ชี้รัฐละเลยท้องถิ่นต้นเหตุการศึกษาเหลว

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการปฏิรูปการเรียนรู้” ในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกครูสอนดีระดับจังหวัดทั่วประเทศ จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นว่า จุดสำคัญในการปฏิรูปประเทศคือ การให้ชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด จัดการตัวเอง ซึ่งจะทำให้แก้ปัญหาได้หลายอย่าง แต่การพัฒนาที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสร้างพระเจดีย์จากยอด จึงพังลง ดังนั้นเราต้องสร้างเจดีย์จากฐาน หากฐานแข็งแรงก็จะมั่นคง ซึ่งฐานพระเจดีย์ก็คือชุมชนและท้องถิ่น สำหรับเรื่องของการศึกษาก็ต้องมองใหม่ การศึกษาต้องเชื่อมโยงไปเรื่องอื่น ๆ ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประชาธิปไตย รวม 8 เรื่องเชื่อมกัน อาจเรียกว่าเป็นมรรค 8 แห่งการพัฒนา
    
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องใหญ่ที่สุดของประเทศไทยคือการเปลี่ยนแปลงจากสังคมใช้อำนาจไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ เนื่องจากประเทศไทยมีความซับซ้อน หากไม่สามารถรู้ปัญหาทั้งหมดของประเทศก็ไม่สามารถพัฒนาและรักษาดุลยภาพของประเทศไว้ได้ โดยจะต้องเป็นการเรียนรู้สำหรับคนทั้งมวล การศึกษาที่เกิดขึ้นจะเป็นการศึกษารักษาทุกโรค ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการเกิดสังคมแห่งสันติสุข
    
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาวิชาการ สสค. กล่าวว่า การศึกษาของไทยยังไม่ตอบโจทย์ท้องถิ่น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความด้อยโอกาสในสังคม ส่งผลให้เด็กยากจนหลุดจากระบบการศึกษานับแสนคนต่อปี  ซึ่งปัญหาของการจัดการศึกษาคือ รัฐเข้ามากำกับทุกเรื่องมากเกินไป แต่ชุมชนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมมากพอ ทำให้ครูแปลกแยกจากท้องถิ่นและถูกกำกับด้วยนโยบายและคำสั่งจากกระทรวง เป็นระบบรองเท้าเบอร์เดียว แบบที่คุณลุงสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ปราชญ์ชาวบ้านแห่งอยุธยาวิจารณ์ว่า เป็นการศึกษาแบบตัดตีนให้พอดีกับเกือกมากกว่าตัดเกือกให้พอดีตีน ซึ่งการสูญเสียโอกาสทางการศึกษาของเด็ก ๆ ไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ชุมชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบที่เป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 80 ล้านบาทต่อตำบลต่อปีด้วย  โดยเด็กที่ออกจาก ม.3 อย่างต่ำ 300 คนต่อตำบล ต้องเป็นแรงงานขั้นต่ำที่ทำเงินตลอดอายุการทำงาน 15-60 ปี ได้น้อยกว่าคนจบปริญญาตรีถึง 2 เท่า 
   
“รัฐต้องเร่งลงทุนเรื่องการศึกษา ซึ่งใช้เงินไม่มาก โดยจากงานวิจัยของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) พบว่าการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กใช้เงินลงทุนเฉลี่ยแห่งละ 3 แสนบาทต่อปี ส่วนการตรึงเด็กไม่ให้ออกกลางคัน คิดจากจำนวนเด็กเสี่ยง 200-300 คนต่อตำบล คือการลงทุนไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี รวมการลงทุน 4 ล้านต่อปี เพื่อพัฒนาโรงเรียนและดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยง หากเทียบกับค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 80 ล้านบาทต่อปี เท่ากับได้กำไร 20 เท่า” ดร.อมรวิชช์ กล่าว.

แหล่งที่มา :

เดลินิวส์ออนไลน์

#Trending now
Adgang60ข่าวครูสื่อการสอนแผนการสอนเทคนิคการสอนสอบครูข่าวครูปฏิทินสอบเข้า ม.1 2560admissions 60ad60admissionsสอบตรง 60รับตรง 60ข้อสอบรับตรงอาเซียนAECข่าวกิจกรรมข่าวทุนข่าวเด่นเรียนต่อทุนทุนเรียนต่อทุนการศึกษาclearing houseเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ค้นหาตัวเองปฎิทินสอบONETGATPATติวติว GATติว PATGAT เชื่อมโยงโครงงานวิทยาศาสตร์โครงงานเรียนต่อต่างประเทศข้อสอบคลังข้อสอบข่าว admissionsแอดมิชชั่นสาระน่ารู้โควตาแนะแนวสามเณรธรรมะว.วชิรเมธีธรรมท่องเที่ยวเก็งข้อสอบติวเข้มสอบเข้าสอบสัมภาษณ์สอบเข้า ม.1สอบเข้า ม.4สอบเข้าเตรียมอุดมฯสอบเข้าสาธิตสอบเข้ามหิดลทดลองวิทย์ฮอร์โมนHormoneจักรยานCU TEPTU GETสามเณรปลูกปัญญาธรรมtruelittlemonkของเล่นวิทยาศาสตร์เพลงชาติไทยวิศวะ จุฬาบัญชี จุฬาสอบทุนSmart ExamsTOEICTOEFLสูตรลัดคณิตศาสตร์วิสาขบูชาหน้าหนาวเชียงใหม่เชียงรายคำราชาศัพท์สุภาษิตเงินเดือนครูครูผู้ช่วยสมัครสอบครูTU starข้อสอบ o-net ป.6สอนศาสตร์quizเกมgameเข้าพรรษาโอลิมปิกในหลวงรัชกาลที่ 99 วิชาสามัญรัชกาลที่ 10สรุปสูตรคณิตศาสตร์เอนทรานซ์ 4.0
กลับด้านบน