สสวท.ประกาศใช้สะเต็มศึกษาพลิกโฉมการเรียนวิทย์-คณิต

ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีท วันนี้ ( 15 ม.ค.) ศ.เกียรติคุณ ดร.มนตรี จุฬาวัฒนทล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (บอร์ด สสวท.) เปิดเผยว่า ในศตวรรษที่ 21 โลกสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว เยาวชนไทยต้องออกไปแข่งขัน และมีทักษะดำรงชีวิตร่วมกับประชากรโลกได้ โดยเฉพาะการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ดังนั้นเราจึงต้องสร้างคนไทยรุ่นใหม่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ บอร์ด สสวท. มีมติส่งเสริมให้เกิด "สะเต็มศึกษา" (STEM Education) ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นแนวทางใหม่ในการจัดการศึกษาสายวิทยาศาสตร์ที่เน้นบูรณาการการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา จนถึงอุดมศึกษา และการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีความรู้ และทักษะในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สามารถประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้
 
"สะเต็มศึกษา จะเป็นการพลิกโฉมการเรียนวิทยาศาสตร์ ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ เน้นบูรณาการและนำไปใช้แก้ปัญหาด้วยกระบวนการใหม่ๆ โดยมีการปฏิบัติ ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ หรือเน้นท่องจำ ทั้งนี้ขอย้ำว่าสะเต็มศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เพียงแต่เสริมโดยการปฏิบัติให้มากขึ้น และทำให้เด็กสนใจว่าสิ่งที่เรียนอยู่นั้นอยู่ในชีวิตประจำวันรอบตัวเรา ซึ่งครูเป็นส่วนสำคัญที่ในการเรียนการสอนจะต้องตั้งคำถามว่าสิ่งที่เรียนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร และพบเห็นในส่วนใดบ้าง"

ศ.เกียรติคุณ ดร.มนตรี กล่าวและว่า สิ่งที่จะทำให้เกิดสะเต็มศึกษาจะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตร เปลี่ยนวิธีสอน และการประเมินผล ทั้งนี้ สสวท.จะจัดตั้งสำนักสะเต็มศึกษาขึ้นใน สสวท. และทุกจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานและให้ข้อมูล โดยจะมีการดำเนินโครงการนำร่องสะเต็มศึกษาขึ้นในโรงเรียนเครือข่าย สสวท.ที่มีความพร้อมประมาณ 5-10 จังหวัด และมีการคัดเลือกทูตสะเต็ม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในวิชาชีพที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาทิ แพทย์ วิศวกร มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ แก่ครู โดยจะเริ่มในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 นี้ และหากเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมก็จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศเป็นวาระแห่งชาติต่อไป
 
ประธานบอร์ด สสวท. กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้ประเทศต่างๆ มีความตื่นตัวในเรื่องสะเต็มศึกษากันมาก โดยมีข้อมูลว่าในปี 2558 จะมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สะเต็มดีกรี ที่จีนผลิตออกมาประมาณ 3.5 ล้านคน ซึ่งเกินครึ่งที่ทุกประเทศรวมกันผลิตออกมา ส่วนไทยผลิตได้ตัวเลขในกราฟเกือบเป็น 0 ขณะที่จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรี หากไทยยังไม่ตื่นตัวที่จะยกระดับคุณภาพ และเพิ่มจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ก็จะตกขบวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก

แหล่งที่มา :

เดลินิวส์ออนไลน์