อ.นลิน ตุติยาพึงประเสริฐ : ห้องเรียนประดิษฐกรรม (DSIL FabLab@School)

เรื่อง วันวิสาข์ หนองภิวงค์ ภาพ สิรยา นิธากรณ์ , ภูวดล ชินจอหอ

 

การออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เกิดระบบการคิด หรือการเรียนรู้อย่างแท้จริงที่ไม่ใช่แค่ท่องจำ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นโจทย์ของการพัฒนาระบบการสอนของ ดรุณสิกขาลัย โรงเรียนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นทางการคิดแก้ปัญหาและกระตุ้นความอยากรู้อยากเรียนตามแนวทางของนักประดิษฐ์ โดยใช้ "FabLab@School " ห้องเรียนประดิษฐกรรมแห่งแรกของเอเชีย เป็นเครื่องมือในการดึงศักยภาพเด็ก โดยมี อาจารย์นลิน ตุติยาพึงประเสริฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาการเรียนการสอนนี้

อะไรคือ ห้องเรียนประดิษฐกรรม  DSIL FabLab@School
เพราะอยากจะแก้ปัญหาระบบการศึกษาที่เรียนรู้แบบท่องจำเพื่อนำไปสอบเท่านั้น ทำอย่างไรให้เด็กไทยมีประสิทธิภาพในการคิดการแก้ปัญหา จึงคิดว่าควรจะเข้าไปแก้ระบบของการเรียนรู้  ศ.ซีมัวร์ พาเพิร์ต (Prof. Seymour Papert) ได้พัฒนาการเรียนนี้จากรากฐานของ Constructionism และ Project Based Learning โรงเรียนของเราได้เข้าไปอยู่ในโครงการ FabLab@School ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นโดย Prof. Paulo Blikstein เป็นอาจารย์อยู่ในคณะศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด และเป็นลูกศิษย์ของ Prof. Seymour Papert อีกที ซึ่งเครื่องมือล่าสุดที่เราตื้นเต้นมากคือ โครงการ FabLab@School (Fabrication Laboratory  ) หรือห้องประดิษฐกรรม ก็จะเป็นห้องที่เข้ามาประดิษฐ์อะไรก็ได้  

จุดเริ่มต้นที่ MIT Media Lab โดย Prof. Neil Gershenfeld เขาได้เปิด Lab และเปิดสอนวิชาหนึ่งที่บอกว่า You can do almost anything จะประดิษฐ์อะไรก็ได้ที่คุณสามารถคิดได้ภายในห้องนี้ ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ว่าทำไมคนถึงได้เกิดความสนใจได้มากขนาดนี้ พอทำวิจัยก็พบว่าคนเรามีความสนใจอยู่ลึกๆ อยากจะรู้ว่าสิ่งของที่เราใช้กันทุกวันเขาผลิตกันยังไงและมีความตื้นเต้นถ้าเราเป็นคนประดิษฐ์เอง จากแนวคิดนี้ก็พัฒนามาเรื่อยๆ จากมหาวิทยาลัย จนมาเปิดให้สำหรับบุคคลทั่วไป และสู่การเรียนร้ของเด็กๆ  ทีมของดรุณสิกขาลัยก็ได้แลกเปลี่ยนกับทีมของ Prof. Paulo Blikstein ปัจจุบันเราเป็น FabLab@school ที่แรกในเอเชีย

เราเชื่อว่าการประดิษฐ์จะช่วยให้เด็กมีพลังในการเรียนรู้มากขึ้นและเห็นคุณค่าของความรู้มากขึ้น เด็กๆ จะมาประดิษฐ์อะไรก็ได้ในห้องที่มีอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งทำให้ความคิดระเบิดไปได้ไกล เช่น เลเซอร์คัตเตอร์ เครื่องพิมพ์สามมิติ ไวนิลคัตเตอร์ เครื่องมือส่วนใหญ่เน้นไปในทางวิศวกรรม การเขียนโปรแกรม จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นการสร้างเด็กที่สนใจแต่สายวิทย์หรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เครื่องมือเหล่านี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ และทำให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

หลักการ Constructionism และ Project Based Learning
Constructionism คือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงโดยมีการนำเทคโนโลยีมาผสมผสาน ช่วยให้เกิดการพัฒนาทางสมอง รวมถึงกระบวนการสร้างชิ้นงาน โดยเริ่มจากการสร้างสิ่งที่เราสนใจให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติของ Project Based Learning เช่น การเรียนเขียนโปรแกรม สิ่งที่ได้คือกระบวนการทำงานของโปรแกรมเมอร์ การฝึกคิดเป็นระบบ คิดเป็นลำดับขั้นตอน เราไม่ได้ฝึกเขียนโปรแกรมเพื่อไปเป็นโปรแกรมเมอร์ เราเรียนเพื่อพัฒนาระบบความคิด เด็กๆ ที่ผ่านกระบวนการนี้จะเป็นคนที่คิดแก้ปัญหาอะไรเป็นระบบมากขึ้น พูดอะไรเป็นเหตุเป็นผล สื่อสารความคิดเห็นของตัวเองได้ดีขึ้น เรื่องแบบนี้สอนด้วยการเลกเชอร์ไม่ได้  

จริงแล้ว Project base learning มีหลากหลายแบบ แล้วแต่โรงเรียน ไม่มีอะไรที่ตายตัว ไม่มีถูกผิด เพียงแค่เราคิดต่างจากเดิมก็ถูกหมดแล้ว ไม่เรียนเหมือนเดิมที่นั่งฟังครู อ่านจากตำรา  การเรียนแบบนี้จะให้พื้นที่กับคุณครูมากขึ้น คุณครูจะได้ออกแบบการเรียนการสอน เหมือนงานศิลปะ ไม่มีถูกผิด ถ้าบางโรงเรียนมีโอกาสหรือมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ครูก็มีพื้นที่เล่นมากขึ้น เช่น แทนที่ครูเป็นคนคิด ก็ให้เด็กช่วยคิดได้ด้วย อันนี้ก็เป็นวิธีการของคุณครู ทำอย่างไรให้เขาเห็นของจริง  ลงมือทำจริง เชื่อมโยงทุกสิ่งบนโลกนี้ได้ แค่นี้ก็ทำให้บรรยากาศห้องน่าเรียนขึ้น



กระบวนการเรียนในห้อง DSIL FabLab@School
ตอนนี้โรงเรียนเรามีสามระดับ ระดับแรก New Learner เป็นชั้นเรียนสำหรับคนที่ยังไม่เคยประดิษฐ์มาก่อน เบื้องต้นอาจจะให้เป็นชิ้นส่วนต่างๆ ทำความเข้าใจกับการตัด ต่อ การสร้างโครงสร้าง วัสดุต่างๆ เด็กๆ จะได้เรียนรู้การออกแบบ คอมพิวเตอร์กราฟิก ระดับที่สอง Intermediate เขาจะคิด project เอง เช่น เขาสนใจเรื่องประเทศญี่ปุ่น ถ้าจะออกแบบบ้านญี่ปุ่นต้องใช้วัสดุแบบไหน เครื่องมืออะไร เราเป็นคนสนับสนุนทั้งเครื่องมือ ทักษะ และสอนไปด้วยว่าแต่ละอย่างต้องทำอย่างไร ระดับสุดท้าย Advance อาจจะไม่เกี่ยวกับวิชาการในโรงเรียนด้วยซ้ำ เพราะมาจากความสนใจส่วนตัวหรืองานอดิเรกของเด็กมากกว่า เช่น ผู้ชายสนใจรถทามิย่า เขาสามารถถอดแบบรถแล้วนำมาปรับเอง ควรใช้อะไหล่ตัวไหนเพื่อให้รถวิ่งได้ดีขึ้น ทำให้เขารู้ว่างานอดิเรกก็เป็นเรื่องเรียนรู้ได้

การเรียนโดยใช้ ชั้นคละ

หลักการนี้เป็นของ Prof. Seymour Papert ที่ว่าในธรรมชาติในความเป็นจริงเราไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มีอายุเท่ากันตลอดเวลา จริงๆมันมีเวลาแค่เวลาเดียวที่จะอยู่ร่วมกับคนในรุ่นเดียวกันคือตอนเรียน สิ่งที่ไม่จริงในห้องเรียนทำให้เขาไม่มีทักษะในการใช้ชีวิตอยู่กับคนที่มีความแตกต่างกัน นั้นคือที่มาของการเรียนคละชั้น บทเรียนของห้องเรียนที่มีอายุเท่ากันจะไม่มีวันได้คือ การที่รู้ว่าการที่คนอายุน้อยกว่าเรา สามารถเก่งกว่าเราได้ หรือคนที่อายุมากกว่าเขาสามารถช่วยอะไรเราได้บ้าง เขารอบคอบมากกว่าเรา ควบคุมตนเองได้มากกว่าเรา มันเป็นการเรียนรู้ที่ข้ามความแตกต่าง ส่วนวิธีการจัดก็จะห่างอยู่ประมาณ2-3ปี และห้องเรียนของเรายืดหยุ่นตามพัฒนาการของเด็ก

การเรียนแบบ Child Center ทำให้ครูต้องเหนื่อยขึ้นหรือไม่

การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จำนวนนักเรียนในห้องเรียนน้อยลง ก็มีรายละเอียดที่ต้องเก็บ ต้องดูแลนักเรียนมากขึ้น เราดูแลเด็ก10 คนแต่รู้จักเด็กถึงรูขุมขน กับ ดูแลเด็ก 50 คนแค่จำชื่อเด็กก็เหนื่อยแล้ว เหนื่อยเหมือนกัน แต่ประเด็นคือเหนื่อยแล้วให้มันเกิดอะไรดีกว่า เหนื่อยแบบเก่าก็คืองานเอกสารมันเยอะ จำนวนนักเรียนก็เยอะ  แต่เรียนแบบ Child Center ครูก็เหนื่อยตรงที่เราต้องพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ต้องคิด ต้องออกแบบ แต่สิ่งที่เป็นพลังให้เราหายเหนื่อยและมีความสุขกับอาชีพครูก็คือเมื่อเข้าห้องเรียนแล้วเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ เขากระตือรือร้นอยากเรียน ไม่อยากกลับบ้าน

พัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไป

เราจะมีการพาเด็กๆออกไปทัศนศึกษา ทุกคนจะพูดว่าเด็กที่พามาเป็นเด็กGifted หรือเปล่า เพราะเขาสังเกตจากการตั้งคำถาม เด็กที่เรียนผ่านกระบวนการนี้จะตั้งคำถามเก่ง เราให้พื้นที่เขาในการที่จะไม่หยุดคิด พื้นที่ในการแสดงคำถาม เป็นตัวเขาเองให้มากที่สุด เขาจะเป็นนักคิด เป็นนักปฏิบัติ แก้ปัญหาเก่ง และสามารถคงความอยากรู้อยากเรียนไว้ได้ยาวนาน นั้นจึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เขาเก่งเพราะว่าเขามีประสบการณ์เยอะไม่ใช่ว่าเขาฉลาด เขามีโอกาสได้ผิดเยอะและไม่ใช่ผิดแค่ในหนังสือด้วย

การนำหลักการไปปรับใช้

ถ้าจะเปลี่ยนทั้งโรงเรียนก็ต้องดูที่ผู้บริหารถ้าผู้บริหารมีความจริงจังมีความหวังเสมอ ซึ่งต้องใช้เวลาแต่สิ่งที่ทำให้ขับเคลื่อนไปคือ การเห็นว่าเด็กมีความสุขที่ได้มาโรงเรียนมากขึ้น ประสิทธิผลทางการเรียนดี แต่ถ้าเป็นครูทั่วไปต้องเริ่มจากตนเอง ทำอย่างไรให้ตื่นมาแล้วอยากสอน มีความสุขกับอาชีพครูจริงๆ แล้วค่อยมาปรับกิจกรรมการเรียน บางทีอาจมีคนไม่เห็นด้วยกับเรา เราก็ทำในพื้นที่ที่เรามี อาจะปรับบางส่วนในกิจกรรมในห้อง ให้เด็กๆได้แสดงความคิดเห็น ได้จับต้องมากขึ้น เมื่อเราเห็นว่าเด็กๆมีรอยยิ้มเราก็จะมีกำลังใจในการทำมากขึ้น


          "เก่งเพราะว่าเขามีประสบการณ์เยอะไม่ใช่ว่าเขาฉลาด เขามีโอกาสได้ผิดเยอะและไม่ใช่ผิดแค่ในหนังสือด้วย"
                                                                                                          อาจารย์นลิน ตุติยาพึงประเสริฐ


ชมรูปแบบโครงงานและการเรียนใน dsil fablab@school
http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/28230-040495/

 

แหล่งที่มา :

นิตยสาร plook ฉบับที่ 40 เดือนเมษายน 2557

#Trending now
Adgang60ข่าวครูสื่อการสอนแผนการสอนเทคนิคการสอนสอบครูข่าวครูปฏิทินสอบเข้า ม.1 2560admissions 60ad60admissionsสอบตรง 60รับตรง 60ข้อสอบรับตรงอาเซียนAECข่าวกิจกรรมข่าวทุนข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบONETGATPATติวติว GATติว PATGAT เชื่อมโยงโครงงานวิทยาศาสตร์โครงงานเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าว admissionsแอดมิชชั่นสาระน่ารู้โควตาแนะแนวสามเณรธรรมะว.วชิรเมธีธรรมท่องเที่ยวเก็งข้อสอบติวเข้มสอบเข้าสอบสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า ม.4สอบเข้าเตรียมอุดมฯสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลทดลองวิทย์ฮอร์โมนHormoneจักรยานCU TEPTU GETสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonkของเล่นวิทยาศาสตร์เพลงชาติไทยวิศวะ จุฬาบัญชี จุฬาสอบทุนSmart ExamsTOEICTOEFLสูตรลัดคณิตศาสตร์วิสาขบูชาหน้าหนาวเชียงใหม่เชียงรายคำราชาศัพท์สุภาษิตเงินเดือนครูครูผู้ช่วยสมัครสอบครูTU starข้อสอบ o-net ป.6สอนศาสตร์quizเกมgameเข้าพรรษาโอลิมปิกในหลวงรัชกาลที่ 99 วิชาสามัญรัชกาลที่ 10สรุปสูตรคณิตศาสตร์เอนทรานซ์ 4.0
กลับด้านบน