคู” เค้าไม่พูดควบกล้ำ ร นะ แถมยังแหลงใต้ใส่ด้วย พูดกลางก็ไม่ชัด เราก็พยายามฟังจนเข้าใจ แต่นั่นคือ ความน่ารักของพวกเขา เราเองก็คิดว่า เออ ที่เด็กเรียกเราว่า “คู” ก็คงเหมาะสมแล้วล่ะ เพราะเรายังห่างชั้นกับคำว่า “ครู” อีกเยอะ (หัวเราะ)”

 


ศิลปะบำบัด ขัดเกลานิสัย
     “กิจกรรม ศิลปะ ถือเป็นการบำบัดด้านพฤตินิสัยอย่างหนึ่ง อย่างแรก คือ การฝึกสมาธิ เด็กที่เข้ามาในช่วง 1-7 วันแรก เรามักจะถามว่า ขณะที่นั่งทำงานที่ครูมอบหมายให้ เรากำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่ ถ้าเด็กตอบว่า กำลังคิดว่าจะลากเส้นไปทางไหนดี หรือบอกว่า กำลังคิดถึงเรื่องที่กำลังวาดอยู่ นั่นคือ เขาเริ่มมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ ในระดับหนึ่งแล้วต่อมา คือ การปรับสภาวะของอารมณ์ หลายคนที่ก่อคดี เพราะอารมณ์เพียงชั่ววูบ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ผลงานแต่ละชิ้นเราดูออกเลยว่าใครใจร้อน ใครใจเย็น หรือใครที่มีความลังเลใจ ฉะนั้น การให้เขาได้ทำงานศิลปะจะเป็นการฝึกให้เขาอารมณ์เย็นลง ฝึกการทำงานเป็นขั้นตอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลงเพื่อให้มีสติมากขึ้น


 


     “มี หลายคนใจร้อนไม่ได้ดั่งใจก็โวยวาย ขอทำงานชิ้นใหม่ทั้งๆ ที่ชิ้นเก่ายังไม่เสร็จ เราจะบอกเขาว่า ต้องทำงานให้จบ อย่าให้ค้างคา อย่าทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ ให้เขาฝึกการยอมรับในความผิดพลาดของตัวเอง ฝึกความอดทน ถ้าชิ้นนี้ยังไม่สวย ครั้งต่อไปมันต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่แต่อย่ารีบร้อน เรามักจะบอกเขาเสมอว่า ไม่มีใครที่ทำชิ้นแรกแล้วมันออกมาสมบูรณ์แบบ ต้องอาศัยความพยายามและความอดทนเท่านั้น ถ้าทำไม่ได้ ครูจะทำให้ดูอีกครั้ง”

 


     “เรา ต้องสังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละวันด้วย เด็กที่ถูกควบคุมตัวมักจะเกิดความเครียดและความวิตกกังวลอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องผลการตัดสินคดี เรื่องความเป็นอยู่ของคนทางบ้านและอื่น ๆ สารพัด ต้องสังเกตว่าถ้าวันไหนอารมณ์ขุ่น ๆ ยังไม่มีสมาธิพอ เราก็จะให้เขาออกไปพักก่อน อารมณ์ดีแล้วค่อยกลับมาทำใหม่ การทำงานศิลปะเราไม่อยากบังคับหรือฝืนใจให้ทำ อยากให้เขาได้ผ่อนคลาย ขอแค่เขาไม่รบกวนผู้อื่น เคารพกติกา เราก็โอเคแล้ว ส่วนเรื่องผลสำเร็จของงานนั้นถือว่าเป็นผลพลอยได้ค่ะ”

 



ศิลปะ...พัฒนาอารมณ์
     “นอก จากนี้ศิลปะยังเป็นการพัฒนาทักษะการรับรู้จากการมองเห็น การมองเห็นที่ดีมักจะมาจากการสังเกตที่ดี การถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นภาพวาดที่ดี จึงเกิดจากทักษะการมองเห็นที่ดีค่ะ เมื่อการรับรู้จากการมองเห็นเกิดการพัฒนาเช่นนั้นแล้ว เขาจะมีมุมมองในการมองเห็นวัตถุต่างๆ หรือทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าเปลี่ยนไปจากเดิม ทิวทัศน์ที่เคยมองเห็นอยู่ทุกวันเหมือนปกติไม่มีอะไร มันจะเป็นการมองเห็นที่มีความหมายขึ้น มีความละเอียดลึกซึ้ง เพราะถ้าเขาสามารถมองเห็นและแยกแยะถึง สี แสง และเงาของวัตถุหรือทิวทัศน์ที่ตาของตนเองมองเห็นได้ มันจะนำไปสู่การมองเห็นในเชิงสุนทรียภาพ และที่เห็นได้ชัดคือ การพัฒนาด้านอารมณ์ อารมณ์ที่เย็นลงจะทำให้มีสติมากขึ้น และเกิดความคิดสร้างสรรค์ตามมา ถึงแม้ตอนนี้จะทำได้เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง คือเด็กจะนิ่งเมื่อได้ทำงานหรือมีสมาธิจดจ่อกับการวาดรูป แต่เมื่อจบกิจกรรมของวันนั้นไปก็อยู่ไม่สุขเหมือนเดิม แต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้ไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย เรายังมีความเชื่อว่าถ้าเขาได้ฝึกทุกวันอย่างต่อเนื่อง มีกิจกรรมศิลปะวันละ 1-2 ชม. เขาจะเริ่มซึมซับและค่อยๆ ปรับสภาวะอารมณ์ให้นิ่งขึ้นและใจเย็นลงได้บ้าง”

 


มีคำถามเท่ากับใช้ความคิด
     “เวลา สอนเราจะใช้คำถามนำ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ฝึกการสังเกต เรามักจะบอกเขาว่า ครูชอบคนที่มีคำถาม เพราะเมื่อมีคำถามนั่นแสดงว่า คุณกำลังใช้ความคิด ยกเว้นบางคนที่ถามเพื่อสร้างความก่อกวน เราก็จะต้องปรามเขานิดนึง (หัวเราะ) ประกอบกับการให้กำลังใจเพื่อให้เด็กมีแรงผลักดันในการสร้างสรรค์ผลงาน ส่งเสริมความเชื่อมั่นและสร้างความภาคภูมิใจ ถึงแม้ผลงานจะออกมาไม่ได้ตามที่คิดไว้ แต่ถ้ามันเป็นผลงานชิ้นแรก ถึงจะไม่สวยแต่เขาก็อยากส่งให้คนที่บ้านได้เห็นว่าเขาทำได้ นั่นคือเด็กเกิดความภาคภูมิใจและนำไปสู่การเห็นคุณค่าในตนเอง อย่างที่บอกว่าการทำงานศิลปะเราไม่อยากบังคับหรือฝืนใจให้ทำ อยากให้เขามาเรียนในห้องด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย บรรยากาศการสอนค่อนข้างเป็นกันเองกับเขา แต่เขาก็ยังมีความเคารพและเกรงใจเราค่ะ

 


คำว่า “ครู” ไม่มีง่าย
     “ครู ในสถานพินิจไม่ง่ายเลย เจ้าหน้าที่ต้องอยู่ในกฎระเบียบ และมีข้อวินัยที่เข้มงวด ต้องรอบคอบและระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เด็กที่เข้ามาอยู่ที่นี่มีปัญหาร้อยแปด ส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษาภาคบังคับมาหลายปี มีระบบฐานครอบครัวที่ไม่มั่นคง สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ที่เด็กแต่ละคนพบเจอล้วนหล่อหลอมให้เขามีความคิด แตกต่างไปจากเด็กนักเรียนทั่วไป และทำให้เกิดการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เราอาจเจอสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ ในช่วงหนึ่งเดือนแรกยอมรับเลยว่าไม่รู้จะเข้าหาเด็กยังไง คุยแบบไหน กังวลไปหมด จะสอนแบบระบบปกติก็ไม่ได้ วิชาการมากไปเด็กก็ไม่รับ แต่ดีที่ว่ากิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครสอน เด็กเลยให้ความสนใจและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากพี่ๆ พนักงานพินิจที่ช่วยสอดส่องดูแล ทำให้ผ่านไปด้วยดี”



 



ท้อ...เกือบถอดใจ

     “บางครั้งก็รู้สึกว่าเราทำทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายแล้วมันจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือเปล่า หลังจากทำงานผ่านไป 6 เดือนแรก เด็กมีปัญหาทะเลาะวิวาทกันจนบาดเจ็บต้องพาส่งโรงพยาบาล เช้าวันต่อมาไม่รู้จะพูดอะไรกับเด็ก รู้สึกหดหู่มาก เราถามเขาไปว่า ‘สุดท้ายแล้วการใช้ความรุนแรงมันสามารถยุติปัญหาได้จริงเหรอ?’ เด็กทั้งสถานพินิจเงียบ วันนั้นเลยบอกว่า ขอไม่สอนสัก 2 วัน เด็กก็โดนทำโทษให้ฝึกแถวทั้งวัน ช่วงนั้นทำใจลำบากมาก สิ่งที่เราพยายามทำมาเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สุดท้ายก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา ช่วงนั้นเจ้าหน้าที่เองก็ต้องถูกสอบทางวินัยอย่างหนัก ก็เริ่มคิดว่าเราต้องเห็นความรุนแรงแบบนี้ไปอีกกี่ครั้ง เราจะต้องทนเห็นเหตุการณ์แบบนี้หรือ ทั้งๆ ที่เรามีทางเลือกอื่นอีกมาก ลาออกดีมั้ย พนักงานพินิจบางคนบอกว่า แค่นี้ยังรับไม่ได้ แล้วจะทำงานต่อยังไง คิดหนัก ถ้าลาออกก็แสดงว่าเราอ่อนแอมาก ต้องเข้มแข็งกว่านี้ ช่วงนั้นก็มีพี่ครูศิลป์ที่บ้านอื่นติดต่อมาให้กำลังใจอยากให้ทำงานต่อไป ด้วยกัน จากวันนั้นก็คิดว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นมาก”







แค่ 1 ใน 100 ก็คือ ความเปลี่ยนแปลง

     “ที่ยังคงทำงานที่นี่เพราะเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราพยายามทำอะไรลงไปเราก็อยากอยู่รอดูให้เห็นผล โดยเฉพาะที่นี่มันมีลุ้นตลอดว่าผลที่ออกมามันจะเป็นยังไง ในเด็ก 40-50 คน หรือ 100 คนที่เราเคยสอนเขามา ถ้าอย่างน้อยมีซัก 1 คน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด นั่นก็ถือว่าได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว จริงๆ เราแค่เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด้วยซ้ำ เด็กๆ ต่างหากที่สร้างความเปลี่ยนแปลงของตัวเองขึ้นมา ถ้าเขาไม่ยอมแพ้ไปซะก่อน และก็คาดหวังว่ามันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงกับเด็กคนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ เคยถามเด็กที่นี่ว่า “คิดว่าครูทำทุกวันนี้เพราะอะไร?” หลายคนตอบ “ก็เขาจ้างครูมา” “ก็เพราะเป็นหน้าที่ที่ครูต้องทำ” เราเลยบอกว่า ถ้าทำตามหน้าที่ ครูคงไม่ต้องทุ่มเทขนาดนี้ก็ได้ ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญหรือสั่งสอนให้เหนื่อย ทำตามโปแกรมบำบัดที่เขามีให้ก็พอ แต่ที่ทำทุกวันนี้ เพราะทำด้วยความหวังที่จะให้เธอได้นำบางสิ่งบางอย่างที่ครูบอกกลับไปคิด แก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่างน้อยมีคน 1 คน ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ครูก็ดีใจแล้ว” เคยมีศิษย์เก่าที่ศาลตัดสินสั่งฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จ.สุราษฎร์ธานี เขียนจดหมายมาหาเราบอกว่า ถึงยังติดอยู่ก็จะไม่ท้อ ยังจำคำที่ครูสอนได้ และจะนำไปปรับใช้ แค่อ่านข้อความนั้น เราก็มีกำลังใจที่จะทำงานต่อแล้ว”

 



ผลงานของเด็กทุกชิ้นมีคุณค่า
     “เคยมีเด็กที่มีทักษะด้านศิลปะเข้ามา เลยให้ลองใช้สีอะคริลิกฝึกวาดภาพสไตล์ Impressionism โดยใช้ตัวอย่างงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะห์เป็นแบบ ปรากฏว่าเด็กก็ทำได้ดี เขามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ มันเลยสะท้อนออกมาเป็นผลงานที่สวยงาม แม้เด็กจะได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว แต่ผลงานเซ็ตนั้นยังใส่กรอบแขวนไว้ในห้องพักครูอยู่ค่ะ และตอนนี้เราสร้างเพจเฟซบุ๊คเอาไว้จัดแสดงผลงานของเด็กๆ ด้วย ชื่อเพจว่า art class pinit Phuket เข้าไปติดตามชมกันได้นะคะ สำหรับผลงานที่เป็นผลิตภัณฑ์จะส่งให้กับทางศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์เด็กและเยาวชนที่ทางกรมจัดขึ้น ส่วนผลงานที่เป็นภาพวาดก็นำใส่กรอบไว้มอบเป็นของที่ระลึกให้ผู้ใหญ่ที่มาเยี่ยม เช่น กรรมการสงเคราะห์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต บางชิ้นงานได้ไปประดับต่อที่ศาลก็มี และเร็วๆ นี้ ได้ร่วมกิจกรรมกับสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ตโดยการร่วมส่งผลงานเข้า ประกวดในหัวข้อ “การ์ตูน สร้างสรรค์สู่อิสระทางความคิด” โดยให้เด็กทำผลงานในรูปแบบของผ้าบาติกเข้าร่วมประกวด และในครั้งต่อไป หากมีงานประกวดของหน่วยงานอื่นๆ อีก ก็จะให้เด็กๆ ได้มีโอกาสร่วมส่งผลงานเข้าประกวดอีกค่ะ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ของเด็กๆ ไปวางจำหน่ายที่ถนนคนเดินในย่านดาวน์ทาวน์ที่จัดทุกวันอาทิตย์ และนำรายได้จากการจำหน่ายมาจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์งานศิลปะค่ะ

 





“ครู” ในแบบฉบับครูปูเป้

     “ครู ที่เรารับรู้และสัมผัสมาตลอดการเป็นนักเรียน คือ ครูจะต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ ดูมีอาวุโส คือผู้ที่เราต้องเคารพเชื่อฟัง และเราไม่สามารถลบล้างความเชื่อหรือทฤษฎีที่ครูให้ได้ แต่การเป็นครูของเรา ต้องเป็นได้ทั้งผู้ให้ความรู้ ที่ปรึกษา และเป็นเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ ครูต้องใจกว้างพอที่จะยอมรับหรือไม่ดูถูกในรสนิยมของพวกเขา เราพยายามเปิดใจกับเด็กๆ คุยเรื่องเพลงที่ฟัง หนังที่ดู หรือไลฟ์สไตล์ หาประเด็นที่สามารถพูดคุยร่วมกันได้ เพื่อให้เราเข้าใจเขามากขึ้น เราพยายามแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสังคมสิ่งแวดล้อมที่เขาเติบโตมา เพราะระบบคิดของแต่ละคนมันมาจากการหล่อหลอมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เขาใช้ชีวิตอยู่ ถ้าเราไม่รู้จักสังคมของเขา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ของเขาได้ อีกทั้งการยอมรับในตัวครูผู้สอนก็มีความสำคัญ เด็กจะไม่เชื่อมั่นในตัวครูถ้าครูไม่แสดงทักษะและความสามารถเหล่านั้นออกมา ให้เขาเห็นเป็นที่ประจักษ์ ความเด็ดขาด คุยกับเด็กกลุ่มนี้ต้องไม่มีความลังเลให้เห็น ไม่อย่างนั้นจะเป็นเครื่องมือในการต่อรองของเด็กได้ สิ่งเหล่านี้มันอยู่นอกเหนือจากการให้ความรู้ ให้ทักษะ แต่เราคิดว่ามันมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมและเป็นแนวทางในการ แก้ไขบำบัดเป็นอย่างมาก”

 



เปิดใจ รับฟัง ไม่มีอคติ

     “ในความเป็นครู สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเด็กคือ วิธีการรับมือพวกเขา โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหา เราพยายามเรียนรู้ว่าจะใช้วิธีไหนที่เกิดความเสี่ยงกับเราน้อยที่สุด นั่นคือการรับฟังปัญหาของพวกเขา และการใช้เหตุผล ทำให้เขารู้สึกมีที่พึ่งมากกว่ารู้สึกกลัว การถูกควบคุมตัว ไร้อิสระในการออกไปเห็นโลกภายนอกก็ก่อให้เกิดความเครียดอยู่แล้ว ยิ่งถ้าถูกดุด่าลงโทษโดยที่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ ยิ่งทำให้เกิดความเครียดสะสม มันจะเหมือนระเบิดที่รอการเปิดสลัก แบบนั้นน่ากลัวมาก เพราะเขาอาจจะทำอะไรในสิ่งที่เราคาดไม่ถึง เราต้องพยายามเปิดใจ และไม่มีอคติในเรื่องอดีตของเขา การตอกย้ำในความผิดนั้นมันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น กลับกันการให้กำลังใจเขาในการเปลี่ยนแปลงตนเองจะได้ผลที่ดีกว่า ส่วนวิธีการลงโทษเพื่อให้หลาบจำอาจจะได้ผลเพียงชั่วคราว เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายหายเจ็บแล้วก็จะกระทำผิดเรื่องเดิมซ้ำๆ อีก มันแสดงให้เห็นว่าเราทำได้แค่เพียงสร้างความเจ็บปวดทางกาย แต่มันเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจเขาไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ลงโทษนะ แต่เราจะทำข้อตกลงกันก่อน ต้องเป็นข้อตกลงที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เอะอะก็ลงโทษอย่างเดียว


 


#Trending now
Adgang60ข่าวครูสื่อการสอนแผนการสอนเทคนิคการสอนสอบครูข่าวครูปฏิทินสอบเข้า ม.1 2560admissions 60ad60admissionsสอบตรง 60รับตรง 60ข้อสอบรับตรงอาเซียนAECข่าวกิจกรรมข่าวทุนข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบONETGATPATติวติว GATติว PATGAT เชื่อมโยงโครงงานวิทยาศาสตร์โครงงานเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าว admissionsแอดมิชชั่นสาระน่ารู้โควตาแนะแนวสามเณรธรรมะว.วชิรเมธีธรรมท่องเที่ยวเก็งข้อสอบติวเข้มสอบเข้าสอบสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า ม.4สอบเข้าเตรียมอุดมฯสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลทดลองวิทย์ฮอร์โมนHormoneจักรยานCU TEPTU GETสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonkของเล่นวิทยาศาสตร์เพลงชาติไทยวิศวะ จุฬาบัญชี จุฬาสอบทุนSmart ExamsTOEICTOEFLสูตรลัดคณิตศาสตร์วิสาขบูชาหน้าหนาวเชียงใหม่เชียงรายคำราชาศัพท์สุภาษิตเงินเดือนครูครูผู้ช่วยสมัครสอบครูTU starข้อสอบ o-net ป.6สอนศาสตร์quizเกมgameเข้าพรรษาโอลิมปิกในหลวงรัชกาลที่ 99 วิชาสามัญรัชกาลที่ 10สรุปสูตรคณิตศาสตร์เอนทรานซ์ 4.0
กลับด้านบน